รับลูกสู่เน็ตซีโร่ เอกชนร่วมเคลื่อน
เศรษฐา ทวีสิน นายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เดินสายไปขึ้นเวทีระดับโลกต่างๆ ทั้งการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา หรือการประชุมข้อริเริ่มสายแถบและเส้นทาง (Belt and Road Initiative Forum : BRF) เมื่อเร็วๆ นี้ มีการย้ำหลายครั้งถึงเรื่องการลดภาวะโลกร้อน โดยมีเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (carbon neutrality) ภายในปี ค.ศ.2050 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (net zero) ภายในปี ค.ศ.2065
เศรษฐา กล่าวถ้อยแถลงในการประชุม High-Level Forum ภายใต้หัวข้อ Green Silk Road for Harmony with Nature เพื่อบรรลุวิสัยทัศน์ เส้นทางสายไหมสีเขียวเพื่อความกลมกลืนกับธรรมชาติ โดยการเปลี่ยนผ่านสีเขียว ในทุกภาคส่วน โดยเปลี่ยนการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลมาเป็นพลังงานสะอาด
นอกจากนี้ ยังมีเรื่องการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไทยตั้งเป้าหมายเพิ่มพื้นที่สีเขียวทุกประเภทให้ครอบคลุมร้อยละ 55 ของพื้นที่ทั้งหมด และส่งเสริมกลไกการเงินสีเขียว เป็นเครื่องมือสำคัญในการจัดสรรเงินทุนสำหรับการเปลี่ยนผ่านสีเขียว
ช่วงปลายปีนี้ จะมีการการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 28 หรือ COP28 ที่เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ที่นายกฯเศรษฐาจะไปร่วมประชุมด้วย
ด้วยเพราะขณะนี้การเปลี่ยนสภาพภูมิอากาศยกระดับ จากภาวะโลกร้อน (Global Warming) เข้าสู่ภาวะโลกเดือด (Global Boiling) เนื่องจากอุณหภูมิโลกที่เพิ่มขึ้นในปัจจุบัน ส่งผลให้หลายประเทศทั่วโลกเผชิญกับสภาพอากาศแบบสุดขั้ว
เป็นวาระด่วนของโลก ที่ไม่เพียงแต่ภาครัฐจะดำเนินการฝ่ายเดียวได้ ภาคเอกชนและประชาชนจะต้องร่วมขับเคลื่อนไปด้วยกัน
ในส่วนของไทย มีการจัดตั้งกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมขึ้น รวมถึงการผลักดันร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. … หรือ กฎหมาย Climate Change เพื่อควบคุมการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาคบังคับ เป็นการวางเกณฑ์มุ่งไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำ
ร่าง พ.ร.บ. Climate Change นี้ภาคเอกชนต่างออกมาขานรับให้เร่งออกมาบังคับใช้โดยเร็ว เพราะจะเป็นคู่มือสำคัญในการกำหนดทิศทางการพัฒนาธุรกิจในอนาคต ควบคู่ไปกับแนวทางการดำรงชีวิตที่ทุกคนต้องยึดหลักความยั่งยืน
จะเป็นข้อบังคับให้ภาครัฐและเอกชนปฏิบัติตาม รวมไปถึงมาตรการส่งเสริมและสนับสนุนต่างๆ ซึ่งผู้บริโภคยุคใหม่หันมาใส่ใจกับสินค้าที่มีการดูแลสิ่งแวดล้อมมากขึ้น แม้จะต้องจ่ายเพิ่มก็ยินดี
หนึ่งในองค์กรที่ปรับตัวและผลักดันการลดภาวะโลกร้อนคือ บริษัท เสนา ดีเวลลอปเม้นท์จำกัด (มหาชน) ที่พัฒนาอสังหาริมทรัพย์แนวใหม่ เพื่อต่อยอดธุรกิจไปสู่ความยั่งยืนในอนาคต ภายใต้วิสัยทัศน์ มุ่งมั่นใช้ความรู้และประสบการณ์ในการพัฒนาที่อยู่อาศัย เพื่อให้ลูกค้าเกิดความคุ้มค่าสูงสุดในการเป็นเจ้าของ และสร้างความอุ่นใจในการดูแลหลังการขาย ด้วยการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและตอบแทนคืนสู่สังคม
เป็นเส้นทางในการนำมาสู่การพัฒนาโมเดลที่อยู่อาศัยประหยัดพลังงาน ภายใต้แนวคิด บ้านพลังงานเป็นศูนย์ และ คอนโด Low-Carbon
ดร.ยุ้ย ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทเสนาฯ เล่าให้ฟังว่าการพัฒนาดังกล่าวเป็นการต่อยอดมาจากแนวคิดบ้านโซลาร์ของเสนา ที่มองว่าการใช้ไฟฟ้าที่ผลิตจากโซลาร์ไม่เพียงพอต่อการรักษ์โลก จึงอาศัยหลักการออกแบบเพื่อควบคุมอุณหภูมิภายในบ้านให้เหมาะสมในแต่ละฤดูกาล
รวมถึงการเลือกใช้เทคโนโลยี วัสดุ อุปกรณ์สมัยใหม่ รวมถึงการใช้ประโยชน์จากแสงและทิศทางลมให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อให้ได้บ้านที่ประหยัดพลังงาน หรือจ่ายค่าไฟฟ้าเท่ากับศูนย์บาท หรือใกล้เคียงศูนย์บาทให้มากที่สุด
เราค่อยๆ ทำเปรียบเทียบกับค่าไฟ เมื่อก่อนจ่ายค่าไฟ 1,000 บาท ต่อมาจ่ายเหลือ 800 บาทต่อไปเหลือ 600 บาท ถ้าวันไหนที่พลังงานใช้เท่ากับ 0 แสดงว่าวันนั้นค่าไฟที่เคยจ่าย 1,000 บาท จะจ่าย 0 บาททันที
แม้คอนโดจะทำได้ยากกว่าบ้าน แต่ใช้หลักการออกแบบเติมให้มีความอัจฉริยะ เช่น มีระบบเปิด-ปิดไฟอัตโนมัติในพื้นที่ส่วนกลาง การติดตั้งโซลาร์เซลล์ การสร้าง smart mobility สนับสนุนสิ่งอำนวยความสะดวก มีรถไฟฟ้าหรืออีวีรับส่งไปยังระบบขนส่งสาธารณะ และอื่นๆ
มั่นใจว่า เทรนด์นี้ใช่ เราปักหมุดเลย หน้าที่เราพิสูจน์ให้ลูกค้าเห็นว่ามันดี ดร.ยุ้ยย้ำ
อย่างไรก็ตาม โลกแห่งความเป็นจริงในการทำธุรกิจ การทำผลิตภัณฑ์หรือบริการรักษ์โลก ย่อมแลกมากับต้นทุนที่สูงขึ้น แต่เสนาก็ไม่สามารถผลักภาระราคาที่สูงขึ้นให้กับผู้บริโภคได้ทั้งหมด
ยิ่งไปกว่านั้นหากมีการปรับขึ้นราคาของสินค้าหรือบริการ จะทำให้ความสามารถในการซื้อบ้านและการแข่งขันในตลาดลดลง ซึ่งเป็นการเสียเปรียบคู่แข่ง ทำให้ต้องหาวิธีที่ชาญฉลาดเพื่อลดต้นทุนเข้ามาช่วย ซึ่ง บ้านพลังงานเป็นศูนย์ และ คอนโด Low-Carbon สามารถตอบโจทย์เรื่อง ทำในสิ่งที่ดี และถูกลง เพราะอย่างน้อยสามารถช่วยให้ผู้บริโภคประหยัดค่าพลังงาน และยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอีกด้วย
แม้ว่าแนวคิด บ้านประหยัดพลังเป็นศูนย์ จะยังไม่สามารถบรรลุภารกิจในเรื่องความยั่งยืนด้าน การพัฒนาความยั่งยืนของโลก (The Global Goals For Sustainable Development) ขององค์กรสหประชาชาติ ได้ทั้ง 17 หัวข้อ แต่เสนาได้เลือกทำในหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับองค์กร ซึ่งถือว่ามีส่วนช่วยรับผิดชอบต่อสังคมได้ไม่มากก็น้อย ไม่ว่าจะเป็นการรักษาสิ่งแวดล้อม ลดมลพิษ และลดการใช้พลังงาน
การดูแลสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืนไม่ใช่กระแส แต่จะต้องร่วมมือกัน ทำให้เราบรรลุเป้าหมาย ไม่ใช่เรื่องของรัฐหรือองค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของคนทุกคน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ต้องร่วมผลักดันการใช้ชีวิตที่เน้นมิติการรักษาสิ่งแวดล้อมเพื่อการพัฒนาแบบยั่งยืนให้เป็นหัวใจสำคัญ เพื่อให้เราส่งต่อประเทศที่ดีให้กับคนรุ่นหลัง ดร.ยุ้ยตอกย้ำ
เป็นอีกหนึ่งแรงในการช่วยขับเคลื่อนประเทศสู่เป้าหมาย net zero ที่ตั้งไว้

