โหมโรง ‘แลนด์บริดจ์’ เมกะโปรเจ็กต์1ล้านล.-พลิกโฉมขนส่งโลก

21.10.23 | 10:46 น.

หมายเหตุแนวทางการดำเนินโครงการสะพานเศรษฐกิจภาคใต้เชื่อมฝั่งทะเลอ่าวไทยอันดามัน (ชุมพรระนอง) หรือแลนด์บริดจ์ โดยสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กระทรวงคมนาคม ล่าสุด คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้ดำเนินการแล้ว ขณะที่นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เชิญชวนนักลงทุนจีนร่วมพัฒนาโครงการ ระหว่างร่วมประชุมข้อริเริ่มโครงการสายแถบและเส้นทาง (Belt and Road Initiative: BRI) ที่สาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อเร็วๆ นี้

ปัญญา ชูพานิช
ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร(สนข.)

จากที่มีกระแสข่าวก่อนหน้านี้ว่าโครงการดังกล่าวจะถูกพับแผนลงนั้น ยืนยันว่าไม่ได้มีการยกเลิกโครงการตามที่เป็นข่าวแต่อย่างใด โดย นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์ และได้มอบหมายให้ สนข.ศึกษาโครงการอย่างรอบด้าน ครบทุกมิติและรัดกุม เพื่อประโยชน์ประเทศชาติและประชาชน เนื่องจากเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าการลงทุนสูง

ขณะนี้โครงการอยู่ระหว่างดำเนินการศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาและลงทุนโครงการ โดยเฉพาะการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีเอชไอเอ) ต้องดำเนินการด้วยความรอบคอบ คาดว่าจะแล้วเสร็จในกลางปี 2567 อย่างไรก็ดี ในส่วนของแผนการดำเนินงานจะมีการจัดประชุมทดสอบความสนใจและรับฟังความเห็นของภาคเอกชน ประชาชนในพื้นที่ และทุกภาคส่วนที่มีต่อโครงการ เพื่อนำมาประกอบการศึกษาความเป็นไปในการพัฒนาโครงการต่อไป 

Advertisement

นอกจากนี้ กระทรวงคมนาคม และ สนข. มีแผนว่าจะไปโรดโชว์ในประเทศจีน เกาหลี ญี่ปุ่น ตะวันออกกลาง และยุโรป ซึ่งปัจจุบัน ครม.เห็นชอบแล้ว หากดำเนินการตามขั้นตอน อาทิ อีเอชไอเอผ่านก็พร้อมเดินหน้าโรดโชว์ในกลุ่มประเทศเป้าหมายต่อไป

โครงการแลนด์บริดจ์เป็นหนึ่งในโครงการโครงสร้างพื้นฐานของไทยที่มีงบประมาณในการลงทุนสูงถึง 1 ล้านล้านบาท เนื่องจากจะมีการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกสองฝั่งทะเล และมีโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมโยงการขนส่งสินค้าระหว่างกันด้วยระบบราง (รถไฟทางคู่) และทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) ภายใต้แนวคิด One Port Two Side และการพัฒนาพื้นที่หลังท่าด้วยอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง และกิจกรรมเชิงพาณิชย์

ในเรื่องของการศึกษาปัจจุบันได้คัดเลือกจุดก่อสร้างท่าเรือทั้งสองฝั่งที่เหมาะสมได้แล้ว คือ บริเวณแหลมริ่ว จ.ชุมพร และแหลมอ่าวอ่าง จ.ระนอง ขีดความสามารถรองรับตู้สินค้า ฝั่งละ 20 ล้านทีอียู รวมถึงแนวเส้นทางการพัฒนาระบบเชื่อมโยง ระยะทาง 93.9 กิโลเมตร (กม.) โดยเป็นระยะทางบนบก 89.35 กม. ระยะทางในทะเลสู่ท่าเรือระนอง 2.15 กม. ระยะทางในทะเลสู่ท่าเรือชุมพร 2.48 กม. ประกอบด้วย ทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) และรถไฟทางคู่ ขนาดรางมาตรฐาน (1.435 เมตร) รองรับการขนส่งสินค้า และรางขนาด 1 เมตร เพื่อเชื่อมการเดินทางขนส่งผู้โดยสารในโครงข่ายรวมของประเทศอีกด้วย โดยมีรูปแบบทั้งทางยกระดับ ทางระดับพื้น และอุโมงค์ จำนวน 3 แห่ง

สำหรับผลการศึกษาเบื้องต้น การพัฒนาแลนด์บริดจ์มีมูลค่าการลงทุนรวมทั้งสิ้นประมาณ 1 ล้านล้านบาท ประกอบด้วย 1.การก่อสร้างท่าเรือ มูลค่าลงทุนรวม 636,477 ล้านบาท ได้แก่ ท่าเรือฝั่งชุมพร มูลค่าลงทุน 305,666 ล้านบาท รองรับสินค้า 20 ล้านทีอียู ท่าเรือฝั่งระนอง มูลค่าลงทุน 330,810 ล้านบาท รองรับสินค้า 20 ล้านทีอียู 2.การพัฒนาพื้นที่เปลี่ยนรูปแบบการขนส่งสินค้า (SRTO) มูลค่าลงทุนรวม 141,103 ล้านบาท ได้แก่ ฝั่งชุมพร มูลค่าลงทุน 86,397 ล้านบาท ฝั่งระนอง มูลค่าลงทุน 54,705 ล้านบาท และ 3.เส้นทางเชื่อมโยงชุมพรระนอง ได้แก่ มอเตอร์เวย์ และรถไฟทางคู่ มูลค่าลงทุนรวม 223,626 ล้านบาท

แบ่งการพัฒนาเป็น 4 ระยะย่อย ดังนี้ แผนลงทุนระยะที่ 1 มีมูลค่ารวม 522,844 ล้านบาท ประกอบด้วย การก่อสร้างท่าเรือ 2 ฝั่ง มูลค่ารวม 260,235 ล้านบาท แบ่งเป็น ท่าเรือฝั่งชุมพร มูลค่าลงทุน 118,519 ล้านบาท รองรับ 4 ล้านทีอียู ก่อสร้างท่าเรือฝั่งระนอง มูลค่าลงทุน 141,716 ล้านบาท รองรับ 6 ล้านทีอียู พื้นที่เปลี่ยนรูปแบบการขนส่งสินค้า มูลค่ารวม 60,892 ล้านบาท แบ่งเป็น พื้นที่ฝั่งชุมพรมูลค่าลงทุน 38,113 ล้านบาท พื้นที่ฝั่งระนอง มูลค่าลงทุน 22,779 ล้านบาท และเส้นทางเชื่อมโยง มูลค่ารวม 201,716 ล้านบาท ประกอบด้วย มอเตอร์เวย์ขนาด 4 ช่องจราจร และรถไฟทางคู่ ขนาด 1 เมตร และขนาด 1.43 เมตร

แผนลงทุน ระยะที่ 2 มีมูลค่ารวม 164,671 ล้านบาท ประกอบด้วย การขยายท่าเรือ 2 ฝั่ง มูลค่ารวม 118,809 ล้านบาท แบ่งเป็น ท่าเรือฝั่งชุมพร มูลค่าลงทุน 45,644 ล้านบาท เพิ่มการรองรับเป็น 8 ล้านทีอียู ขยายท่าเรือฝั่งระนอง มูลค่าลงทุน 73,164 ล้านบาท เพิ่มการรองรับเป็น 12 ล้านทีอียู พื้นที่เปลี่ยนรูปแบบการขนส่งสินค้า มูลค่ารวม 23,952 ล้านบาท แบ่งเป็น พื้นที่ฝั่งชุมพร มูลค่าลงทุน 10,498 ล้านบาท พื้นที่ฝั่งระนอง มูลค่าลงทุน 13,454 ล้านบาท และเส้นทางเชื่อมโยง มูลค่ารวม 21,910 ล้านบาท โดยเป็นการขยายมอเตอร์เวย์จากขนาด 4 ช่องจราจร เป็น 6 ช่องจราจร

แผนลงทุนระยะที่ 3 มีมูลค่ารวม 228,512 ล้านบาท ประกอบด้วย การขยายท่าเรือ 2 ฝั่ง มูลค่ารวม 189,151 ล้านบาท แบ่งเป็น ท่าเรือฝั่งชุมพร มูลค่าลงทุน 73,221 ล้านบาท เพิ่มการรองรับเป็น 14 ล้านทีอียู ขยายท่าเรือฝั่งระนอง มูลค่าลงทุน 115,929 ล้านบาท เพิ่มการรองรับเป็น 20 ล้านทีอียู พื้นที่เปลี่ยนรูปแบบการขนส่งสินค้า มูลค่ารวม 39,361 ล้านบาท แบ่งเป็น พื้นที่ฝั่งชุมพร มูลค่าลงทุน 20,888 ล้านบาท พื้นที่ฝั่งระนอง มูลค่าลงทุน 18,472 ล้านบาท และแผนลงทุนระยะที่ 4 มีมูลค่ารวม 85,177 ล้านบาท ประกอบด้วย การขยายท่าเรือ ฝั่งชุมพร มูลค่า 68,280 ล้านบาท เพิ่มการรองรับเป็น 20 ล้านทีอียู พื้นที่เปลี่ยนรูปแบบการขนส่งสินค้า ฝั่งชุมพร มูลค่าลงทุน 16,897 ล้านบาท

อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมามีหลายฝ่ายตั้งคำถามว่าโครงการแลนด์บริดจ์มีวัตถุประสงค์จัดทำเพื่ออะไร คำตอบของ สนข.คือต้องการให้โครงการนี้เป็นประตูการค้า การนำเข้าส่งออกของประเทศไทยและประเทศในภูมิภาคอาเซียน และเป็นการรองรับสินค้าเส้นทางจาก จีน ลาว อินเดีย ไปยังยุโรป หรือสินค้าจากยุโรปมายังภูมิภาคอาเซียน 

วัตถุประสงค์หลักของโครงการแลนด์บริดจ์ ภาครัฐไม่ได้ทำเพื่อแข่งขันกับท่าเรือสิงคโปร์ที่มีเส้นทางรองรับเรือขนส่งขนาดใหญ่ แต่มีเป้าหมายให้โครงการเข้ามาเสริมการขนส่งที่ปัจจุบันปริมาณเรือที่ผ่านช่องแคบมะละกามีเพิ่มขึ้นแต่มีขีดจำกัดในการรองรับ ทำให้เรือต้องเสียเวลารอ ดังนั้นการสร้างแลนด์บริดจ์ จะช่วยย่นระยะทาง ลดระยะเวลา และเป็นเส้นทางเดินเรือใหม่ที่จะเกิดขึ้น โดยมีท่าเรือฝั่งอ่าวไทยในพื้นที่ จ.ชุมพร และฝั่งอันดามันในพื้นที่ จ.ระนอง ในการเป็นพื้นที่รองรับตู้สินค้า โดยมีมอเตอร์เวย์ และรถไฟทางคู่เชื่อมระหว่าง 2 ท่าเรือ

นอกจากนี้ จะเป็นประตูการค้าเชื่อมต่อเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (Greater Mekong Sub-region: GMS) จีนตอนใต้ และอาเซียน ได้อีกด้วย

กมล เรืองตระกูล
ประธานหอการค้าจังหวัดชุมพร

โครงการแลนด์บริดจ์มีความจำเป็นมาก เพราะมีผลต่อภาพรวมของเศรษฐกิจในประเทศ ไม่ใช่เพียงที่ชุมพรกับระนองเท่านั้น หากดำเนินโครงการแลนด์บริดจ์ชุมพรระนองสำเร็จ จีดีพีในภาคใต้คงจะขยับขึ้นจาก 2% เป็น 10% หรือคิดเป็นมูลค่าไม่ต่ำกว่าปีละ 5 แสนล้านอย่างแน่นอน

ความสำคัญของโครงการอาจมองได้ 2 ประการใหญ่ๆ 

ประการแรก จะเกิดอุตสาหกรรมหลังท่าขึ้นมากมายตามแนวที่โครงการแลนด์บริดจ์ผ่าน ชาวบ้านในพื้นที่ทั้ง จ.ชุมพร และ จ.ระนอง ก็จะได้รับประโยชน์อย่างมาก เพราะจะเกิดการลงทุนอุตสาหกรรมตามมาอีกมากมาย มูลค่าการลงทุนอาจสูงเป็นหมื่นล้านบาท อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นควรเป็นอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับภาคเกษตร และภาคการประมง ก็จะทำให้คนในพื้นที่ได้รับประโยชน์ แต่ไม่ควรเป็นอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับสารเคมีที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อไม่ให้ซ้ำรอยกับที่ภาคตะวันออก อุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นจะทำให้มีการจ้างงานทั้งชุมพรและระนองเป็นหมื่นเป็นพันตำแหน่ง ถือเป็นการสร้างอาชีพให้คนในพื้นที่โดยตรงเลยทีเดียว

ประการที่สอง ก็คือ ระหว่างชุมพรกับระนองกำลังมีมอเตอร์เวย์และธุรกิจขนส่งน้ำมัน ซึ่งซาอุดีอาระเบียกำลังให้ความสำคัญในจุดนี้ แสดงความจำนงว่าอยากมาลงทุนสร้างศูนย์กลางกระจายน้ำมันในภูมิภาคนี้ โดยใช้แลนด์บริดจ์ของไทยเป็นจุดลงทุน เพราะมองเห็นว่าไทยคือจุดยุทธศาสตร์สำคัญสามารถสร้างมูลค่าได้หลายแสนล้านบาท 

อีกทั้งซาอุดีอาระเบียกับจีนก็มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน และจีนถือเป็นลูกค้ารายใหญ่ของไทย ซึ่งมูลค่าทางเศรษฐกิจที่จะได้รับมากกว่ามูลค่าการทำแลนด์บริดจ์

กิตติ กิตติชนม์ธวัช
ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดชุมพร

ขอสนับสนุนเต็มที่กับโครงการแลนด์บริดจ์ชุมพรระนอง แต่ต้องศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมให้รอบด้านด้วย แนวโครงการจาก อ.หลังสวน จ.ชุมพร ไป อ.กะเปอร์ จ.ระนอง ก็ถือเป็นแนวที่เหมาะสมแล้ว หากทำเป็นโครงการขนาดเล็กก็สามารถขุดคลองเชื่อมระหว่างคลองชุมพรกับคลองวันเข้าด้วยกันต่อจากคลองในหลวง คงใช้งบไม่เกิน 1 หมื่นล้านบาท น้ำจะลึกประมาณ 4.5 เมตร และคลองกว้างประมาณ 100 เมตร เรือขนาดเล็กทั้งเรือท่องเที่ยว เรือประมง เรือทหาร เรือตำรวจก็จะสามารถเชื่อมทั้งสองฝั่งทะเลได้

โครงการนี้ต้องใช้งบประมาณสูงมาก จึงต้องดูว่ามีต่างชาติสนใจที่จะเข้าร่วมลงทุนหรือไม่ อย่างไรก็ตาม คิดว่าโครงการนี้คงมีผลดีต่อเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศมากกว่าผลเสีย หากไทยพร้อมและผู้ร่วมลงทุนอย่างเช่นจีนพร้อม ก็ควรรีบเดินหน้าทันที

ไทยมีภูมิศาสตร์ส่วนแคบที่สุดของแหลมมาลายู ซึ่งถือเป็นข้อได้เปรียบหลายชาติในภูมิภาคเดียวกัน แต่กลับไม่เคยใช้ส่วนนี้ให้เป็นประโยชน์เลย ทั้งที่สิ่งที่จะตามมาทั้งขณะดำเนินโครงการและหลังดำเนินโครงก็คือ การจ้างงานเป็นจำนวนมาก ดังนั้นต้องมองภาพรวมของประเทศ 

ส่วนกระแสต่อต้านก็ย่อมมีอยู่บ้างถือเป็นเรื่องธรรมดา แต่ถ้ามีการทำความเข้าใจ การจ่ายค่าชดเชย จ่ายค่าเวนคืนอย่างเป็นธรรมแก่คนที่ต้องเสียผลประโยชน์ การต่อต้านก็คงไม่รุนแรง และคงสามารถเดินหน้าโครงการได้

พรศักดิ์ แก้วถาวร

ประธานหอการค้าจังหวัดระนอง

จังหวัดระนองมีผลิตภัณฑ์มวลรวมตั้งปี 2561 ถึงปัจจุบันราว 25,000-30,000 ล้านบาท อยู่อันดับที่ 14 ของภาคใต้อันดับที่ 70 ของประเทศ เป็นข้อมูลจากสภาพัฒน์ที่ประเมินเศรษฐกิจของ จ.ระนอง เศรษฐกิจของ จ.ระนองมาจากการค้าชายแดนระหว่างไทยกับเมียนมา ผลิตภัณฑ์จากการเกษตร ประมง และอุตสาหกรรมอีกส่วนหนึ่ง นี่คือโครงสร้างเศรษฐกิจหลัก หากไม่มีอะไรมาเปลี่ยนแปลง จ.ระนองอยู่ได้เพียงเท่านี้ ในกลุ่มหอการค้า 14 จังหวัดภาคใต้เห็นด้วยกับโครงการแลนด์บริดจ์ เพราะเป็นเมกะโปรเจ็กต์ที่จะส่งผลให้ จ.ชุมพรและระนอง รวมถึงจังหวัดในภาคใต้ได้เกิดการลงทุนในโครงการของรัฐ ซึ่งเป็นวาระร่วมกันของภาครัฐและเอกชน โดยจะเปลี่ยนจากการค้าชายแดนเป็นการค้าระหว่างประเทศ จะเชื่อมโยงการค้าจากจีน ญี่ปุ่น เกาหลีไปสู่กลุ่มประเทศบิมสเทค ในแถบมหาสมุทรอินเดีย รวมถึงตะวันออกกลางและยุโรปได้ด้วย 

ผลดีคือ อุตสาหกรรมการแปรรูปวัตถุดิบในพื้นที่ โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและสินค้าทางการประมงและอื่นๆ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการ จะส่งผลต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมของ จ.ระนอง คือเติบโตขึ้นแบบก้าวกระโดด แต่สิ่งที่จะส่งผลกระทบจากเมกะโปรเจ็กต์ไม่ว่าจะเป็นประมงพื้นบ้าน การตัดถนนผ่านพื้นที่ของชาวบ้านหรือเกษตรกร ภาครัฐหรือโครงการต้องลงมาดูว่าจะดูแลเขาอย่างไร ให้มีความสมดุลกันทั้งส่วนได้และส่วนเสีย รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณสุขที่จะรองรับจำนวนผู้คนที่เพิ่มมากขึ้นกว่าเท่าตัว จะวางแผนรองรับอย่างไร 

ส่วนการชดเชยหรือการวัดความเดือดร้อนนั้น ไม่ควรวัดกันที่เอกสารสิทธิ ควรวัดที่ความเป็นจริง การสูญเสียที่ดินทำกิน การสูญเสียรายได้จากการทำมาหากิน ทั้งประมงพื้นบ้านและอื่นๆ ซึ่งมองว่าต้องชดเชยบนพื้นฐานของความเป็นจริง