ผมหยิบนิตยสาร Point de Vue ฉบับ 20 – 26 กันยายน 2566 ขึ้นมาอ่าน ฉบับนี้วางจำหน่ายก่อนการเสด็จประเทศฝรั่งเศสของพระเจ้าชาร์ลส์ที่สาม บทความหลักความยาว 8 หน้ามีชื่อว่า การสำรวจทรัพย์สมบัติมหาศาลของกษัตริย์ สรุปว่าพระเจ้าชาร์ลส์มีสมบัติมูลค่าประมาณ 1,200 ล้านยูโร ย้อนไปถึงพิธีราชาภิเษกพระเจ้าชาร์ลส์ที่สาม เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2566 สำนักข่าวประชาไทลงภาพกลุ่มผู้ประท้วงที่แต่ละคนชูป้ายที่เขียนตัวอักษรหนึ่งตัว รวมแล้วอ่านได้ว่า “Not My King” ซึ่งตำรวจนครบาลกล่าว “การประท้วงนี้เป็นสิ่งถูกกฎหมาย”
นิตยสาร Point de Vue ฉบับต่อมา ลงข่าวการเสด็จมาเยือนประเทศฝรั่งเศสไว้ 20 หน้า แต่เรื่องเด่นคือ การปราศรัยของพระองค์ต่อที่ประชุมวุฒิสภา ซึ่งวุฒิสมาชิกลุกขึ้นยืนปรบมือเป็นเวลานานจนดูเหมือนว่าพระองค์จะเขินเล็กน้อย ชาวฝรั่งเศสเกือบทุกคนพอใจระบอบประธานาธิบดี แทบไม่มีใครอยากรื้อฟื้นระบอบราชาธิบดี แต่ก็มีหลายต่อหลายคนที่ชอบอ่านข่าวจักร ๆ วงศ์ ๆ เพื่อนผมคนหนึ่งกล่าวชมสุนทรพจน์ของพระองค์มากมาย ว่าแทรกคำกล่าวภาษาฝรั่งเศสด้วยสำเนียงไพเราะไว้หลายตอน แถมยังพูดเรื่องที่พูดตรง ๆ ไม่ค่อยได้ เพียงแต่ขอให้เป็นที่เข้าใจอย่างเนียน ๆ เช่น ในเรื่องที่รัฐบาลอังกฤษประกาศในช่วงเวลาเดียวกันว่า ไม่สามารถทำตามคำมั่นเรื่องการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่มีค่าสุทธิเท่ากับศูนย์ (Net Zero) ได้ เป็นที่ทราบกันดีว่ากษัตริย์อังกฤษทุกพระองค์ไม่สามารถดำรัสอะไรที่ขัดต่อนโยบายรัฐบาลได้ พระเจ้าชาร์ลส์ได้แต่แสดงความห่วงใยในเรื่องที่ละเอียดอ่อนเช่นเรื่องโลกร้อน เพราะทรงสนพระทัยในเรื่องสิ่งแวดล้อมมาแต่ไหนแต่ไร
ด้วยความสนพระทัยในด้านนี้ พระองค์จึงเสด็จไปเมืองบอร์โด ซึ่งเคยอยู่ใต้ปกครองของราชอาณาจักรอังกฤษนานนับศตวรรษ แต่เมืองบอร์โดมีผลงานที่น่าสนใจในเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมด้วย การเสด็จประเทศฝรั่งเศส ส่งผลดีต่อการกระชับความสัมพันธ์ไม่เฉพาะระหว่างประมุขของทั้งสองประเทศ แต่ระหว่างประชาชนที่มีประวัติศาสตร์ร่วมกันมายาวนานด้วย
หวนกลับมาคิดถึงประเทศไทยเทียบกับอังกฤษ เราต่างก็มีประมุขของประเทศที่เป็นกษัตริย์ ซึ่งมีพระราชอำนาจเหมือน ๆ กัน ในกรณีที่ของไทยพระราชอำนาจอยู่ในกรอบของรัฐธรรมนูญ แต่ของอังกฤษกลายเป็นราชประเพณีที่บางครั้งไม่ได้เขียนเป็นลายลักษณ์อักษร แต่ก็ถือปฏิบัติจริงจัง คนอังกฤษส่วนใหญ่ยังนิยมระบอบราชาธิปไตยที่อยู่ในกรอบของประเพณี แต่ก็มีบางคนเหมือนกันที่ไม่ชอบ และสามารถแสดงออกได้ในกรอบของกฎหมาย คือแทบไม่มีใคร “หมิ่นพระเดชานุภาพ” และไม่ค่อยมีข่าวว่าใครทำผิดกฎหมายในเรื่องนี้ นักการเมืองต่อสู้กันไปตามครรลอง และไม่ว่าพรรคการเมืองหรือกลุ่มของพรรคการเมืองใดที่มีเสียงข้างมากในสภา ก็จะจัดตั้งรัฐบาล และถือธรรมเนียมปฏิบัติต่อพระราชาด้วยความเคารพเสมอเหมือนกันทุกรัฐบาล โดยไม่มีใครยกเรื่องนี้มาเป็นประเด็นต้องห้ามทางการเมือง
ข่าวการเสด็จเยือนประเทศฝรั่งเศสของพระเจ้าชาร์ลส์ที่สาม มาตรงกับข่าวการตัดสินลงโทษโดยศาลชั้นต้น ให้จำคุกทนายอานนท์ นำภา เป็นเวลา 4 ปี ในคำตัดสินมีข้อความว่า เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2563 อานนท์กับพวกได้ร่วมกันจัดการชุมนุมในนามของกลุ่มราษฎร 2563 ที่บริเวณโดยรอบอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย โดยอานนท์กล่าวปราศรัยมีข้อความตอนหนึ่งว่า “หากวันนี้มีการสลายการชุมนุมก็ไม่ต้องคิดมาก เพราะเป็นคำสั่งจากเบื้องบนเท่านั้น ซึ่งเป็นการดูหมิ่น แสดงความอาฆาตมาดร้ายสถาบันกษัตริย์ให้ได้รับความเสื่อมเสีย ประชาชนเข้าใจผิดถูกดูหมิ่นเกลียดชัง” ศาลจึงวินิจฉัยว่า “ให้ลงโทษทุกกรรมฐานดูหมิ่นสถาบันเบื้องสูง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จำคุก 4 ปี”
ดูเหมือนว่าอานนท์จะรู้ตัว ก่อนไปรับฟังคำพิพากษา เขาให้สัมภาษณ์แก่ ณัฐนันท์ เฉลิมพนัส ผ่าน YouTube ของ the Matter และเล่าประสบการณ์ของการอยู่ในเรือนจำของเขา เขาบอกว่ามันไม่สะดวกสบายเลย แต่ถ้าเปรียบเทียบกับคนวัยเดียวกัน เขาคิดว่าเขามาไกลแล้วนะ ถึงติดคุกก็คุ้ม “อยากให้ลูกเรามีความภูมิใจ เมื่อมีใครพูดถึงเรื่องดี ๆ ของพ่อ”
คดีตามมาตรา 112 เป็นที่สนใจของสำนักข่าวต่างประเทศ เช่น สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่ามีคนหลายร้อยคนถูกตั้งข้อหาว่าละเมิดกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งเป็นหนึ่งในบรรดากฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่มีบทลงโทษรุนเเรงที่สุดในโลก ผู้กระทำผิดอาจถูกตัดสินจำคุกหลายสิบปี สำนักข่าวบลูมเบิร์ก ระบุว่าพรรคการเมืองใหม่อย่างก้าวไกล ซึ่งได้ที่นั่งในสภามากที่สุดจากการเลือกตั้งในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เป็นพรรคหลักของไทยพรรคเดียวที่เรียกร้องให้มีการพูดคุยเรื่องการแก้ไขกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เเคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคก้าวไกล พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ถูกสกัดไม่ให้เป็นผู้นำประเทศโดยพรรคที่หนุนสถาบันกษัตริย์ รวมทั้งวุฒิสภาที่มีอำนาจมากและไม่ต้องการแก้ไขมาตรา 112 ที่ปกป้องสถาบันกษัตริย์จากการถูกวิจารณ์
ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานว่า นับตั้งแต่เริ่มมีการเผยแพร่รายชื่อผู้ถูกดำเนินคดีประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเมื่อวันที่ 24 พ.ย. 2563 มีผู้ถูกดำเนินคดีจากการแสดงออกและการชุมนุมทางการเมืองในข้อหาตามมาตรา 112 แล้วอย่างน้อย 257 คน ใน 279 คดี คดีที่อยู่ในชั้นศาลแล้ว จำนวน 195 คดี ยังไม่มีแม้แต่คดีเดียวที่พนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องคดี
แกนนำการชุมนุมถูกดำเนินคดีเป็นจำนวนมาก เช่น
o พริษฐ์ ชิวารักษ์ 24 คดี
o อานนท์ นำภา 14 คดี
o ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล 10 คดี
o ภาณุพงศ์ จาดนอก 9 คดี
o เบนจา อะปัญ 8 คดี
o ชินวัตร จันทร์กระจ่าง 7 คดี
o พรหมศร วีระธรรมจารี 5 คดี.
แต่เมื่อพิจารณาเฉพาะกรณีที่ผู้ต้องหาหรือจำเลยคดีตามมาตรา 112 ที่กำลังถูกจองจำในเรือนจำในขณะนี้ น่าแปลกใจว่า จากการค้นหาทางอินเทอร์เน็ตพบว่ามีเพียง 10 คน แสดงว่าผู้ต้องคดีที่เหลือได้รับการประกันตัวใช่หรือไม่
สำนักข่าว The Standard รายงาน ณ วันที่ 31 มกราคม 2566 ว่าผู้ถูกคุมขังจากคดีตามมาตรา 112 มีอย่างน้อย 10 คน ซึ่งจำแนกได้ดังนี้
• คดีถึงที่สุด 2 คน: คนแรกถูกลงโทษจำคุก 29 ปี 174 เดือน เข้าเรือนจำ 9 มกราคม 2564; คนที่สองถูกลงโทษจำคุก 2 ปี 6 เดือน เข้าเรือนจำ 19 มีนาคม 2565
• ไม่ได้รับการประกันตัวหลังศาลขั้นต้นมีคำพิพากษา 3 คน: ศาลขั้นต้นลงโทษจำคุกคนแรก 6 ปี เข้าเรือนจำ 9 มกราคม 2564; คนที่สองศาลขั้นต้นลงโทษจำคุก 5 ปี เดือน 30 เดือน เข้าเรือนจำ 21 ธันวาคม 2565; คนที่สาม ศาลขั้นต้นลงโทษจำคุก 2 ปี 4 เดือน เข้าเรือนจำ 17 มกราคม 2566
• ไม่ได้รับการประกันตัว แม้ศาลยังไม่มีคำพิพากษา 3 คน: คนแรกเข้าเรือนจำตั้งแต่ 22 ธันวาคม 2565; คนที่สองเข้าเรือนจำตั้งแต่ 9 มกราคม 2566: คนที่สามเข้าเรือนจำตั้งแต่ 9 มกราคม 2566
• ขอถอนประกันตนเอง 2 คน เข้าเรือนจำตั้งแต่ 16 มกราคม 2566
นอกเหนือจากคดีตามมาตรา 112 ยังมีคดีที่เกี่ยวเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

รัฐสภาชุดนี้ได้ปิดโอกาสการแก้ไขมาตรา 112 โดยสิ้นเชิง อย่างไรก็ดี บทความนี้อยากเสนอให้รัฐสภาพิจารณาความเป็นไปได้ของการนิรโทษกรรมคดีการเมือง ทั้งนี้ โดยการริเริ่มของรัฐบาล ประเด็นสำคัญคือขอบเขตการนิรโทษกรรมจะเป็นอย่างไร จะรวมผู้ต้องคดีตามมาตรา 112 ด้วยหรือไม่
ในเรื่องนี้ ขออ้างถึงคำกล่าวของ สมคิด เชื้อคง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ที่เป็นตัวแทนรับหนังสือจากทานตะวัน ตัวตุลานนท์ สมคิดกล่าวว่า เข้าใจเรื่องของการถูกกระทำ เพราะตนเองก็โดนหลายคดี ซึ่งจากที่ทานตะวันเสนอให้มีการนิรโทษกรรมคดีทางการเมืองนั้น ตนก็ได้รับการประสานงานจากกลุ่มคนเสื้อแดง เสนอให้มีการนิรโทษกรรมเช่นเดียวกัน ซึ่งก็เห็นด้วยกับเรื่องนี้ เพื่อตัดปัญหาสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต เพื่อเดินหน้าไปสู่อนาคต ขอย้ำว่ารัฐบาลของนายกฯ เศรษฐาไม่ได้จำกัดการชุมนุม เราเข้าใจเรื่องสิทธิทั้งหมด และยิ่งไปกล่าวที่การประชุมสมัชชาสหประชาชาติแล้ว ก็เป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องทำ ส่วนเรื่องกระบวนการยุติธรรมนั้นจะประสานกับ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ต่อไป ว่าอะไรที่ทำได้เร็ว ให้ทำก่อน
ผมมีความเห็นว่า ถ้ารัฐบาลสนใจลดความบาดหมางระหว่างสีเสื้อที่มีมานานกว่าสิบปี ด้วยการออกกฎหมายนิรโทษกรรมได้ก็ดี โดยหวังว่าจะมีขอบเขตที่เห็นพ้องต้องกันเป็นส่วนใหญ่ โดยก้าวพ้นเกมการเมืองที่เคยเล่นกันในอดีต ส่วนความบาดหมางระหว่างคนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่ กับฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่รักสถาบันฯแต่ยังหวาดระแวงนั้น จะเป็นไปได้เพียงใด อย่างไรก็ขอให้ช่วยกันไตร่ตรองด้วยสติ โดยไม่ด่วนตัดสินและกล่าวโทษ ผมยังคงเป็นนักฝันอีกตามเคย ฝันเห็นประชาธิปไตยไทยที่จะถืออังกฤษเป็นแบบอย่าง ฝันถึงบทบาทอย่างเช่นของพระเจ้าชาร์ลส์ที่สาม ว่าน่าจะแนะเส้นทางเดินของเราได้บ้าง

