‘ยุกติ’ ย้ำโจทย์สำคัญ ‘รธน.ใหม่’ เชื่อ ถ้าไม่แก้โครงสร้าง ไปพร้อมๆ ปากท้อง อย่าหวังไทยเปลี่ยนแปลงไปข้างหน้า
เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม ที่บริเวณพื้นที่ชุมนุมของกลุ่มสมัชชาคนจน (ถนนลูกหลวง) เขตดุสิต กรุงเทพฯ ในวาระครบรอบ 50 ปี เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 สมัชชาคนจน ซึ่งชุมนุมปักหลักบริเวณทำเนียบรัฐบาล เรียกร้องให้รัฐบาลแก้ปัญหาชาวบ้าน จัดเวทีเสวนา “50 ปี 14 ตุลาฯ ยังตามหารัฐธรรมนูญใหม่”
บรรยากาศเวลา 17.30 น. รองศาสตราจารย์ ดร.ยุกติ มุกดาวิจิตร คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวปาฐกถาพิเศษ “จาก 14 ตุลา 16 ถึงอึ่งไข่-ด้อมส้ม: 50 ปี การร่าง-ฉีกรัฐธรรมนูญ”
รศ.ดร.ยุกติกล่าวว่า ตลอด 50 ปีของการเมืองไทย หลัง 14 ตุลาฯ การเมืองไทย ผ่านการเปลี่ยนสำคัญมากมาย คำถามคือตั้งแต่ 14 ตุลาฯ ผ่านมา 50 ปี เรามีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างจริงๆ อย่างไรบ้าง อะไรที่ทำให้ไทยต้องร่างแล้วฉีกรัฐธรรมนูญมาตลอด ซึ่งตลอด 50 ปีมานี้เรามีรัฐธรรมนูญ เฉลี่ย 5 ปี 1 ฉบับ แล้วพลังประชาชนแบบไหนที่จะผลักดันให้เรามีรัฐธรรมนูญใหม่ที่เปลี่ยนประเทศไทยได้อีกครั้ง
ตั้งแต่ 2501 – 2515 เผด็จการสิ้นสุดลง มีรัฐธรรมนูญ 2517 ที่กล่าวขานว่าเป็นประชาธิปไตย แต่ไม่อาจกล่าวว่าชีพจรประเทศนี้สงบลง กลับเป็นการเปิดศักราช โฉมหน้าใหม่ของเผด็จการที่สืบทอดอำนาจอย่างน้อย 10 ปี จนถึง 2522 เป็นอย่างน้อย ยังมียุคประชาธิปไตยครึ่งใบอีก 8 ปี ตั้งแต่ 2523 – 2531 ปี 2531 จึงมีนายกฯ ที่มาจากการเลือกตั้ง แต่ก็ถูกรัฐประหาร ประชาชนต่อสู้จนได้รัฐธรรมนูญ ในปี 2540 แล้วถูกรัฐประหารอีกในปี 2549 มีรัฐธรรมนูญ 2550 ถูกรัฐประหารปี 2557 แล้วก็เกิดรัฐธรรมนูญใหม่ในปี 2560 ทั้งหมดนี้คืออะไร
รศ.ดร.ยุกติกล่าวต่อว่า ตนแบ่งเป็นรัฐธรรมนูญของประชาชน คือ 2517 และ 2540 และรัฐธรรมนูญของเผด็จการ ประมาณ 10 กว่าปีเท่านั้นเองที่เรามีรัฐธรรมนูญของประชาชน ที่เหลือเป็นรัฐธรรมนูญของเผด็จการ โดยทั้ง 2 ฉบับนั้น มาจากการเสียสละเลือดเนื้อของประชาชนทั้งสิ้น คือจุดที่เห็นชัดที่สุด
“50 ปีที่ผ่านมา วัฎจักรอุบาทว์นี้ยังวนเวียนอยู่ แต่ก็ได้สร้างอะไรใหม่ๆ ขึ้นมาในการเมืองไทยเหมือนกัน ด้านบวกคือ ทำให้เห็นว่าประชาชนค่อยๆ รุกคืบกัดกินอำนาจของเผด็จการเช่นเดียวกัน ขณะเดียวกัน ผู้มีอำนาจเองก็ปรับเปลี่ยนเล่ห์กล รวมทั้งชุดคำอธิบายใหม่ๆ เพื่อต่อกรกับประชาชนเช่นกัน สร้างเกลียวคลื่นความขัดแย้งใหม่ๆ ขึ้นมาเสมอ” รศ.ดร.ยุกติชี้
รศ.ดร.ยุกติกล่าวต่อว่า ประชาธิปไตย หลัง 14 ตุลาฯ 2516 แบ่งได้เป็น 3 ยุค คือ 1. ยุคของประชาธิปไตยครึ่งใบ ตั้งแต่ 2519 – 2520 เศษๆ 2.ยุคประชาธิปไตยกินได้ ตั้งแต่ช่วงหลัง พ.ค.2535 จนถึงยุครัฐธรรมนูญ 2540 และรัฐประหาร 2549 3.ยุคเผด็จการครึ่งท่อน ทั้งนี้ ในยุคของประชาธิปไตยครึ่งใบ ได้สร้างคนกลุ่มใหม่ขึ้นมา คนเหล่านี้กลายมาเป็นพลังผลักดันการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ คือเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ
ในตอนหนึ่ง รศ.ดร.ยุกติกล่าวว่า สิ่งที่ร้ายกว่ารัฐธรรมนูญ 2550 คือรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งได้เปลี่ยนโครงสร้างการเมืองไทย ย้อนกลับไปเกือบเทียบเท่ายุคประชาธิปไตยครึ่งใบ ในทศวรรษ 2520 สร้างการเมืองที่การเลือกตั้งแทบจะไร้ความหมาย ถูกกำกับโดยเผด็จการที่ฝังรากในรัฐธรรมนูญ

รศ.ดร.ยุกติชี้ว่า พลังของคนรุ่นใหม่ที่ก่อตัวขึ้นมาใหม่ มีมิติที่น่าสนใจหลายด้าน ดังนี้
ด้านที่ 1 คนรุ่นใหม่ใน พ.ศ.นี้ คือมรดกทางอุดมการณ์ของคนรุ่นใหม่ในอดีต
ด้านที่ 2 เราเห็นการแพร่กระจายของขบวนการประชาชนที่ครอบคลุมไปทุกหย่อมหญ้า คล้ายยุคขบวนการสหพันธ์ชาวนาชาวไร่ แต่ที่น่าสนใจคือ ยุคนี้เกิดกับคนอายุน้อย และพื้นที่ทางการเมืองไม่ได้กระจุกอยู่แค่ใน กทม.เท่านั้น คือพลังสำคัญของความหวัง ของการร่างรัฐธรรมนูญใหม่
ด้านที่ 3 ประชาชนได้สรุปบทเรียนและเลือกแล้วว่า วิถีทางต่อสู้ทางการเมืองของประชาชนในปัจจุบัน ต้องวางอยู่บนการเมืองของการเลือกตั้ง หรืออาศัยการเดินขบวนเป็นหลัก ดังนั้นการเมืองในทศวรรษ 2560 คือการเมืองที่เรียกร้องโดยสันติ และไร้ความรุนแรง
ด้านที่ 4 การเคลื่อนไหวในปัจจุบัน สัมพันธ์กับเงื่อนไขร่วมสมัยใหม่ๆ ทำให้การเมืองไม่ใช่แค่เรื่องปากท้อง กระจายอำนาจผ่านการกำหนดนโยบายเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรม อัตลักษณ์ทางเพศ เป็นต้น
รศ.ดร.ยุกติกล่าวอีกว่า สรุปคือ หลัง 14 ตุลาฯ เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองมากมาย
“สุดท้ายอยากย้ำว่า รัฐธรรมนูญ 2560 ได้วางโครงสร้างอำนาจที่ฝังเผด็จการครึ่งท่อนเอาไว้ในตัว จึงไม่สนองต่อประโยชน์ของประชาชนได้ ดังนั้น โจทย์สำคัญของการทำรัฐธรรมนูญใหม่ ไม่เพียงจะต้องตอบโจทย์ปากท้องของประชาชนได้ ซึ่งจะต้องวางโครงสร้างอำนาจให้เอื้อต่อการใช้อำนาจของตัวแทนประชาชนได้
การตอบโจทย์ปากท้องของประชาชน เป็นผลสืบเนื่องมาจากการวางอำนาจ ให้ประชาชนเป็นเจ้าของอย่างแท้จริง ถ้าคุณไม่แก้ไขโครงสร้างอำนาจ ไปพร้อมๆ กับการแก้ไขปัญหาปากท้อง อย่าหวังเลยว่า เราจะมีประเทศไทยที่เปลี่ยนแปลงไปข้างหน้าได้” รศ.ดร.ยุกติกล่าวทิ้งท้าย

