ถอดรหัส‘เศรษฐา’ ปลุกเชียร์‘เงินดิจิทัล1หมื่นบ.’

16.10.23 | 12:05 น.

หมายเหตุ – ความเห็นนักวิชาการกรณีนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและ รมว.การคลัง ออกมาขอให้ประชาชนช่วยสนับสนุนโครงการดิจิทัลวอลเล็ตของรัฐบาล เพื่อส่งเสียงถึงกลุ่มคัดค้าน โดยระบุว่ารัฐบาลต้องการกำลังใจ

สุดเขต สกุลทอง
อาจารย์ประจำหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตร์
วิทยาลัยบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้

นโยบายดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ที่นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและ รมว.การคลัง เร่งผลักดันและกระตุ้นให้ประชาชนออกมาสนับสนุน สิ่งที่เป็นปัญหาตอนนี้ไม่ใช่ข้อกฎหมาย แต่เป็นกระแสสังคมและวิกฤตความชอบธรรมจากความเห็นต่างระหว่างนักวิชาการที่อยากให้ชะลอโครงการ และประชาชนผู้ได้รับผลประโยชน์ ส่วนนายกรัฐมนตรีอยู่ในฐานะคนกลางและมาจากภาคธุรกิจย่อมรู้ดีว่าการนำเงินในอนาคตมาใช้จ่ายจะส่งผลกระทบกับฐานะการคลังของประเทศอย่างไร

ดังนั้นจึงมีข้อเสนอฝากไปยังรัฐบาล 3 ข้อ คือ 1.ต้องมอบหมายให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมายืนยันผลการวิจัย หรือไพล็อตเทส (Pilot Test) เรื่องขอบเขตการใช้จ่ายเงินดิจิทัลว่าระบบที่วางไว้สามารถควบคุมการรั่วไหลของเงินได้ และมีผลดีผลเสียอย่างไร 2.เปิดให้ประชาชนแสดงความคิดเห็นผ่านเว็บไซต์ไทยคู่ฟ้า และ 3.ว่าจ้างเอกชน หรือสถานศึกษาที่ทำโพลเร่งสำรวจความคิดเห็นจากประชาชนและผู้ประกอบการร้านค้า รัฐบาลต้องทำให้แล้วเสร็จภายในสิ้นปี 2566 นี้ มิฉะนั้นความขัดแย้งอาจบานปลายจนส่งผลกระทบกับคะแนนนิยมของรัฐบาล

ประชาชนต่างเฝ้ารอนโยบายนี้และทวงถามมาโดยตลอด ส่วนวงเงินที่จะนำมาใช้จ่ายหลักๆ มาจากงบประมาณของรัฐ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มโอกาสให้ภาคครัวเรือนและประชาชนเข้าถึงสินค้าและบริการในภาวะเศรษฐกิจถดถอยนับจากวิกฤตโควิด-19 ต่อเนื่องจนถึงปี 2566 ซึ่งผ่านมา 10 เดือน เหลือเวลาอีก 3 เดือน แต่เอกชนยังไม่เห็นสัญญาณฟื้นตัว ไม่มีการลงทุนจากต่างประเทศ นักลงทุนส่วนใหญ่ยังรอดูเสถียรภาพของรัฐบาลในการขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ

Advertisement

โดยเฉพาะนโยบายดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท หากเม็ดเงินดังกล่าวยังไม่ถูกอัดฉีดเข้าระบบ ในช่วงต้นปี 2567 อาจเกิดปรากฏการณ์เลิกจ้าง หรือลดเงินเดือนพนักงาน ไม่จ่ายโบนัสตามมาแน่นอน แต่ปัญหาใหญ่หลักๆ ที่รัฐบาลกังวล คือความเชื่อมั่นที่จะตามมา หากเปรียบนโยบายนี้เหมือนป่าล้อมเมือง ประชาชนคือป่าที่มีจำนวนมหาศาล และต้องการให้นโยบายนี้เกิดขึ้น ส่วนนักวิชาการออกมาติง ก็เป็นผู้หวังดีต่อประเทศชาติคิดถึงความยั่งยืนในอีก 5-10 ปีข้างหน้า รัฐบาลจึงต้องวางแผนระยะยาวเพื่อหาเงินมาชดเชยงบประมาณส่วนนี้โดยการขยายฐานภาษี

อย่างไรก็ตาม เวลานี้เศรษฐกิจประเทศอยู่ในภาวะชะลอตัวจำเป็นต้องอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบให้ทันภายในต้นปี 2567 เพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงทุนของภาคเอกชน และการจับจ่ายใช้สอยของประชาชน ความเห็นส่วนตัวในฐานะนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ยังมองว่า รัฐบาลควรเดินหน้านโยบายเงินดิจิทัลต่อไปแต่ต้องทำอย่างรัดกุม และตีแผ่ข้อเสนอทั้ง 3 ข้อข้างต้นโดยเร็วจะเป็นผลดีกับรัฐบาลเอง เพราะฝ่ายค้านปัจจุบันมีความเข้มแข็งมาก

นพพร ขุนค้า
อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ จ.ฉะเชิงเทรา

โครงการแจกเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ตของพรรคเพื่อไทย กำลังมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องแหล่งเงินทุนงบประมาณที่จะนำมาใช้แจกจ่าย เป็นเงินจำนวนมากถึง 560,000 ล้านบาท และยังมีกลุ่มนักวิชาการและอดีตผู้เกี่ยวข้องทั้งด้านกฎหมายและการเงินออกมาต่อต้าน ถือเป็นบทเรียนให้กับทุกพรรคการเมืองทั้งหลายที่จะใช้นโยบายในการหาเสียงเพื่อที่จะได้คะแนนเลือกตั้ง ต้องมีคณะทำงานในการศึกษานโยบายและการนำนโยบายไปปฏิบัติได้จริง และหลังได้รับการเลือกตั้งเมื่อได้เป็นรัฐบาลแล้วหากจะไม่ทำก็ไม่ได้ เพราะได้เคยหาเสียงเอาไว้อย่างนั้น และพอจะทำก็เต็มไปด้วยปัญหา

จึงถือเป็นบทเรียนของพรรคการเมืองเลยทีเดียว ว่าการหาเสียงนั้นอย่ามุ่งเน้นแต่นโยบายประชานิยม โดยไม่คำนึงถึงว่าเมื่อถึงเวลาแล้วจะปฏิบัติจริงได้อย่างไร อันนี้ขอฝากไปถึงยังกุนซือทีมนโยบายของพรรคการเมืองทุกพรรคเลยว่าต่อไปนี้การหาเสียงต้องรอบคอบ ด้วยความระมัดระวังในสิ่งที่เป็นไปได้ภายใต้กฎหมายและงบประมาณที่เรามีอยู่ จึงถือว่าครั้งนี้เป็นบทเรียนของพรรคเพื่อไทย ที่เคยคาดหมายว่านโยบายตัวนี้จะเป็นนโยบายสำคัญที่จะทำให้พรรคของตนเองเกิดแลนด์สไลด์ในขณะนั้น แต่พอได้มาเป็นจริงๆ แล้วมีปัญหาและอุปสรรคมากมายตามที่เราทราบกัน ขณะที่มีการนำนโยบายนี้ออกมาหาเสียงนั้น ยังได้คิดกันว่านโยบายนี้จะเป็นไปได้หรือ และเชื่อว่าหลายคนนั้นต่างก็อาจคิดเช่นเดียวกันแบบนี้ จนมาพบว่าเมื่อจะนำมาปฏิบัติจริงแล้วได้เกิดปัญหาและอุปสรรคอย่างมากมาย ต้องขอให้สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ได้ถูกนำไปใช้เป็นบทเรียนแก่พรรคการเมืองต่างๆ ทุกพรรคในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

สำหรับโครงการเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ตามนโยบายของพรรคเพื่อไทยนั้น ย่อมต้องมีทั้งคนค้านและคนเชียร์ มีทั้งคนเห็นด้วยและเห็นต่าง ถือเป็นเรื่องปกติทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นอดีตผู้ว่าการแบงก์ชาติ และนักวิชาการรวมตัวกัน มองว่านโยบายนี้ต้องใช้เงินเป็นจำนวนมากถึงประมาณ 5.6 แสนล้านบาท จึงเกรงว่าเมื่อใช้เงินไปแล้วอาจจะไม่เกิดสัมฤทธิผลอย่างที่ทางรัฐบาลต้องการ ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ก่อให้เกิดการผลิต การจ้างงาน

ส่วนคนที่ออกมาสนับสนุนรัฐบาล เป็นที่แน่นอนนั้นก็คือกลุ่มแฟนคลับของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย เช่น ล่าสุดคนเสื้อแดง จ.ปทุมธานี เป็นต้น จึงย่อมมีกันทั้งสองฝ่าย แต่ในส่วนตัวมองว่าถึงอย่างไรนโยบายนี้ทางพรรคเพื่อไทยต้องเดินหน้าทำต่อแน่ เนื่องจากเป็นนโยบายที่ได้เคยใช้หาเสียงไว้ คือ ถอยไม่ได้ แต่การที่จะทำนั้นต้องใช้เวลา โดยยังพอมีเวลาที่จะปรับเปลี่ยนวิธีการดำเนินการ

โดยเฉพาะวิธีการที่ได้เคยคิดเอาไว้ตั้งแต่แรกว่า จะแจกให้แก่คนอายุ 16 ปีขึ้นไปโดยไม่มีข้อยกเว้นนั้น จึงขอเสนอแนะว่ารัฐบาลต้องดูในกลุ่มของประชาชนที่มีความจำเป็นจริงๆ คือ ผู้มีรายได้น้อย ตรงจุดนี้รัฐบาลนั้นมีข้อมูลจากฐานการชำระภาษีอะไรต่างๆ อยู่แล้ว และไม่ควรต้องแจกทั้งหมด เนื่องจากบางอย่างนั้นมันไม่จำเป็นกับผู้ที่มีรายได้เยอะมากอยู่แล้ว เพราะจะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์

ลำดับต่อมา คือ เรื่องการใช้จ่ายในรัศมี 4 กิโลเมตร รัฐบาลต้องทบทวนเพราะความจำเป็นของประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ที่มีร้านค้าน้อยนั้นอาจจะทำให้ประสิทธิภาพของโครงการนี้ลดน้อยลง อยากขอให้ทบทวนการจับจ่ายออกไปเป็นเขตอำเภอหรือเขตจังหวัดก็ว่ากันไป ที่สำคัญอยากจะสื่อไปถึงยังรัฐบาลว่า ประชาชนบางกลุ่มนั้นมีภูมิลำเนาอยู่ในต่างจังหวัด แต่มาทำงานในเขตจังหวัดอื่นหรือใกล้ กทม. หรือชลบุรี ในภาคอุตสาหกรรม หากรัฐบาลอยากให้เงินก้อนนี้ช่วยเหลือในการดำรงชีวิตแก่พวกเขานั้น ต้องเปิดโอกาสให้เขาแจ้งความประสงค์ว่าเขาจะใช้ในพื้นที่เขตใด

หากไปล็อกไว้ว่าให้ไปใช้ในเขตพื้นที่ตามภูมิลำเนาทะเบียนราษฎร์เพียงอย่างเดียวนั้น คิดว่าจะไม่ตอบสนองต่อการช่วยเหลือบรรเทาค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพของพวกเขา

ส่วนการที่นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี พยายามปลุกประชาชนให้ออกมาสนับสนุนโครงการนั้น อย่างน้อยก็ยังมีเสียงทัดทานต่อกลุ่มที่ออกมาเคลื่อนไหวคัดค้าน แม้เสียงจากทางฝ่ายคัดค้านที่ไม่เห็นด้วยจะดังกว่า เพราะเป็นกลุ่มของอดีตผู้ว่าการแบงก์ชาติ เป็นนักวิชาการ เป็นครูบาอาจารย์ในมหาวิทยาลัยทางด้านเศรษฐศาสตร์ จะมีเหตุผลในส่วนของเขาในการออกมาคัดค้าน แต่ทางฝ่ายของรัฐบาลก็จะมองในอีกแง่มุมหนึ่งที่นักวิชาการอาจมองไม่เห็น คือ ความเดือดร้อนของประชาชนที่กำลังเดือดร้อนจริงๆ เขาอยากได้เงินก้อนนี้ จึงกลายเป็นหลังพิงฝาที่รัฐบาลต้องเดินหน้าต่อ เพราะว่ายังคงมีคนรอเงินจำนวนนี้อยู่ การพยายามปลุกประชาชนให้ออกมาสนับสนุนจึงเป็นวิธีการหนึ่ง จะเป็นการตอบโต้ให้อีกฝ่ายหนึ่งเห็นว่ายังคงมีอีกฝ่าย เขายังคงอยากได้เงินและรออยู่ จึงมีความจำเป็น รัฐบาลจะต้องเดินหน้าต่อไป คล้ายกับเป็นสิ่งผูกมัด รัฐบาลจะต้องทำและเดินหน้าต่อไปเพราะมีประชาชนรออยู่

จะเห็นได้ว่า เมื่อนายกฯลงพื้นที่ จะมีประชาชนไปทวงถาม ตรงจุดนี้ถือเป็นสิ่งสะท้อนอาจได้ผลในแง่รัฐบาลจะได้รับความชอบธรรม จากการที่มีประชาชนหนุนหลังให้เดินหน้านโยบายนี้ต่อไป จึงมองว่าในวินาทีนี้ ถือว่าหยุดรัฐบาลไม่อยู่แล้ว ต้องเดินต่อไปแน่ ไม่ว่าจะมีคนออกมาหนุนมากหนุนน้อย เพราะเป็นนโยบายหลักของพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล คือ พรรคเพื่อไทย แต่เกรงว่าจะกดปุ่มในวันที่ 1 ก.พ.67 นั้นอาจจะไม่ทัน เนื่องจากยังมีปัญหาในเรื่องของแหล่งที่มาของงบประมาณ ทั้งวิธีการจัดการที่กำลังมีการตั้งคณะทำงานกันอยู่

จึงมองว่ามีโอกาสที่จะเลื่อนออกไปอีกสักระยะ ทั้งยังต้องมองให้รอบคอบในข้อกฎหมายด้วย เนื่องจากจะมีนักวิชาการออกมาคัดค้านแล้ว ยังมีอดีตคณะกรรมการ ป.ป.ช.ออกมาท้วงติงให้ระวังในเรื่องการกระทำผิดกฎหมาย ฉะนั้นการดำเนินนโยบายนี้จึงต้องทำด้วยความรอบคอบ เพราะว่าเป็นเม็ดเงินมหาศาลจริงๆ จึงอยากฝากเสียงนี้ไปถึงยังพรรคเพื่อไทยด้วยว่า ไม่ผิดที่จะเดินหน้าตามนโยบายที่ได้หาเสียงไว้ แต่ต้องระวังความรอบคอบทางด้านกฎหมาย และที่สำคัญ เงินจำนวนนี้ต้องก่อให้เกิดประโยชน์จริงๆ เพราะเป็นเงินงบประมาณจำนวนมหาศาลมาก ยังมีโอกาส ยังมีเวลาทบทวน และรับฟังเสียงจากประชาชนอย่างจริงจัง ทั้งวิธีการแจกและวิธีการใช้