สัปดาห์นี้การเมืองไทยมีเรื่องหลายเรื่องที่วุ่นวายไปหมด แต่สองเรื่องที่ผมกล่าวถึงนี้ดูจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเตรียมการใช้จ่ายภาครัฐที่สำคัญทั้งคู่ และย่อมหมายถึงกระทบกับประชาชนแน่ๆ
เรื่องเงินดิจิทัลนั้นผมคิดว่ามันเป็นโครงการที่มีความมุ่งหมายที่ดี แต่ก็เป็นโครงการที่นำมาสู่ข้อถกเถียงในสังคมอยู่มาก
มากถึงขนาดที่ว่าในความรู้สึกผมนั้นน่าจะทำได้ เพราะรัฐบาลอยู่ในสถานะที่สามารถขับเคลื่อนนโยบายนี้ได้ แต่การวัดความสำเร็จคือเรื่องที่จะต้องนำมาพิจารณากันอย่างแน่นอน ว่าสุดท้ายแล้วจะวัดความสำเร็จทางเศรษฐกิจ และการเมืองได้อย่างไร
ถ้ามองในมุมข่าว ผมคิดว่ายังหาสำนักข่าวหลักที่สนับสนุนนโยบายนี้อย่างจริงจังได้น้อยมาก ท่าทีในข่าวเป็นเรื่องของการเล่นข่าวแบบรายงานว่ารัฐบาลจะทำอะไรวันไหน และให้พื้นที่กับฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์นโยบายมากกว่าพื้นที่ของผู้สนับสนุนนโยบายนี้ยกเว้นชาวบ้านถือป้ายต้องการเงินไม่มากนัก
ยังไม่นับข่าวที่นายกรัฐมนตรีในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังด้วย ก็ให้น้ำหนักกับการบอกกับประชาชนว่ามุ่งมั่นว่าจะทำให้ได้ แถมวิจารณ์ว่าจะไม่ปล่อยให้ฝ่ายวิจารณ์ที่ไม่มีหลักการอะไรมาทำให้นโยบายนี้เดินหน้าไม่ได้
แม้กระทั่งการทำข่าวความเห็นจากภาคธุรกิจเองก็ยังไม่ได้ออกมาเต็มตัวขนาดนั้น ยังคิดว่าอาจจะต้องมีการปรับนู่นปรับนี่อีก
ผมคิดว่าถ้านายกรัฐมนตรีคิดว่าตัวเองเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจริงๆ และคิดว่าเรื่องเงินดิจิทัลจริงๆ ก็ควรจะทุ่มเทในการตอบคำถามประชาชนและสื่อและคนที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างจริงจัง ไม่ใช่ปล่อยรัฐมนตรีช่วยว่าการตอบไปเสียทุกเรื่อง
เพราะเรื่องเงินดิจิทัลเป็นเรื่องใหม่ เป็นนวัตกรรมทางการเงินและงบประมาณนี่น่าสนใจ แต่สิ่งสำคัญคือความเชื่อมั่นของประชาชนและภาคธุรกิจที่จะมีต่อนโยบายใหม่นี้
ทราบว่ามีนักเศรษฐศาสตร์ที่เห็นด้วยกับนโยบายนี้อยู่บ้าง แต่ทำไมไม่เป็นที่สนใจของสื่อ ทั้งสื่อกระแสหลักและสื่ออิสระ ทั้งที่ในบรรยากาศทางการเมืองในวันนี้ทุกฝ่ายก็มีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นอย่างเต็มที่
จะว่าไปฝ่ายค้านเองที่ออกมาตั้งข้อสังเกตกับนโยบายนี้ก็ใช่ว่าจะได้รับความสนใจมากนัก
ยิ่งน่าแปลกไปใหญ่ คือไม่ได้เป็นเรื่องที่ว่า สังคมและสื่อให้ราคาข้อวิจารณ์จากฝ่ายค้านในเรื่องเงินดิจิทัลเท่าไหร่ ฝ่ายค้านเองก็ถูกวิจารณ์ไม่น้อย
แต่กลายเป็นว่าสังคมไปสนใจกับบรรดากลุ่มวิพากษ์วิจารณ์ที่ไม่ใช่นักการเมืองมากกว่า โดยเฉพาะทั้งนักวิชาการ อดีตข้าราชการธนาคารแห่งประเทศไทย และบุคคลสาธารณะ
สิ่งที่น่าสนใจจริงๆ ในเรื่องนี้คือ สื่อควรหาทางจัดงานร่วมกับสมาคมเศรษฐศาสตร์ที่จะนำเอาเรื่องนี้มาถกเถียงอย่างเป็นจริงเป็นจังมากกว่าการเชิญนักวิชาการมาเข้ารายการเฉยๆ
และอาจจะเป็นไปได้ที่จะเริ่มทำเรื่องราวเรื่องเหล่านี้จากในพื้นที่ต่างๆ ว่า ถ้านโยบายนี้เกิดขึ้นในพื้นที่ที่เป็นพื้นที่เมือง กับพื้นที่ชนบทจะมีความแตกต่างกันอย่างไร
นี่คือโอกาสที่ดีมากๆ ที่จะทำให้เราเข้าใจสังคมไทยมากขึ้นก่อนที่นโยบายนี้จะถูกขับเคลื่อนอย่างจริงจัง
นอกจากนี้ เรื่องราวของข้อมูลของประชาชนว่าปัญหาเศรษฐกิจต่างๆ ของพวกเขาคืออะไรเป็นเรื่องที่น่าสนใจยิ่งที่ทุกฝ่ายควรจะรับรู้เรื่องราวด้วยกัน เช่น โครงสร้างหนี้ของชาวบ้าน ระบบรายได้ และความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจของประชาชน
เงินหนึ่งหมื่นบาทต่อคนและมากกว่านั้นต่อครัวเรือน จะเข้ามามีผลในเรื่องนี้อย่างไร
เรื่องนี้น่าจะสำคัญไม่น้อยกว่าการถกเถียงว่าตัวทวีคูณหรือการหมุนเงินนั้นจะได้กี่รอบ เพราะเรื่องนั้นเป็นเรื่องของภาพรวมทางเศรษฐกิจ ที่รัฐบาลอาจจะคาดหวัง แต่ถ้าในมุมของประชาชน เงินจำนวนนี้จะทำอะไรได้บ้าง เพราะเรื่องที่คนจำนวนหนึ่งถูกนำเสนอคือจะได้เอาไปลงทุน
แต่เอาจริงเรื่องแรกคือโครงสร้างหนี้ของประชาชนในวันนี้จะถูกแก้ไขอย่างไร เมื่อมีเงินดิจิทัลเข้ามาเกี่ยวข้อง
อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญก็คือเรื่องของระบบการบริหารจัดการที่อ้างว่าจะใช้บล็อกเชน แต่จนถึงวันนี้ยังไม่เห็นข้อถกเถียงเรื่องนี้จากชุมชนคนไอทีที่สื่อสนใจจริงจังว่ามันทำได้จริงจังแค่ไหน และมากกว่านั้นเรื่องใหญ่ก็คือใครบ้างที่มีสิทธิเข้าถึงข้อมูลการใช้จ่ายของประชาชน
ข้อมูลการใช้จ่ายของประชาชนทั้งหมดจะเปิดสู่สาธารณะให้เกิดการเข้าถึงจากทุกคนเพื่อสามารถวางแผนธุรกิจได้ไหม หรือข้อมูลส่วนนี้จะถูกปิดเป็นความลับราชการ แต่เราจะรู้ไหมว่ามันรั่วไหลไปสร้างความได้เปรียบทางเศรษฐกิจให้ใครบ้าง
โดยสรุปคือยังมีเรื่องมากมายให้คิดในเรื่องนี้อีกมาก แต่ที่เขียนทั้งหมดนี้ไม่ได้จะด้อยค่าหรือไม่เห็นด้วยกับนโยบายไปทั้งหมด เพราะคิดว่ายังมีเรื่องที่เราไม่รู้อีกมาก และการอ้างว่ารัฐบาลมาจากการเลือกตั้งแล้วจะทำอะไรก็ได้คงไม่ใช่สาระสำคัญที่สุด เพราะในโครงสร้างระบอบประชาธิปไตยทุกวันนี้ ให้ความสำคัญทั้งในส่วนเลือกตั้ง และการตรวจสอบ
รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งก็ต้องถูกตรวจสอบได้ทั้งสิ้น บางครั้งไม่ใช่ตรวจสอบหลังนำนโยบายออกมาแล้ว เพราะบางอย่างนโนบายก็ทำไม่ได้ถ้าไม่ผ่านการตรวจสอบเสียก่อน ซึ่งในระบบการตรวจสอบนั้นมันเป็นกฎกติกาที่มีอยู่ และก็มีคนจับตาสนใจอยู่ในทุกฝ่าย
ส่วนในเรื่องของเรือดำน้ำของกองทัพเรือ ผมคิดว่าเรื่องที่ตลกก็คือรัฐบาลสื่อสารว่าเราสามารถยกเลิกสัญญาได้เมื่อรัฐบาลจีนไม่สามารถส่งมอบเครื่องยนต์ตามที่สัญญาไว้ได้ ซึ่งนั่นก็ดีแล้ว
แต่การย้ายไปซื้อเรือฟริเกตแทนอันนี้ยิ่งงงไปอีก เพราะต้องจ่ายเงินเพิ่มไปอีก แต่จะมาอ้างว่าเราบริหารการเงินได้ และเรือฟริเกตอยู่ในแผนอยู่แล้วมันไม่ได้ตอบคำถามสำคัญเลยว่าประเทศไทยมีอำนาจในการต่อรองมากแค่ไหนในความสัมพันธ์ระหว่างไทยจีน
เราเปิดวีซ่าให้จีนเข้ามาได้ แต่ไม่ได้มีเสียงถามว่าแล้วจีนเปิดให้เราเข้าฟรีอย่างเท่าเทียมกันไหม
เราซื้ออาวุธอื่น ทั้งที่การผิดสัญญาของจีนควรมีค่าปรับ แล้วเราควรได้รับการลดราคาไหม
ดังนั้นสื่อควรเปิดยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศของกองทัพเรือให้เห็นอย่างจริงจังว่าเขามีนโยบายอะไร และแผนการซื้ออาวุธในวันนี้ถึงวันหน้า
ยังมีเรื่องอีกมากมายที่ต้องถาม เพื่อผลประโยชน์แห่งชาติทั้งสิ้น
เสียดายแต่ยังไม่ค่อยได้ถามกัน
การถามเรื่องราวอย่างนี้ไม่ใช่การโจมตีโค่นล้มเพื่อไทยเสมอไป เพราะผมเชื่อว่าเพื่อไทยยังไงก็เป็นพรรคการเมืองที่อยู่มานาน และจุดมุ่งหมายคือการต้องการเป็นรัฐบาลที่ต้องการยอมรับจากประชาชน เพราะยังมีการเลือกตั้งครั้งหน้าที่อยากจะมีอำนาจอยู่
ดังนั้นพรรคแบบนี้เพื่อให้อยู่รอด เขาจะต้องปรับตัว น้อมรับความเห็นจากประชาชนในท้ายที่สุด เพื่อให้เขาอยู่รอดทางการเมือง มากกว่าดื้อดึงและการขนมวลชนออกมาปะทะเพื่อแตกหักหรอกครับ เพราะการแตกหักกับทุกฝ่าย มีแต่จะเสียหายและเสียเปรียบทั้งสิ้นเหมือนที่ผ่านๆ มานั่นแหละครับ

