มองเกม ‘ก้าวไกล’ จ่อซักฟอกเขย่า ‘รบ.เศรษฐา’

19.10.23 | 12:20 น.

มองเกม‘ก้าวไกล’ จ่อซักฟอกเขย่า‘รบ.เศรษฐา’

หมายเหตุ ความเห็นนักวิชาการกรณีพรรคก้าวไกล เตรียมยื่นญัตติอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติตามมาตรา 152 รัฐบาล หลังเสร็จสิ้นการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 ช่วงปลายเดือนมีนาคม ถึงช่วงต้นเดือนเมษายน 2567 ขณะเดียวกัน ส.ส.พรรคเพื่อไทย บางส่วนอยากให้ดูช่วงเวลาที่เหมาะสมเพราะรัฐบาลเพิ่งปฏิบัติหน้าที่ได้เพียง 1 เดือน

วีระ หวังสัจจะโชค
ภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ ม.นเรศวร

ดูบทบาทของรัฐบาล ณ วันนี้ การจัดตั้งรัฐบาลของนายเศรษฐา ทวีสิน ในความรู้สึกของประชาชนดูเหมือนนาน มีหลายนโยบาย หลายเหตุการณ์เกิดขึ้นในประเทศไทยเยอะ ทั้งเหตุการณ์ความขัดแย้ง ข่าวอาชญากรรมภายในประเทศและข่าวต่างประเทศต่างๆ ดูเหมือนเยอะ แต่ถ้าเรานับตัวเลขกลมๆ รัฐบาลทำงานจริงเพียง 1 เดือน เพราะฉะนั้นการทำงานเพียง1 เดือนได้เห็นแอ๊กชั่นมากขนาดนี้ ส่วนตัวมองเห็นว่ารัฐบาลสามารถทำงานได้ค่อนข้างรวดเร็วในช่วงเวลา 1 เดือน

Advertisement

ถ้าพูดถึงบทบาทของรัฐบาล ถามว่าควรให้รัฐบาลทำงานนานกว่านี้ก่อนดีไหมจึงค่อยเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ เห็นว่าต้องแบ่งแยกหน้าที่กัน เพราะการทำงานของรัฐบาลก็ส่วนหนึ่ง ใน 1 เดือนทำงานได้ขนาดนี้ก็น่าชื่นชม แต่ไม่ใช่เหตุผลในการกักบทบาทหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ เพราะว่าการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติ ในบทบาทของฝ่ายค้านคือการตรวจสอบฝ่ายรัฐบาลในตัวของตัวเองอยู่แล้ว เป็นบทบาทหน้าที่ที่แยกจากกัน ฝ่ายค้านมีอำนาจในทางกฎหมาย ในช่วงสมัยประชุมสามารถที่จะเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลได้

การที่พรรคก้าวไกลพร้อมจะอภิปรายไม่ไว้วางใจก็เป็นความรับผิดชอบทางการเมือง เช่นเดียวกันหากพรรคก้าวไกลไม่มีข้อมูลใหม่หรือเอาเรื่องเดิมๆ ที่ไม่ใช่ความรับผิดชอบของรัฐบาลนี้มาอภิปราย ก็ต้องเป็นผู้รับผิดชอบสิ่งที่กระทำ ประชาชนอาจจะรู้สึกเสียความนิยมในทางการเมือง หรืออาจจะมองว่าเป็นฝ่ายค้านค้านทุกเรื่อง เพราะฉะนั้นเป็นความรับผิดชอบของก้าวไกลเอง

เห็นว่าพรรคเพื่อไทยหรือพรรคร่วมรัฐบาลไม่ต้องเป็นห่วงว่า พรรคก้าวไกลจะมีข้อมูลหรือเปล่า จะเหมาะสมหรือไม่ เพราะเป็นบทบาทหน้าที่ของฝ่ายค้านอยู่แล้วในการตรวจสอบ สามารถทำได้ ไม่ใช่เรื่องที่น่าเกลียดอะไรขนาดนั้น

ถามว่าเร็วเกินไปไหมในการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ อาจดูเร็วไปนิด แต่ไม่เป็นไร หากมีประเด็นอะไรที่สังคมต้องการให้ได้รับคำตอบจากรัฐบาลในหลายๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดิจิทัลวอลเล็ต รวมถึงเรื่องอื่นๆ ย้ำว่าเป็นบทบาทของฝ่ายนิติบัญญัติที่สามารถทำได้ในการเปิดพื้นที่ให้ตรวจสอบรัฐบาล

ส่วนเรื่องที่จะอภิปรายในเรื่องที่มีการพูดคุยกันตอนนี้มีหลายประเด็นมาก แม้ว่ารัฐบาลทำงานได้เพียง 1 เดือน เราก็เห็นปัญหาหลายเรื่อง เรื่องแรก ปัญหาที่ดูเหมือนจะมากกว่าดิจิทัลวอลเล็ต คือบทบาทของฝ่ายความมั่นคงของรัฐบาลเศรษฐา คิดว่าพรรคก้าวไกลเห็นจุดนี้ว่า ไม่มีคนที่จะดูแลด้านความมั่นคงอย่างจริงจัง เพราะว่าบทบาทของประเทศไทยในประเด็นเรื่องเกี่ยวกับการประสานงานกับกองทัพ รวมไปถึงบทบาทของประเทศไทยในเวทีระหว่างประเทศ ในช่วงบริบทที่เขากำลังปะทะกัน ไม่มีผู้เชี่ยวชาญ

จริงๆ เราก็มีผู้เชี่ยวชาญ แต่ไม่มีผู้มีอำนาจโดยตรงหรือมีความเชี่ยวชาญโดยตรงในด้านความมั่นคง นี่คือจุดอ่อนหลักของรัฐบาลในเวลานี้

เห็นว่าพรรคก้าวไกลอาจจะเปิดประเด็นดังกล่าว อย่างเรื่องเกี่ยวกับการออกมาทวีตแถลงการณ์ของท่านนายกรัฐมนตรี ในห้วงที่เกิดเหตุการณ์การปะทะของกลุ่มฮามาสกับอิสราเอล แถลงการณ์อันนั้นมีบางข้อความที่อาจมองว่าไม่เหมาะสมทางด้านการต่างประเทศ เป็นประเด็นปัญหาที่อาจจะถูกหยิบยกขึ้นมา ในการอภิปรายหากมีเกิดขึ้น

ต่อมาคือเรื่องประเด็นเศรษฐกิจ แน่นอนเรื่องประเด็นดิจิทัลวอลเล็ต ถูกหยิบยกมาพูดแน่ๆ แต่เป็นแพคเกจรวมกับเรื่องอื่นๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปรับลดค่าโดยสารรถไฟฟ้า 2 สาย เหลือ 20 บาท มีความคุ้มค่าแค่ไหน ส่งผลต่อประโยชน์ของประชาชนทั้งประเทศอย่างไร เพราะอันนี้คือการนำเงินจำนวนมากเข้าไปอุดหนุนตามพื้นที่ในเขตรอบกรุงเทพฯเท่านั้น คือรถไฟฟ้าที่อยู่ในโซนของปริมณฑล ตรงนี้สามารถถูกนำมาหยิบยกขึ้นมาได้ รวมไปถึงความไม่ชัดเจนของเงินดิจิทัลและการพักหนี้เกษตรกร เรื่องเหล่านี้สามารถหยิบยกมาได้ทั้งสิ้น ต้องยอมรับว่าแม้ว่ารัฐบาลเศรษฐาจะทำในหลายเรื่อง แต่การตอบคำถามให้ประชาชนสิ้นสงสัยยังขาดความชัดเจน ตรงนี้ประชาชนอาจสงสัยได้ รัฐบาลพยายามหากลุ่มเข้ามาสนับสนุนนโยบายของตนเอง ในการตรวจสอบอำนาจของตัวแทนของประชาชนนั่นก็คือ ฝ่ายนิติบัญญัติต่อฝ่ายบริหาร เป็นสิ่งที่ทำได้ถ้ามีกระบวนการในการตรวจสอบเกิดขึ้นก็จะเป็นเรื่องดี

ถ้ารัฐบาลตอบคำถามได้ก็ใช้พื้นที่ตรงนี้ตอบความชัดเจนที่ยังขาดความชัดเจนในปัจจุบัน รัฐบาลจะสามารถดึงคะแนนนิยมเข้ามาได้ ยิ่งเปิดอภิปรายเร็วขึ้นจะเป็นข้อเสียของพรรคก้าวไกลด้วยซ้ำ รัฐบาลเมื่อทำงานไปเพียงในช่วง 1 เดือน จุดวิพากษ์วิจารณ์ก็จะน้อย เพราะฉะนั้นจุดที่จะนำมาอภิปรายให้มีสีสันน่าสนใจหรือมีประเด็นสำคัญที่จะเอารัฐบาลลงให้ได้ คงยังมีไม่มากนัก

เห็นว่ามันคือระบบกลไกปกติที่สามารถทำได้ ไม่ต้องมองเรื่องสมควรหรือไม่สมควร ให้คิดว่าฝ่ายพรรคร่วมรัฐบาลควรใช้เวทีนี้ ในการอภิปรายหรือพูดคุยกันในสภา เป็นพื้นที่ในการนำเสนอข้อมูลให้ประชาชนได้รับทราบรายละเอียดต่างๆ ของรัฐบาลด้วย น่าจะเหมาะสมกว่า

โอฬาร ถิ่นบางเตียว
คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ ม.บูรพา

การกำหนดจะยื่นญัตติขออภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรคก้าวไกลในขณะนี้ โดยหลักการเป็นหน้าที่ของพรรคฝ่ายค้านอยู่แล้ว เพื่อตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลตามกรอบระยะเวลาที่กำหนดไว้ ถ้าเปรียบเทียบระยะเวลาของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กับพรรคเพื่อไทยที่เคยเป็นผู้นำฝ่ายค้าน ถือว่าระยะเวลาไล่เลี่ยกัน สามารถทำได้ ส่วนการที่มาบอกว่าพรรคก้าวไกลยื่นญัตติเร็วเกินไป เป็นข้ออ้างของรัฐบาลมากกว่า

มองไปแล้วรัฐบาลยังไม่มีผลงานเป็นรูปธรรม เลยกลัวฝ่ายค้านจะอภิปรายเพื่อชี้ให้เห็นว่าผลงานของรัฐบาลไม่มี ที่ผ่านมากลายเป็นราคาคุย แต่พอทำจริงไม่มีผลงาน บวกกับนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน ไม่มีอำนาจเต็มในการบริหารจัดการ ถ้ามีการอภิปรายในช่วงนี้ จะทำให้กระแสความนิยมของรัฐบาลถดถอยได้ เพราะว่านโยบายหลักๆ มีแนวโน้มจะไม่สามารถดำเนินการได้เลย จึงเกิดความกังวลใจซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา

ส่วนกรณีนายอดิศร เพียงเกษ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยและเป็นประธานวิปรัฐบาลออกมาโต้แทนรัฐบาล ผมว่านายอดิศรเป็นเพียงแค่หมากตัวหนึ่งของรัฐบาล คงไม่มีใครออกมาตอบโต้ในหลักการกับพรรคก้าวไกลได้ จึงต้องให้นายอดิศร

หลายคนอาจมองว่าระยะเวลาสั้น รัฐบาลยังไม่ได้ทำงานเลย แต่ถ้ามองไปแล้วรัฐบาลมีปัญหามาตั้งแต่ต้นแล้วคือ นายเศรษฐาไม่มีอำนาจเต็มไปสั่งการควบคุมใคร บวกกับการทำงานยังไม่ใช่บทบาทนายกรัฐมนตรี ยังเกิดความสับสนระหว่างการเป็นซีอีโอกับนายกรัฐมนตรี ทำให้การสื่อสารหรือการสั่งการผิดพลาด เช่น การสั่งตั้งกรรมการหลายชุดก็ยังมีความผิดพลาด รวมทั้งยังไม่มีที่ปรึกษาที่จะช่วยเหลือ และคนที่มีประสบการณ์ก็เลือกที่จะไม่ช่วยเหลืออีก บวกกับกระทรวงต่างๆ ในคณะรัฐมนตรี ส่วนใหญ่ไม่แคร์พรรคเพื่อไทย ต่างคนต่างทำ ทำให้ไม่มีเอกภาพ การทำงานทั้งหมดไม่ก้าวหน้า ฝ่ายค้านมีความชอบธรรมที่จะเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะกินเงินภาษีอากรของประชาชน

ช่วง 3 เดือน หมดไปหลายพันล้านแล้ว แต่ไม่มีผลงานปรากฏออกมา ถือว่าเป็นความชอบธรรมของฝ่ายค้านที่จะเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ

ส่วนการอภิปรายไม่วางใจที่อาจจะมีขึ้นในครั้งนี้เชื่อว่าเจาะพรรคเพื่อไทย เพราะมีปัญหามากที่สุด ปัญหามาจากปมแก้ไขรัฐธรรมนูญ หากมองไปแล้วพรรคเพื่อไทยโมฆะมาตั้งแต่ต้นจากการแถลงนโยบาย โดยเฉพาะการชี้แจงเรื่องที่มาของงบประมาณในการหาเสียง

รวมทั้งพรรคภูมิใจไทยจะโดนในเรื่องการปราบปรามผู้มีอิทธิพล เพราะทำให้สังคมเกิดการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง แม้ว่าพรรคภูมิใจไทยจะอ้างว่ามีการเลือกคนให้ถูกกับงาน แต่ก็ยังมีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น อาทิ คดีกำนันนก ทำให้สังคมเกิดความคลางแคลงใจเกิดขึ้นมาอีก

การอภิปรายในครั้งนี้ เชื่อว่าประเด็นแรกคือ เงินดิจิทัล 10,000 บาท เหตุผลที่พรรคก้าวไกลต้องการอภิปราย เพราะต้องการให้เป็นเรื่องสาธารณะ จะทำให้พรรคเพื่อไทยเกิดความยากลำบากในการบริหาร และเกิดแรงกระเพื่อมไปหาพรรคฝ่ายค้านด้วย ทุกคนรู้ว่านโยบายเงินดิจิทัลในการแจกประชาชนมีโอกาสที่จะผิดกฎหมายสูง ทำให้พรรคฝ่ายค้านไม่ร่วมด้วย โอกาสจะดำเนินนโยบายเงินดิจิทัลจะยากขึ้นด้วย หรืออาจจะไม่ดำเนินการเลย ทำให้นายเศรษฐาต้องแสดงความรับผิดชอบ เพราะไม่สามารถดำเนินการตามสัญญาประชาคมได้ คิดว่าเป็นประเด็นหลักที่ทางพรรคก้าวไกลจะอภิปรายไม่ไว้วางใจ

ประเด็นรองลงมาคือ การแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เกิดข้อวิพากษ์วิจารณ์ ที่ปฏิเสธไม่ได้เลยก็คือนายกฯ เศรษฐานั่งเป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ หรือ ก.ตร. รวมทั้งเรื่องต่างประเทศก็น่าสนใจ การสื่อสารขาดวุฒิภาวะของนายกรัฐมนตรี กรณีการประณามกลุ่มฮามาสที่ยิงถล่มอิสราเอล เป็นการทำลายความสัมพันธ์ที่กำลังดีขึ้น ระหว่างประเทศไทยกับซาอุดีอาระเบีย แสดงถึงการสื่อสารของนายเศรษฐาสร้างความขัดแย้งกันอย่างหนัก

นอกจากนี้ยังมีประเด็นที่น่าสนใจคือ การทุจริตคอร์รัปชั่นในวงการทหาร ที่พรรคก้าวไกลติดตามมาตลอด รวมทั้งการทำงานที่ไร้ประสิทธิภาพของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

การอภิปรายไม่ไว้วางในที่อาจจะเกิดขึ้นครั้งนี้ ถึงแม้ว่าจะไม่ลงมติก็ตาม แต่จะมีผลกับนายกรัฐมนตรี จะเห็นความขัดแย้งที่จะเกิดขึ้นมา โดยเฉพาะเหลือเวลาอีก 7 เดือนที่ ส.ว.จะหมดอายุ โอกาสจะมีการหักหลังในรัฐบาลก็จะสูงมาก หากสังเกตเหตุการณ์แปลกๆ โดยดูการตั้งข้าราชการของพรรคพลังประชารัฐผิดปกติ รวมทั้งอาการสงบนิ่งของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐมานานเริ่มมีอาการขยับ และส่งสัญญาณพิเศษออกมา เหมือนกับมีความประสงค์ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในภาวะที่นายเศรษฐาถูกโดดเดี่ยว

กรณีการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจจะเกิดการปรับ ครม.ได้หรือไม่นั้น ต้องดูกระแสวิพากษ์วิจารณ์ของสังคม หากการทำงานยังไม่ดีขึ้น อาจจะส่งผลต่อการปรับ ครม.ได้ หรือการแสดงความรับผิดชอบของรัฐมนตรีที่ล้มเหลว โดยการลาออก แม้กระทั่งตัวนายกรัฐมนตรีก็ตาม เมื่อสัญญาไว้แล้ว ทำไม่ได้จริงๆ มีข้อวิพากษ์วิจารณ์เยอะ หากยังดึงดันต่อไปจะมีปัญหา เพราะเกมการเมืองขณะนี้เหมือนกับโดดเดี่ยวนายเศรษฐา

ส่วนพรรคร่วมฝ่ายค้านที่เล็งเปิดการซักฟอกจะเน้นในเรื่องเงินดิจิทัล 1 หมื่นบาท พร้อมทั้งพยายามส่งซิกให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาตรวจสอบ และส่งนักร้องเข้ามาร้องเรียน เข้าสู่กระบวนการตัดสินอย่างรวดเร็ว เพื่อปิดเกมนายเศรษฐาให้เร็วที่สุด กล่าวง่ายๆ คือ บีบให้นายเศรษฐาลาออก ส่วนคนที่อยู่เบื้องหลังในการจัดตั้งรัฐบาลชุดนี้ อาจจะมองตัวนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ที่สามารถดำเนินการใดๆ ก็ได้ตามใจปรารถนา อาจจะไม่เกิน 7 เดือน จะเกิดการเปลี่ยนแปลงในรัฐบาลชุดนี้