หนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมาของโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นจากการก่อการร้ายและสงครามที่ตามมาในดินแดนของความขัดแย้งอันเป็นนิรันดร์ของอิสราเอลกับปาเลสไตน์ โดยเฉพาะในพื้นที่ฉนวนกาซา ทำให้ผมรู้สึกสลดใจและเสียใจเป็นอย่างมาก
ในความรู้สึกส่วนตัว สิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้วและสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นจากนี้มันสร้างผลสะเทือนในจิตใจของผมมากกว่าสมัยที่การอ่านข่าวและอยู่ในสหรัฐอเมริกาในช่วง 9/11 เมื่อ ค.ศ.2001 เสียอีก
เมื่ออ่านข่าวการสูญเสียในภาพรวมของเหตุการณ์ โดยเฉพาะของพลเรือนทั้งหลาย
และโดยเฉพาะการสูญเสียของคนไทยที่อยู่ในพื้นที่ และจนถึงวันที่ผมเขียนคอลัมน์นี้ ประเทศไทยก็เป็นประเทศที่ไม่ได้มีส่วนในความขัดแย้งที่มีคนตายมากที่สุดในสถานการณ์นี้
เรียนตรงๆ ว่าผมงงใจกับการตอบสนองของรัฐบาลไทยในวันแรกๆ มาก แต่ก็พยายามเข้าใจว่าจังหวะของรัฐบาลนี้ไม่ดี เพราะเหตุการณ์มาเกิดในช่วงที่นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศนั้นอยู่ระหว่างการเดินทางไปต่างประเทศ ทั้งในภารกิจชักชวนคนมาลงทุนและในส่วนของการเยี่ยมเยือนประเทศเพื่อนบ้าน
ในภารกิจดังกล่าวทำให้การสั่งการของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศนั้นอาจจะไม่เป็นระบบมากนัก และมีเงื่อนไขทั้งเวลาและอำนาจในเชิงของการต้องมีการรักษาการ และการนำเสนอภาพรวมของสถานการณ์ของไทยในสถานการณ์ความขัดแย้งนี้ให้กับสังคมจนเป็นที่พอใจ
เรียกว่าในสามสี่วันแรกนั้นประเทศไทยขาดผู้นำและภาวะผู้นำในการเข้าใจและตัดสินใจในสถานการณ์อย่างฉับพลันทันทีและอย่างเป็นระบบ และนี่คือบทเรียนสำคัญในการทำให้เราต้องมาคิดกันใหม่ว่าในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในโลกในตอนนี้ ประเทศไทยมีความพร้อมและเข้าใจเงื่อนไขต่างๆ ในการกำหนดนโยบายการต่างประเทศมากน้อยแค่ไหน
ยังไม่นับว่าในช่วงแรกจะเห็นสื่อวิ่งไล่ข่าวจากรัฐมนตรีแต่ละคน และกระทรวงการต่างประเทศในระดับปฏิบัติการมากกว่าตัวรัฐมนตรีว่าการที่ไม่อยู่ มีรัฐมนตรีแรงงาน รัฐมนตรีพาณิชย์ที่เป็นรองนายกรัฐมนตรีที่รักษาการแทนนายกรัฐมนตรี มีประธานกรรมาธิการการต่างประเทศของสภาผู้แทนจากเพื่อไทย และมีความเห็นจากพรรคการเมืองหลากหลายพรรค
ที่เขียนเช่นนี้ต้องขอบอกก่อนว่าไม่ได้ต้องการจะวิจารณ์รัฐบาลว่าล้มเหลวไปเสียทั้งหมด เพราะว่าเมื่อนายกรัฐมนตรีกลับมาจากต่างประเทศแล้ว เอกภาพของการสั่งการและความเชื่อมั่นของประชาชนก็กลับมามากขึ้น และผมเองโดยส่วนตัวก็เชื่อว่าท่ามกลางพรรคการเมืองที่มีอยู่ในสภาพตอนนี้ เพื่อไทยนั้นมีประสบการณ์และมีบุคลากรที่พรั่งพร้อมในการกำหนดการต่างประเทศมากกว่าพรรคอื่นๆ
ผมเห็นว่าในช่วงแรกของการตั้งรัฐบาล และเริ่มบริหารงานนั้น เพื่อไทยอาจจะไม่ได้คาดการณ์ว่าสถานการณ์ที่ประเทศกำลังเผชิญนั้นไม่ได้เป็นไปตามที่ตนนั้นคาดหวัง คือมองว่าการต่างประเทศคือการค้า การลงทุน การสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน และการเปิดรับการท่องเที่ยว และพยายามให้เงินทุนไหลเข้าประเทศมากขึ้น เพราะประเทศนั้นบอบช้ำจากการบริหารในช่วงเกือบทศวรรษที่ผ่านมา
แต่เพื่อไทยเองก็ผ่านสถานการณ์ด้านการต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง การก่อการร้าย และแรงตึงเครียดที่ชายแดนมาไม่น้อย เอาเข้าจริงเพื่อไทยหลังจากนี้คงจะตั้งหลักได้มากขึ้นว่าจะวางลำดับความสำคัญของการต่างประเทศในมุมใหม่ๆ ได้อย่างไร โดยเฉพาะการไม่ทิ้งมิติเรื่องความมั่นคง และมิติเรื่องประชาชนในฐานะเงื่อนไขสำคัญในการต่างประเทศของไทยในวันนี้ เพราะคนไทยนั้นทำงานในต่างประเทศมากขึ้น
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นที่อิสราเอลนั้น เมื่อเริ่มเห็นว่ามีคนไทยไปทำงานอยู่ที่นั่นเป็นหมื่นๆ คน มันหมายถึงมิติที่เรายังไม่ได้ยอมรับกันว่า คนไทยนั้นเป็นแรงงานที่ไปอย่างเป็นระบบ ทั้งผ่านระบบที่เป็นทางการ และที่อาจไม่อยู่ในกรอบกฎหมาย
ขณะที่ข่าวในไทยนั้นมีลักษณะที่แยกกันเป็นสองเรื่อง เรื่องแรกคือเรื่องของข่าว (ของ) ต่างประเทศ มากกว่าข่าวต่างประเทศที่สำนักข่าวไทยส่งคนไปทำข่าวเองด้วยเงื่อนไขผลประโยชน์แห่งชาติไทย (ลองเทียบกับข่าวกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ที่จีน) และเรื่องที่สองคือเรื่องของข่าว (ของคนไทยใน) ต่างประเทศ ซึ่งทำให้ยังต้องตั้งคำถามว่าชีวิตของพวกเขานั้นถือเป็นหรือถูกนับเป็นส่วนหนึ่งของผลประโยชน์แห่งชาติด้วยไหม
เรื่องข่าว (ของ) ต่างประเทศนั้นเป็นข่าวที่ผมคิดว่าเป็นแบบข่าวสูตร คือการแปลข่าวจากสำนักข่าวต่างประเทศที่ถูกแปลมาเพื่อไล่เรียงสถานการณ์ต่างๆ
แต่นี่ไม่ใช่ทั้งหมด นอกเหนือจากข่าวสถานการณ์ต่างๆ จะพบว่าสำนักข่าว และผู้สร้างเนื้อหาออนไลน์ที่อิงกับคนรุ่นใหม่กับคนชั้นกลางที่มีการศึกษาและต้องการความรู้ จะเน้นไปที่การทำคลิปเผยแพร่ความรู้ให้คนไทยเข้าใจความซับซ้อนของความขัดแย้งในพื้นที่นั้น ไล่เรียงมาตั้งแต่ประวัติศาสตร์อันยาวนาน มาถึงข่าวสมัยใหม่
แต่ตรงนี้ผมก็คิดว่าข่าวในเมืองไทยนั้นน่าสนใจ เพราะนักวิชาการไทยนั้นไม่ได้โปรอเมริกา และอิสราเอล แถมคนที่ทำงานเรื่องตะวันออกกลางจำนวนมาก ที่ไม่ใช่สายทำคลิปความรู้สั้นๆ แต่เป็นนักวิจัยที่คลุกกับปัญหาภาคใต้ในสังคมไทย และยึดโยงกับประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หรือพื้นที่ศึกษาในตะวันออกกลางเอง ก็จะให้สัมภาษณ์แบบไม่โปรอิสราเอลมากนัก และชี้ให้เห็นถึงอีกด้านหนึ่งของปัญหาในมุมมองของชาวปาเลสไตน์ด้วย
ตรงนี้ต้องชื่นชมว่าในระดับสังคมของคนมีความรู้ในประเทศไทยเอง ไม่ได้เอียงไปทั้งหมด และทำให้การเปิดรับข่าว (ของ) ต่างประเทศไม่ใช่ข่าวที่มาจากมุมมองของโลกตะวันตกไปเสียทั้งหมด
ขณะที่เรื่องข้อมูลทางการทหารก็น่าสนใจเพราะจะเป็นสิ่งชี้วัดว่าผู้เชี่ยวชาญด้านการทหารของไทย โดยเฉพาะจากกองทัพนั้น พวกเขาเท่าทันสถานการณ์ใหม่ๆ ของโลกแค่ไหนทั้งข้อมูล และยุทธการต่างๆ ที่เกิดขึ้น ซึ่งผมเองก็รู้สึกว่าส่วนนี้ทำให้เราเข้าใจปฏิบัติการทางการทหารของทั้งสองฝ่ายมากขึ้น
ในมิติที่ผมคิดว่าน่าสนใจมากๆ ในครั้งนี้ คือข่าว (ของคนไทยใน) ต่างประเทศที่กลายเป็นพื้นที่หลักของข่าวชาวบ้านในสังคมไทย ด้วยทั้งเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ครอบครัวของพี่น้องชาวไทยโดยเฉพาะพี่น้องต่างจังหวัดที่ไปขายแรงงานในอิสราเอล ความสูญเสียของเขาได้รับการรับรู้อย่างรวดเร็ว ประวัติชีวิต เงื่อนไขความจำเป็นของแต่ละครอบครัว ทำให้เราได้รับรู้ถึงความซับซ้อนของโครงสร้างทางเศรษฐกิจสังคมของชนบทไทย และชีวิตของพวกเขาในต่างแดน และโศกนาฏกรรมจากการสูญเสียชีวิตของลูกที่ดี ของหัวหน้าครอบครัว ของความหวังของครอบครัว
การนำเสนอข่าวเหล่านี้เป็นข่าวที่เน้นเรื่องของอารมณ์ของผู้คนในสังคม แต่ไม่ได้หมายถึงการไม่เน้นเหตุผลหรือความรู้นะครับ แต่ต้องการจะเน้นว่าข่าวที่นำไปสู่อารมณ์ร่วมเหล่านี้มันต่อติดกับผู้คนมากมาย ไม่ใช่แค่ข่าวเพียงแค่จำนวนของคนไทยในต่างแดน
แต่ความซับซ้อนของทั้งชีวิตของพวกเขากับครอบครัว และความเชื่อมโยงของไทยกับโลก โดยเฉพาะกับภาคชนบทไทยที่เตรียมและผลักคนเหล่านั้นไปแสวงหาโอกาสท่ามกลางความเสี่ยงในชีวิตของพวกเขาและครอบครัว
ขณะที่รัฐบาลและกระแสสังคมสนใจเรื่องของการนำคนเหล่านี้กลับบ้าน ด้วยเงื่อนไขของสงครามและแนวโน้มการทำลายล้างครั้งใหญ่ที่เริ่มขึ้นแล้ว
ในอีกด้านหนึ่ง ข่าวจากมุมของชาวบ้านเองมันมีอารมณ์ที่ซับซ้อนกว่านั้น เป็นมุมที่ต้องตั้งใจจับสังเกตให้ดี เพราะความรู้สึกกลัวและอยากกลับบ้าน และการคำนึงถึงความปลอดภัยก็เรื่องหนึ่ง แต่ในมุมของโอกาสในการหางานทำเมื่อกลับมาเมืองไทยที่จะให้หลักประกันว่าได้สักห้าหมื่นต่อเดือน (ขณะที่เถียงกันแทบตายว่าเงินหมื่นบาทในหกเดือนนั้นควรทำไม่ควรทำ) และโอกาสที่จะได้กลับไปใหม่
บางคนถึงกับกังวลว่าเขาก็อยากกลับ แต่ก็อยากอยู่ในความเสี่ยงถ้าเขาจะหาเงินได้ และเลี้ยงครอบครัวเขาได้
ทางหนึ่งข่าวที่นำเสนออารมณ์ร่วมนั้นบางชิ้นจะไปเน้นที่ความรู้สึกจากความสูญเสีย หรือความรู้สึกที่แรงงานกลับมาอย่างปลอดภัย
แต่อีกด้านหนึ่งข่าวเองยังไม่ได้นำเสนอประเด็นที่ซับซ้อนกว่านั้นว่า พวกเขาจะมีชีวิตรอดอย่างไรเมื่อกลับมาอยู่ในโครงสร้างเศรษฐกิจสังคมที่บ้านเกิดที่ผลักให้เขาไปขุดทองในต่างแดน
ถ้าเราสังเกตเรื่องนี้ดีๆ ข่าวที่เน้นอารมณ์ร่วมเหล่านี้เป็นข่าวที่ยังมีความขัดแย้งตึงเครียดของความคาดหวังทางอารมณ์ในระดับสังคมบางอย่าง เช่นความปลอดภัยและความยินดีที่ลูกหลาน พ่อของลูกกลับบ้าน และข่าวความซับซ้อนของความรู้สึกของคนที่อยู่กับความเสี่ยงและความสูญเสียทางเศรษฐกิจและโอกาสในการทำมาหากิน
จากวันนี้ในแง่ของการทำงานของรัฐผมคิดว่าคงไม่ใช่แค่เรื่องของการเอาคนไทยกลับบ้านให้สำเร็จ (ซึ่งยังไม่เห็นข่าวว่าการบินไทยนั้นอยู่ตรงไหนของเรื่องในฐานะสายการบินแห่งชาติ ที่ควรจะต้องมีบทบาทที่ต่างจากสายการบินเอกชนที่รัฐบาลพยายามหารือขอความร่วมมือ)
การตั้งคำถามกับการต่างประเทศของไทยวันนี้ อาจจะต้องรวมถึงการวางภาพรวมใหม่ของงานการต่างประเทศของไทย ที่อาจจะต้องรื้อกันใหม่ และเปิดกว้างให้รัฐบาลโดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยได้แสดงศักยภาพของพรรคที่ทำงานด้านนี้มายาวนาน
อย่างน้อยโจทย์ของการมองความเกี่ยวพันของไทยกับโลกคงไม่ใช่การขายของและนำเอาเงินตราเข้าประเทศเท่านั้น แต่หมายถึงการสร้างหลักประกันกับความปลอดภัยของประชาชนคนไทยที่ออกไปทำงานต่างประเทศที่หาเลี้ยงครอบครัว และหาเลี้ยงชุมชน และประเทศชาติในอีกด้านหนึ่ง
เงินที่พวกเขาส่งกลับมาเป็นเงินที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่นอย่างแท้จริงเช่นกัน
ต่อไปการมีทูตพาณิชย์ ทูตทหาร และทูตแรงงาน คงจะต้องเป็นอะไรที่มีความซับซ้อนมากขึ้นกว่าระบบที่เป็นงานของระบบราชการเท่านั้น แต่เป็นสิ่งที่การปฏิรูปสำนักงานของสถานทูตไทยในต่างประเทศจะถูกคาดหวังมากขึ้น
และเมื่อพูดเรื่อง soft power นั้น สิ่งที่สำคัญอีกมิติมากกว่าการขายสินค้าและสินค้าทางวัฒนธรรมตามที่กำลังสนใจกันก็คือการตั้งคำถามถึงอำนาจในการต่างประเทศของไทย การกำหนดนิยามของผลประโยชน์แห่งชาติที่กว้างขึ้น และเงื่อนไขสำคัญของ soft power ไม่ได้มีแค่การถกเถียงเรื่องการใช้อำนาจว่าต้องไม่ใช่อำนาจในการบังคับ แต่หมายถึงการจูงใจ
อีกด้านหนึ่งที่สำคัญใน soft power ก็คือการใช้อำนาจดังกล่าวนั้นเป็นเรื่องของความสัมพันธ์ทางการทูตสาธารณะ (public diplomacy) ที่ขอแปลว่าอาจไม่ใช่อำนาจตรงที่รัฐบาลนั้นกระทำการตรง แต่ต้องหมายถึงการที่หลากหลายฝ่ายนั้นมีส่วนในการสร้างและใช้อำนาจนี้
ในแง่มีสองมิติที่พึงพิจารณา หนึ่งคือในปัจจุบันก่อนที่จะพูดเรื่อง soft power แบบการผลิตและขายของในตลาดโลก อาจต้องตั้งคำถามถึงความสามารถของไทยในการพูดถึง diplomatic power หรืออำนาจในมิติการต่างประเทศของรัฐไทยก่อน ว่าจะมองสถานการณ์นี้อย่างไร จะเข้าข้างใคร หรือจะเสนอตัวเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในการเป็นตัวกลางในการเจรจา เพราะเป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง และเอาเข้าจริงประเทศไทยในปัจจุบันก็ไม่ใช่ประเทศที่ไม่เข้าอกเข้าใจโลกตะวันออกกลางเสียทีเดียว ทั้งในแง่พี่น้องมุสลิมในประเทศ และองค์ความรู้ในพื้นที่ (ขณะที่รัฐบาลอาจจะมีข้อจำกัดในความรู้และความเข้าใจมากกว่าภาคประชาสังคมและภาคประชาชนในประเทศไทย)
ในมิติที่สอง ประชาชนไทยอาจต้องเริ่มส่งเสียงให้โลกรู้ว่าคนไทยนั้นได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความขัดแย้ง และชี้ให้เห็นผลเสียและผลกระทบของคนทั้งโลกที่เกิดจากเรื่องนี้ และส่วนนี้เองที่จะเป็นส่วนหนึ่งที่คนทั้งโลกจะเริ่มร่วมกันตั้งคำถามกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นที่ความขัดแย้งนั้นเมื่อกลายสภาพเป็นสงครามแตกหักมันจะเป็นเรื่องของคนที่มีอำนาจทางการเมืองไม่กี่คนที่ตัดสินใจภายใต้ความสูญเสียของพลเรือน ความสูญเสียของคนที่มีอำนาจน้อย ที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งที่คนชั้นนำตัดสินใจที่จะเล่นเกมกัน

