รำลึก 50 ปี 14 ตุลาฯ ปชต.เดินไปทางไหน?

15.10.23 | 12:11 น.

หมายเหตุ – นักวิชาการมองภาพรวมประชาธิปไตยของไทยในโอกาสที่มูลนิธิ 14 ตุลา และญาติวีรชน จัดงานรำลึกครบรอบ 50 ปีเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา แยกคอกวัว ถนนราชดำเนิน กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม

โอฬาร ถิ่นบางเตียว
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา

หากให้วิเคราะห์ 50 ปี 14 ตุลาฯ กับความเปลี่ยนแปลงในระบอบประชาธิปไตย ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาในระบอบประชาธิปไตย หากนับ14 ตุลาคม 2516 ถือว่าเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงในระบอบประชาธิปไตย ผ่านมา 50 ปี จะเห็นการพัฒนาการในหลายเรื่องที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาค โอกาสต่างๆ ของประชาชนมีมากกว่าในอดีต หากมองในแง่ของพัฒนาการ

แต่ในแง่ของความขัดแย้งก็ยังดำรงอยู่ของกลุ่มชนชั้นนำ ซึ่งเป็นกลุ่มเดิม แต่เปลี่ยนผู้เล่น ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มทุน กองทัพ หรือกลุ่มจารีตที่ยังต้องการรักษาสถานภาพเดิมทางสังคมเอาไว้ ผ่านกลไกทางการเมืองที่อ้างว่าเป็นประชาธิปไตย ขณะเดียวกันประชาชนเองก็ยังพยายามเรียกร้องเงื่อนไขต่างๆ ซึ่งการเรียกร้องของประชาชนที่ผ่านการชุมนุมประท้วง โดยเฉพาะในปี 2562 เริ่มมีความชัดเจนมาก เริ่มมีพรรคของประชาชนที่อยากจะเปลี่ยนแปลงและขอส่วนแบ่งในอำนาจ ทรัพยากร รวมทั้งผลประโยชน์ทางการเมือง ของประชาชนของพรรคการเมืองและผ่านมาเรื่อยๆ จนถึงพรรคก้าวไกล ทำให้กลุ่มชนชั้นนำกลุ่มเดิม แต่เปลี่ยนผู้เล่น พยายามจะยื้อไม่อยากให้มีอำนาจ แต่ทั้งหมดเป็นผลผลิตจาก 14 ตุลาคม

Advertisement

หากกล่าวถึงระบอบประชาธิปไตย มองว่าขณะนี้ถือว่าเป็นประชาธิปไตยพอสมควร หากเปรียบเทียบกับ 50 ปีที่ผ่านมา แต่ปัญหาอยู่ที่ตัวสถาบันทางการเมืองของประเทศไทยยังไม่มีเสถียรภาพ ไม่ว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญที่ยังไม่ตกผลึกร่วมกันว่าจะมีการปกครองกันอย่างไร ประกอบกับพรรคการเมืองยังเป็นพรรคการเมืองที่มีเจ้าของพรรคและกลุ่มทุนอยู่เบื้องหลัง ยังไม่มีพรรคประชาชนเป็นเจ้าของ ถึงแม้จะเกิดขึ้นมาแล้วแต่ก็มีกลุ่มคนที่ไม่อยากให้เกิดขึ้น รวมทั้งกองทัพพยายามแทรกแซงทางการเมือง และประชาชนยังมีส่วนร่วมน้อยมากในทางการเมือง หรือมีแต่ก็ไม่สมบูรณ์แบบเต็มที่ ปัญหาต่อมาคือตัวนักการเมืองยังมีปัญหาในเชิงอุดมการณ์ จริยธรรมทางการเมือง การทุจริตคอร์รัปชั่น ทำให้การเมืองของไทยยังพัฒนาไปไม่ถึงที่สุด อย่างไรก็ตาม ถือว่ายังดีกว่าเดิม และยังเป็นมรดกจาก 14 ตุลาฯอีกด้วย

ในการแก้ประชาธิปไตยด้วยการเมืองจะต้องสร้างกติกาก่อน โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญจะต้องเป็นธรรมกับทุกคนทุกฝ่ายในสังคมไทย ที่จะต้องมาตกลงกันว่าประเทศไทยจะปกครองกันอย่างไร จะต้องสร้างพรรคการเมืองให้เป็นสถาบันทางการเมือง ไม่เป็นพรรคการเมืองที่ถูกควบคุมโดยคนในตระกูลใดตระกูลหนึ่ง หรือใครคนใดคนหนึ่ง และกองทัพจะต้องเคารพหลักการในความเป็นประชาธิปไตย ไม่แทรกแซงทางการเมือง รวมทั้งสถาบันการศึกษาจะต้องสอนสังคมให้เข้าใจในเรื่องประชาธิปไตย ไม่ว่าจะเป็นวิถีชีวิต รวมทั้งวัฒนธรรมแบบประชาธิปไตย ประการต่อมาทางราชการจะต้องปรับปรุง ปรับตัวให้เข้ากับสังคมแบบใหม่จะทำตัวเป็นข้าราชการแบบเดิมๆ ที่เป็นอุปสรรคในการที่จะผลักดันนโยบายของพรรคการเมืองไม่ได้อีกแล้วกล่าวง่ายๆ จะต้องร่วมกันทำทั้งสังคมในการสร้างประชาธิปไตยให้เกิดขึ้น

ทางด้านประชาชนก็จะต้องมีวิถีชีวิต วัฒนธรรมแบบประชาธิปไตยด้วยเช่นกัน รวมทั้งสร้างมาตรฐานของคุณธรรม หรือเป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยให้สูงมากกว่าประชาชนคนธรรมดา หมายถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในสังคมไม่ควรปล่อยปละละเลย ปล่อยให้เป็นเรื่องของนักการเมือง หรือข้าราชการ ควรเข้ามามีส่วนร่วมในสังคมให้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น

ส่วนกรณีหลัง 14 ตุลาคมประชาชนมีการเรียกร้องกันอย่างมากมาย ผมมองว่าในการเรียกร้องสิ่งต่างๆ ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่การเรียกร้องแล้วไม่เกิดมรรคผล ซึ่งมีผลมาจากรัฐบาล ส.ส.ที่ไม่ให้ความสำคัญต่อข้อเรียกร้องนั้นๆ โดยรัฐบาล ส.ส.หรือผู้แทนของประชาชน กลัวนายทุนที่หนุนหลังพรรคการเมืองจะเสียผลประโยชน์ กล่าวง่ายๆ คือเกรงใจนายทุน เกรงใจชนชั้นนำมากเกินไป จนไม่เห็นหัวประชาชน ทั้งที่ประชาชนเรียกร้องเป็นสิ่งที่ดี แต่ตัวนักการเมือง พรรคการเมือง จะต้องรับผิดชอบต่อข้อเรียกร้อง และนำข้อเรียกร้องนั้นไปสู่การแก้ไขปัญหาให้เป็นรูปธรรม ถ้าหากไม่แก้ไขปัญหาประชาชนจะเรียกร้องไม่มีข้อสิ้นสุด

มุมมองเศรษฐกิจจะแก้ไขปัญหาในเรื่องการเมืองได้ ในเรื่องนี้อยากให้มองว่าระบบเศรษฐกิจจะต้องเป็นประชาธิปไตยด้วยเช่นกัน ถ้าพรรคการเมือง นักการเมืองเอาเรื่องนี้เป็นจริงเป็นจัง และเอาเป็นนโยบายเพื่อกระจายความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สร้างโอกาสให้เข้าถึงทรัพยากร แหล่งทุนที่เป็นธรรม ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่ปัญหาที่แก้ไม่ได้เพราะว่าพรรคการเมือง หรือนายทุนที่อยู่หลังพรรคการเมืองไม่อยากกระจายผลประโยชน์เหล่านั้นไปหาประชาชน เพราะจะส่งผลกระทบต่อสถานะความมั่งคั่งของนายทุน หรือพรรคการเมืองนั้นๆ ทั้งที่เป็นหลักการที่ดี แต่นักการเมือง พรรคการเมือง ไม่อยากทำ เพราะไปกระทบผลประโยชน์ของนายทุนที่อยู่เบื้องหลัง

การเกิดรัฐประหาร ต้องยอมรับทหารถือว่าเป็นตัวการในการขัดขวางกระบวนการในการพัฒนาประชาธิปไตย เพราะทหาร กลุ่มชนชั้นนำ กลุ่มทุนฝ่ายจารีต ข้าราชการ กลุ่มเหล่านี้กลัวการพัฒนาประชาธิปไตย เพราะจะทำให้เสียผลประโยชน์ในทางเศรษฐกิจ การเมือง และอำนาจ จึงจำเป็นจะต้องสร้างเงื่อนไขที่ก่อการรัฐประหาร เพื่อทำลายกระบวนการพัฒนาประชาธิปไตย หากดูหลายๆ ครั้งเป็นการร่วมมือของกลุ่มชนชั้นนำที่สร้างเงื่อนไขให้เกิดการประท้วง การชุมนุม เพื่อสร้างความชอบธรรมในการรัฐประหาร ความจริงเป็นการรักษาผลประโยชน์ของตัวเอง

ความคาดหวังในระบอบประชาธิปไตยสำหรับผมต้องการคือ 1.จะต้องสร้างเศรษฐกิจประชาธิปไตย และต้องมีการกระจายทรัพยากร กระจายที่ดิน กระจายโอกาสในการเข้าถึงปัจจัยการผลิตที่เป็นธรรม 2.จะต้องมีประชาธิปไตยทางการเมือง คือมีรัฐธรรมนูญที่ดีมีพรรคการเมืองที่ดี ระบบราชการที่ดี กองทัพที่เป็นประชาธิปไตย และประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองที่เข้มข้น 3.จะต้องสร้างวัฒนธรรมประชาธิปไตยให้กับผู้คนในสังคมให้เกิดเป็นจารีต แบบแผนวิถีประชาธิปไตย กล่าวง่ายๆ สร้างชีวิตแบบประชาธิปไตย หากทุกอย่างที่กล่าวมานี้เกิดขึ้นและมีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน จะสร้างระบบประชาธิปไตยในระยะยาวได้

แต่ประเทศไทยขณะนี้ทั้งระบบเศรษฐกิจ การเมือง ก็ไม่เป็นประชาธิปไตย วัฒนธรรมประชาธิปไตยก็ไม่มี วิถีชีวิตประชาธิปไตยไม่เกิดขึ้น ขณะนี้มีการพัฒนาในระบอบประชาธิปไตยบ้างแล้ว แต่ไม่มีการจัดระบบ จึงทำให้ประชาธิปไตยของไทยไม่เกิดการพัฒนาเท่าที่ควร

ณัฐกร วิทิตานนท์
อาจารย์สำนักวิชาการเมืองการปกครอง คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

วิวัฒนาการการเมืองไทยกับเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ 2516 ที่กลุ่มนิสิตนักศึกษาออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยและขับไล่เผด็จการให้ทหารออกจากการเมืองเพื่อให้ได้รัฐบาลพลเรือน แต่ 50 ปีผ่านมาการเมืองไทยกลับยังไม่เปลี่ยนแปลงไปเท่าที่ควร ยังอยู่ในวังวนของการรัฐประหาร ตลอด 50 ปี ยังเกิดการรัฐประหารต่อเนื่องทั้งการรัฐประหารในปี 2519 ปี 2534 ปี 2549 และปี 2557

การต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยที่ยังไปไม่ถึงไหน ในแง่ที่ทำให้การรัฐประหารหมดไปจากประเทศไทยโดยถาวร แม้ตอนนี้จะมีรัฐบาลที่มาจากพลเรือนก็ตาม เช่นเดียวกับปี 2549 ที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดรัฐประหารขึ้น และในปี 2557 ก็เกิดรัฐประหารขึ้นอีก จึงไม่มีสัญญาณให้เห็นถาวรว่าประเทศไทยจะปลอดจากการรัฐประหารไปได้

สัญญาณที่บอกชี้ว่าไทยจะปลอดจากรัฐประหารหรือไม่ คือคนที่เกี่ยวกับการรัฐประหารอย่างน้อยต้องได้รับโทษ อาจไม่ถูกลงโทษจริงแต่อย่างน้อยต้องมีสัญลักษณ์ออกมาว่าการรัฐประหารไม่ชอบธรรม และไม่ใช่วิธีการตามครรลองของระบอบประชาธิปไตยที่ควรใช้ ที่ผ่านมาเราไม่เคยมีสัญลักษณ์เช่นนี้ออกมาให้เห็นเลย ดังนั้น การรัฐประหารอาจเกิดขึ้นได้อีกเพราะเราไม่เคยเข้าสู่กระบวนการที่ตอกย้ำว่าการรัฐประหารเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้น และยังมีการรับรองประกาศคณะปฏิวัติเป็นกฎหมายใช้อยู่

โมเดลในต่างประเทศที่ใช้แก้ปัญหาเรื่องนี้มีหลายวิธี แต่สุดท้ายคือกระบวนการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยที่เรายังก้าวไปไม่ถึง ถึงตอนนี้ก็ยังไม่แน่ใจว่ารัฐบาลจะผลักดันไปตามแนวทางนี้ได้หรือไม่ หากก้าวไปตามแนวทางดังกล่าวต้องแก้รัฐธรรมนูญ ลงประชามติ จัดตั้งคณะกรรมการปรองดอง คณะกรรมการสมานฉันท์ หรือคณะกรรมการฟื้นฟูประชาธิปไตยขึ้นมา เพื่อหาข้อเท็จจริงชำระล้างเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เพื่อวางรากฐานไม่ให้เกิดการรัฐประหารขึ้นมาอีก

ส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐบาลในปัจจุบันจะช่วยไม่ให้เกิดการรัฐประหารขึ้นอีกหรือไม่นั้น ตอนนี้ยังไม่มีสัญญาณว่าระยะสั้นจะเกิดรัฐประหารขึ้น เพราะรัฐบาลชุดนี้มีการจับมือข้ามขั้วกัน ฝ่ายที่ปกป้องระบอบเก่าก็มาร่วมรัฐบาล การออกมาล้มฝ่ายเดียวกันจึงมีน้อย แต่ระยะยาวก็ยังฝากความหวังว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะช่วยให้เกิดกระบวนการแบบค่อยเป็นค่อยไปตามโรดแมปที่นำไปสู่ประชาธิปไตยแบบถาวรได้

ตรีเนตร สาระพงษ์
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

เหตุการณ์ 14 ตุลาฯ 2516 ปรากฏการณ์ทางการเมืองที่ใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นวันที่อาจถูกเรียกว่า วันมหาวิปโยค วันมหาปิติ หรือการปฏิวัติตุลาคม ซึ่งเหตุการณ์นี้ได้ทิ้งบทเรียนสำคัญเอาไว้แก่คนรุ่นหลังในหลายประการ และในขณะเดียวกันก็ได้ก่อให้เกิดบทเรียนใหม่อีกมากโขแก่สังคมไทยปัจจุบันและคนรุ่นใหม่ เพราะถือเป็นปฐมบทแห่งเค้าโครงการต่อสู้กับเผด็จการ ซึ่งบทเรียนยังมีแกนกลางเช่นเดิมคือการพยายามรักษาอำนาจของคนบางกลุ่มโดยเฉพาะพวกคณาธิปไตยนับเนื่องแต่จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ สู่จอมพลถนอม กิตติขจร ถึงจอมพลประภาส จารุเสถียร และเมื่อถามหาชัยชนะของเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ ว่าเป็นชัยชนะของฝ่ายประชาชนหรือไม่ คำตอบไม่ชัดนักเพราะซากศพที่เกลื่อนและเหตุการณ์ต่างๆ ที่ตามหลังมา ที่ล้วนแล้วแต่พัวพันกับทหารที่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมือง เนื้อแท้ของการต่อสู้ ประชาชนทุกยุคสมัยที่เอาชีวิตเลือดเนื้อแลกกับผลประโยชน์ในรูปอุดมการณ์ทางประชาธิปไตยก็ล้วนแต่สูญเสียเรื่อยมา และการปล้นอำนาจจากมือประชาชนก็ยังคงมีให้เห็นทั้งในรูปของกระบอกปืน และอำนาจแฝงที่กระทำผ่านองค์กรตัวแทน นั่นแปลว่า ณ ปัจจุบันจากปฐมบทต้นฤดูกาลแห่งการต่อสู้ 14 ตุลาฯ 16 ถึงปัจจุบัน ประชาชนในฐานะผู้สืบเลือดเนื้อเชื้อไขทางอุดมการณ์ก็ยังไม่ดีขึ้น มันแค่เปลี่ยนโฉมหน้าหรือปรับเปลี่ยนวิธีการ 14 ตุลาฯ จากปลายกระบอกปืนมาสู่นิติสงคราม

ความพยายามแย่งชิงอำนาจจากบุคคลบางกลุ่มจาก 14 ตุลาฯ ถึงปัจจุบันก็ยังคงมีอยู่เช่นเดิม โจทก์เดิมที่หากปล่อยให้เป็นไปตามเจตจำนงประชาชนจะทำให้พรากอำนาจไปจากพวกเขา ดังนั้น ตลอดเส้นทาง 50 ปี จึงเห็นสารพัดเหตุผลในการแย่งอำนาจกลับคืนไปอยู่ในมือของกลุ่มชนชั้นนำและเหล่าทหาร เช่น การอ้างว่าความสุขสูงสุดของประชาชน คือกฎหมายสูงสุด, รัฐบาลพลเรือนเป็นรัฐบาลขี้โกง, รัฐบาลพลเรือนก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยในบ้านเมือง และเหตุผลเหล่านี้นำมาอ้างเพื่อปฏิวัติรัฐประหาร จากนั้นก็ใส่ภาพยักษ์ภาพมารให้ฝ่ายนักศึกษา ประชาชนสืบเนื่องมา เช่น อ้างว่าเป็นคอมมิวนิสต์ อ้างลัทธิชาตินิยม อ้างว่าเป็นปฏิปักษ์ต่อสถาบัน

50 ปีที่ผ่านมาถือว่าสังคมไทยถูกปกครองมาเกือบทั้งหมด ทั้งอนุรักษนิยม เผด็จการ ประชาธิปไตย และคำตอบในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา ยืนยันได้เป็นอย่างดีว่าประชาธิปไตยดีที่สุด และถึงแม้วันนี้ความเป็นประชาธิปไตยที่ปรากฏโฉมขึ้นอาจยังต้องแก่งแย่งคัดง้างกันอยู่โดยประชาชนยังต้องต่อสู้ผ่านนิติสงครามอยู่ก็ตาม

ในภาคสังคมเองที่ได้รับมรดกทางปัญญาจากคนยุค 14 ตุลาฯ คือความเชื่อในเรื่องประชาธิปไตยโดยประชาชนเพื่อประชาชนก็ยังคงยึดมั่นในชุดความคิดเดิมและตลอดการเดินทางภาคประชาชนยังคงต้องต่อสู้เรื่อยมา และบทเรียนเรื่องความรุนแรงก็ดี การรับฟังกันมากขึ้นก็ดี การปลูกฝังความเป็นพลเมืองให้ก่อกำเนิดเกิดขึ้นก็ล้วนแล้วแต่เป็นบทเรียนจากหนังสือคลาสสิกเล่มเก่า 14 ตุลาฯ หรือแม้แต่คนร่วมยุคสมัยที่ต่างมีเสรีภาพที่จะพูด คิด อ่านเขียนได้แม้จะลุ่มๆ ดอนๆ บ้าง ถูกจับถูกคุมขังบ้าง จากเผด็จการที่แทรกตัวเข้ามาตลอดเส้นทาง 50 ปี แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ถึงคุณูปการจากการต่อสู้ที่ความจริงที่หา(ย)กันอยู่ถึงทุกวันนี้