‘จุลพันธ์’ ย้ำต้องออกเงินดิจิทัล เพื่อบูมเศรษฐกิจต้นปี 67 เน้นรอบคอบ อยู่ในกฎหมาย

12.10.23 | 21:36 น.

‘จุลพันธ์’ ย้ำต้องออกเงินดิจิทัล เพื่อบูมเศรษฐกิจต้นปี 67 เน้นรอบคอบ อยู่ในกฎหมาย

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประฐานคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ต เปิดเผยในที่ประชุมว่า นโยบายดิจิทัลวอลเล็ต เป็นนโยบายของรัฐบาล ซึ่งผ่านความเห็นชอบคณะรัฐมนตรี (ครม.) และได้นำเสนอผ่านรัฐสภาแล้ว โดยกระเป็นกลไกในการขับเคลื่อน ฟื้นฟู และกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ทราบดีว่าเศรษฐกิจไทยยังอยู่ในภาวะเปราะบาง ยังไม่เติบโตเต็มศักยภาพ ยังมีประชาชนจำนวนมากที่ได้รับความเดือนร้อน

นายจุลพันธ์ กล่าวว่า การเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ หรือจีดีพีในช่วง 10 ที่ผ่านมา เติบโต แค่เฉลี่ยในระดับ 2% ต่อปี ซึ่งสภาวะเช่นนี้ เปรียบเหมือนประเทศไทยไม่ได้เดินหน้า เพราะว่าประเทศที่อยู่ในภูมิภาคเดียวกับเรา เติบโตได้สูงกว่าไทยเรา จึงมความจำเป็น ที่นโยบายต้องมีนโยบายนี้ โดยมุ่งหวังว่าจะกระชากเศรษฐกิจในกลับมาเติบโตได้ เต็มศักยภาพของประเทศไทย และกระจายเม็ดเงินไปทั่วประเทศ สู่ฐานราก เพราะว่ากลไกที่มีเงื่อนไขในเกิดการกระเม็ดเงินไปสู่ทุกภูมภาค นโยบายนี้เป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของรัฐบาลปัจจุบัน ที่ได้ตั้งเป้าให้เศรษฐกิจไทยโตเฉลี่ยปีละ 5% และแน่นอนว่าจะให้ความสำคัญกับเรื่องเสถียรภาพทางเศรษฐกิจเป็นเรื่องหลัก เช่นเดียวกัน

“เป้าหมายทั้งหมดก็เพื่ออนาคตของประชาชนที่ดีขึ้น เรายังยืนยันว่า ยังยึดหมั่นในเรื่องหลักวินัยการเงินการคลัง อย่างเคร่งครัด รัฐบาลจะดำเนินงานนโยบายนี้อย่างรอบคอบ ชอบด้วยกฎหมายทุกประการ และขอย้ำว่า นโยบายนี้เป็นการเติมเงิน ไปยังพี่น้องประชาชน นั้นก็คือ การกระตุ้นเศรษฐกิจที่ใช้ประชาชนเป็นกลไก เงินทุกบาททุกสตางค์ ไม่มีทางรั่วไหลไปไหน เพราะอยู่ในมือของประชาชนทุกบาททุกสตางค์ เพราะฉะนั้นจึงไม่ห่วงเรื่องการคอรัปชั่น เพราะเชื่อมั่นในบุคลากรของรัฐบาลทุกคน ดังนั้นรัฐบาลจึงพร้อมที่รับการตรวจสอบทุกรูปแบบ”นายจุลพันธ์ กล่าว

นายจุลพันธ์ กล่าวว่าขอให้คณะอนุกรรมการ นั้นได้ยึดมั่นในกรอบกฎหมายรัฐธรรมนูญ และกฎหมายที่มีความเกี่ยวข้อง กฎหมายที่เน้นย้ำ คือ พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) วินัยการเงินการคลัง พ.ศ.2561 และ พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ.2561 ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการทำงานของอนุกรรมการ และเป็นเกราะกำบังให้ทุกคนทำงานไปข้างหน้า ดังนั้น ต้องดำเนินนโยบายเติมเงิน ดิจิทัล 10,000 บาท ด้วยความโปร่งใส บริหารอย่างประสิทธิภาพ และทำให่เกิดการความคุ้มค่าในเชิงภารกิจของรัฐ โครงการดิจิทัล วอลเล็ตนั้น เป็นนโยบายสาธารณะ เพราะฉะนั้นคงไม่ได้มองผลลัพธ์ แต่เรื่องของตัวเงินเ ว่ากำไรขาดทุน ดังนั้น ความคุ้นค่านั้นจึงต้องหมายถึงความคุ้มค่าทางสังคมด้วย

Advertisement

นายจุลพันธ์ กล่าวว่า อย่างไรก็ดี การดำเนินนโยบายนี้ มีเรื่องของความตึงตัวในเรื่องของกรอบเวลาในการทำงานของอนุกรรรมการ เพราะโครงการนี้อยู่ในใต้กรอบเวลาที่จำกัด และที่สำคัญ คือเรื่องของพ.ร.บ.งบประมาณประจำปี 2567 ที่ล่าช้าออกไป ซึ่งคาดว่าบังคับใช้ได้เร็วที่สุดคือ กลางเดือนเมษายน 2567 และกว่าจะมีทำกระบวนจัดซื้อภาครัฐ ผลบวกจากการลงทุนของภาครัฐก็จะยิ่งล่าช้าไปอีก เพราะฉะนั้น ช่วงต้นปี 2567 จึงเหมาะสมที่จะผลัดฃกดันเม็ดเงินดิจิทัล 10,000 บาท เข้าไปในระบบเศรษฐกิจ ถ้านโยบายล่าช้าออกไปผลดีก็จะลดลงไปตามลำดับเพราะฉะนั้น รัฐบาล จึงตั้งเป้าว่าควรทำนโยบายเติมเงิน ดิจิทัล 10,000 บาทให้สำเร็จ ภายในไตรมาสที่ 1 ปี 2567 ให้ได้

นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ส่วนกรณีคณะกรรมการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติให้สำนักงาน ป.ป.ช.ตั้งคณะกรรมการพิจารณาศึกษาโครงการดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ขอกล่าวว่า เป็นข้อดี ที่มีหูมีตา จากหน่วยงานของรัฐ มาช่วยดูความรอบคอบ และเป็นประโยชน์ที่ดีมาก

“ขอเรียนว่า รัฐบาลนั้นมีความพร้อมที่จะเข้าพบกับปปช. และก็จะไปพบ คณะกรรมการพิจารณาศึกษาโครงการดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ไปนำเสนอการดำเนิน และแลกเปลี่ยนข้อสงสัย และรับฟังข้อแนะนำ ของคณะกรรมการ จากปปช. เพื่อนำมาปรับใช้ เพื่อให้โครงการสมบูรณ์ที่สุด ซึ่งเมื่มีการนัดหมายกับคณะกรรมการตรวจสอบจากปปช.แล้ว ผมเองก็พร้อมจะเข้าไปพบ และชีแจงทุกเรื่อง ด้วยตนเอง”นายจุลพันธ์ กล่าว