ก.ก.แพ้เลือกนายก อบจ.กาญจน์ กระแสท้องถิ่นไม่เกี่ยวระดับชาติ

หมายเหตุ – ความเห็นนักวิชาการหลังปรากฏผลการนับคะแนนเลือกตั้งนายก อบจ.กาญจนบุรี แทน         นายสุรพงษ์ ปิยะโชติ หรือหมอหนุ่ย ลาออกไปรับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม โดย นพ.ประวัติ กิจธรรมกูลนิจ เบอร์ 2 จากทีมพลังกาญจน์ ได้คะแนน 142,204 คะแนน ชนะ นายสุกวี หรือทนายวี แสงเป่า เบอร์ 1 อดีตผู้สมัคร ส.ส.กาญจนบุรี พรรคก้าวไกล ได้คะแนน 81,659 คะแนน

ผศ.ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น
ผู้ช่วยอธิการบดีมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช

ข้อสังเกตจากการเลือกตั้งซ่อมนายก อบจ.กาญจนบุรี ที่ชัยชนะตกเป็นของกลุ่มเพื่อไทย ทิ้งขาดก้าวไกลกว่า 60,000 คะแนนนั้นภูมิทัศน์ทางจิตวิทยาที่มีต่อ 2 พรรคนี้เปลี่ยนไปจากที่ก่อนหน้านี้บรรยากาศในสังคมคิดว่าพรรคเพื่อไทย (พท.) จะสูญพันธุ์ต้องพ่ายแพ้แก่พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ในสนามเลือกตั้งระดับต่างๆ เพราะการตัดสินใจของเพื่อไทยที่จัดตั้งรัฐบาลกับขั้วรัฐบาลเดิม แต่ผลการเลือกตั้งนายก อบจ.กาญจนบุรีสะท้อนว่า เพื่อไทยเป็นฝ่ายตีปี๊บ ส่วนก้าวไกลแผ่วลง สร้างขวัญกำลังใจให้กับแฟนด้อมพรรคเพื่อไทยให้ฮึกเหิม ขณะที่บั่นทอนความมั่นใจของแฟนด้อมพรรคก้าวไกลลง ทำให้มุมมองของสังคมที่มีต่อความก้าวหน้าและถอยหลังของสองพรรคการเมืองที่เป็นคู่แข่งโดยตรงนี้เปลี่ยนไป เพื่อไทยมีราศีสูงขึ้นกว่าที่สังคมเคยมองก่อนหน้านี้

Advertisement

นอกจากนี้ มองว่า พิธา (พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้า ก.ก.) เอฟเฟ็กต์ในมุมกลับ กล่าวคือ การเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ที่ระยองก่อนหน้านี้ นายพิธาในฐานะหัวหน้า ก.ก.ลงพื้นที่หาเสียงแบบคลุกคลีกับผู้สมัครตลอดเวลา กระแสนายพิธาขณะนั้นยังตรึงให้ประชาชนหันมาลงคะแนนให้ก้าวไกลอย่างถล่มทลายจนชนะเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ระยอง แต่ขณะที่การเลือกตั้งซ่อมนายก อบจ.กาญจนบุรี นายพิธาไม่ได้เป็นหัวหน้าพรรคและไม่ได้ลงพื้นที่หาเสียงให้ จึงไม่มีกระแสตัวนายพิธามาสนับสนุนให้ผู้สมัครจาก ก.ก.ชนะการเลือกตั้งครั้งนี้ได้

ความแตกต่างระหว่างการเป็นคู่แข่งที่สมน้ำสมเนื้อในสนามเลือกตั้ง กล่าวคือ การเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ระยอง พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ไม่ใช่คู่แข่ง ก.ก.ที่อยู่ในระดับเดียวกัน เนื่องจาก พท.ไม่ส่งผู้สมัครลงแข่ง

กระแสความนิยมระหว่าง ก.ก.กับประชาธิปัตย์มีช่วงห่างกันมาก คะแนนที่ ก.ก.ชนะ ปชป.จึงท่วมท้น ขณะที่การเลือกตั้งซ่อมนายก อบจ.กาญจนบุรี เป็นการแข่งขันกันระหว่าง พท.ปะทะก้าวไกลโดยตรง วัดบารมีกันอย่างสมน้ำสมเนื้อในความเป็นสองพรรคการเมืองขนาดใหญ่อันดับหนึ่งและสองของประเทศจากจำนวน ส.ส.ที่ได้รับ ก้าวไกลเจอคู่แข่งในระดับเดียวกัน ทำให้ผลการเลือกตั้งจึงไม่เป็นไปอย่างที่ก้าวไกลคาดหวัง

การเลือกตั้งซ่อมนายก อบจ.กาญจนบุรี แม้เป็นสนามที่เล็กกว่าระดับชาติ แต่ก็เป็นรองเพียงการเลือกตั้ง ส.ส.เท่านั้น ผลการเลือกตั้งสามารถสะท้อนกระแสภายในจังหวัดได้ แต่ยังสะท้อนกระแสระดับชาติไม่ได้โดยตรงนัก เพราะไม่ได้ส่งผลต่อการเลือกตัวผู้จะมาเป็นนายกรัฐมนตรี ทำให้วิถีการลงคะแนนของประชาชนเปลี่ยนไปจากการลงคะแนนเลือกตั้งระดับชาติ อย่างไรก็ตาม จะส่งนัยสำคัญทางการเมืองในการเลือกตั้งนายก อบจ.ที่จะมีขึ้นในปี 2567 อย่างแน่นอน นั่นคือ ถ้าบริบทสถานการณ์ทางการเมืองยังดำเนินไปแบบปัจจุบัน พื้นที่ที่มี ส.ส.พท.ครอบครองอยู่ แนวโน้มจะไม่โดนเจาะจาก ก.ก. ฐานเสียง พท.ยังมีแนวโน้มเหนียวแน่น จังหวัดที่มี ส.ส.เพื่อไทยอยู่จะสามารถครองชัยชนะในการเลือกนายก อบจ.ครั้งหน้าได้

ข้อสังเกตเพิ่มเติม หากเป็นสนามเลือกตั้งซ่อมที่แยกเป็นครั้งๆ เช่นนี้ เหตุการณ์จะเหมือนคราวที่มีการเลือกตั้งซ่อมช่วงปี 2562-2564 ที่ ก.ก.จะแพ้ต่อพรรคฝ่ายรัฐบาลในการเลือกตั้งซ่อมในหลายเขต ถ้าคู่แข่งในสนามเลือกตั้งซ่อมโดยตรงเป็นพรรครัฐบาลหลักอย่างเช่นพรรคพลังประชารัฐที่ผ่านมา อาจเป็นเพราะสนามเลือกตั้งย่อยๆ แบบนี้ทางฟากฝั่งรัฐบาลสามารถระดมทรัพยากรและกลไกทางการเมืองเพื่อทุ่มเทเจาะจงลงไปในพื้นที่ได้ และคราวนี้รัฐบาลนำโดยเพื่อไทยนั่นเอง อนึ่ง การเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ระยองที่ผ่านมานั้นเป็นการแข่งขันกันเองระหว่างพรรคร่วมฝ่ายค้าน (ประชาธิปัตย์และก้าวไกล) ไม่ใช่แข่งกันระหว่างก้าวไกลกับพรรคแกนนำรัฐบาลอย่างเพื่อไทย

บทสรุปการเลือกตั้งท้องถิ่น อาจซ้ำรอยเดิมคือ ไม่ได้ตัดสินใจเลือกผู้สมัครด้วยกระแสระดับชาติ แต่เลือกอย่างมียุทธศาสตร์ในสายตาของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เช่น เลือกผู้สมัครที่เป็นฝั่งเดียวกับรัฐบาลเพื่อจะได้มีนโยบายหรืองบประมาณรัฐลงมาสนับสนุนท้องถิ่นที่ตนอาศัยอยู่ เลือกเพราะเป็นผู้มีบารมีกว้างขวางในพื้นที่ เลือกเพราะเป็นนายก อบจ.คนเดิมที่ช่วยเหลือกันมาก่อนหรือสายสัมพันธ์ ฯลฯ

รศ.ดร.ไชยันต์ รัชชกูล
คณะรัฐศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา

ก ารที่ ก.ก.แพ้เลือกตั้งท้องถิ่นไม่ใช่ครั้งแรก เลือกตั้งที่อื่นก็แพ้บ้านใหญ่ เช่น จังหวัดพะเยา แม้ว่าพรรคจะมีความนิยม แต่คนแยกแยะ ดูว่าถ้าเลือกคนนี้แล้ว จะได้ประโยชน์อะไรตรงๆ กัน หากเขารู้จักตัวผู้สมัคร หัวคะแนนก็สามารถเชื่อมโยงได้ แต่ถ้า ก.ก.ไม่สามารถเชื่อมโยงคนได้โดยตรง มีนโยบายที่สวยหรูก็อาจจะไม่ได้ทำให้ชนะ โดยเฉพาะการเลือกตั้งนายก อบจ. ไม่ใช่การเลือกตั้งระดับชาติไม่สามารถเปรียบเทียบ สะท้อนผลความนิยมถึงกันได้

คนเลือกตั้งในระดับท้องถิ่น เขาต้องรู้จักกันตรงๆ ต้องเชื่อมสัมพันธ์กันโดยตรง ระหว่างผู้สมัคร ทีมผู้สมัคร หรือหัวคะแนนของผู้สมัครมีความใกล้ชิดกันมากกว่า เลือกตั้งท้องถิ่นเขาไม่ได้เลือกตั้งเพื่อเอาตัวแทนไปเข้ารัฐสภาไปผลักดันนโยบายในระดับชาติ คนเขาไม่ได้คิดกันอย่างนั้น

อันนี้เป็นความก้าวหน้ามาก สำหรับการเลือกตั้งไทย เมื่อก่อนนักวิชาการเคยเรียกร้องแบบนี้ ว่าทำไมคนไทยไม่เลือกตามนโยบายไปนำหน้านิติบัญญัติ แต่ตอนนี้คนมันเป็นแบบนั้นแล้ว คนสามารถแยกแยะผลประโยชน์ เลือกคนไปผลักดันเชิงนโยบาย กับคนมาบริหารท้องถิ่นได้

ตอนนี้เลือกตั้งระดับชาติดูที่นโยบาย เลือกคนที่จะเข้าไปเปลี่ยนแปลงกฎหมายในสภาในด้านนิติบัญญัติ นับว่าเป็นความก้าวหน้ามากแม้ว่าจะใช้เวลานาน แต่ อบจ. อบต.เป็นการปกครองท้องถิ่น ชาวบ้านจะเลือกผู้ลงสมัครที่เชื่อมโยงกันกับชาวบ้านโดยตรงเข้ามา ต้องขอบคุณรัฐธรรมนูญปี 2540 แม้จะมีข้อไม่ดีหลายอย่าง เป็นหมุดหมายและก้าวที่สำคัญ ที่วางฐานให้คนรู้จัก อบจ., อบต. เทศบาลตำบล อำเภอ รู้ว่าเขาทำงานอย่างไร สามารถที่จะแทนนายอำเภอ หรือผู้ว่าราชการจังหวัดได้อย่างไรบ้าง

สำหรับก้าวไกลพยายามชูการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น เรื่องนี้ต้องใช้เวลา อย่างน้อยต้องจุดประกายที่ทำให้คนยอมรับก่อน พยายามผลักดันลงไปถึงระดับท้องถิ่น และกดดันกระทรวงมหาดไทย (มท.) ถ้าทำได้ จังหวัดนำร่องไปก่อน เช่น เชียงใหม่ ภูเก็ต ขอนแก่น เป็นตัวอย่าง แล้วผลักดันต่อไปได้

อย่างน้อยครั้งนี้เป็นบทเรียนให้กับพรรคก้าวไกล ว่าถ้าจะชนะการเลือกตั้งต้องทำอย่างไร ไม่ใช่เฉพาะการเอาคนที่มีความคิดดีหรือเป็นคนหน้าใหม่ในวงการ โดยที่ไม่ได้ติดต่อกับชาวบ้านโดยตรง

ถ้าพูดโดยหลักการทั่วไประบบของการบริหารการปกครองท้องถิ่นที่ค่อนข้างโอเคอยู่แล้ว ก้าวไกลมีโอกาสจะชนะมาก แต่ถ้ามันไม่เข้าลักษณะนั้น ถ้าท้องถิ่นมีความกระท่อนกระแท่นในการบริหารงาน ต้องให้น้ำหนักกับคนที่จะมาลงเลือกตั้งอย่างมาก เช่น กทม.มีระบบค่อนข้างดี เมื่อเทียบกับที่อื่นๆ ทำให้ไม่ยากที่พรรคก้าวไกลจะเสนอนโยบายแล้วชนะเลือกตั้ง

เปรียบเทียบอีก 2 จังหวัดที่รู้ คือ เชียงใหม่กับอุบลราชธานี พบว่า คนเชียงใหม่ตื่นตัวมากเกี่ยวกับการปกครองท้องถิ่น เมื่อเทียบกับคนอุบลฯ คนเชียงใหม่มีคนเก่าแก่ที่อยู่ในพื้นที่มานาน ผลักดันเรื่องถนน กระเช้าลอยฟ้า ทำให้คนท้องถิ่นมีโอกาสได้ร่วมมือ ชาวบ้านเขาได้ออกความเห็น แต่บางจังหวัดไม่เป็นอย่างนั้น

โจทย์สำหรับพรรคก้าวไกล คือ ต้องศึกษาแต่ละท้องถิ่น เพราะการแพ้หรือชนะแต่ละพื้นที่เป็นเรื่องเฉพาะจุด การแพ้ท้องถิ่นเป็นเรื่องในระดับจุลภาค ไม่สามารถบ่งบอกภาพในระดับมหภาคได้เสมอไป

ผศ.ดร.ณัฐกร วิทิตานนท์
คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ก ารเลือกตั้งระดับท้องถิ่นและการเลือกตั้งระดับชาติไม่เกี่ยวข้องกัน เพราะพฤติกรรมการเลือกตั้งทั้งสองระดับแยกกันค่อนข้างเด็ดขาด ย้อนดูได้จากผลการเลือกตั้งท้องถิ่นหลายครั้งที่ผ่านมา แม้ผลการเลือกตั้ง ส.ส.ผู้สมัคร ก.ก.จะได้รับชัยชนะ แต่การเลือกตั้งระดับท้องถิ่นกลับแพ้ ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นแล้วในหลายจังหวัด

เนื่องจากการเลือกตั้งท้องถิ่นมีปัจจัยในการตัดสินใจประชาชนแตกต่างออกไป ไม่ได้เลือกจากนโยบายใหญ่ระดับประเทศ แต่เลือกจากเรื่องใกล้ตัวความรู้จักมักคุ้น และการเข้าถึงประชาชน ขณะที่ผู้สมัครจาก ก.ก.ไม่ได้มาจากพื้นฐานการทำงานการเมืองในพื้นที่มาก่อนเหมือนนักการเมืองท้องถิ่นทั่วไปปฏิบัติกัน เช่น การไปทำบุญที่วัด การไปร่วมงานศพ ส่วนใหญ่เลือกจากคนหนุ่มสาวที่มีอุดมการณ์

แม้การเลือกตั้งระดับชาติกระแสของก้าวไกลจะดีแต่การเลือกตั้งระดับชาติก็ยึดโยงกับตัวบุคคลน้อยกว่ากับพรรค และการเลือกตั้งท้องถิ่นก็ไม่บังคับว่าต้องสังกัดพรรคการเมือง เวลาประชาชนตัดสินใจเลือกตั้งตัวบุคคลจึงมีน้ำหนักมากกว่า ดังนั้น ความนิยมและกระแสพรรคจึงไม่มีผลกับการเลือกตั้งท้องถิ่น เพราะวิธีคิดและตัดสินใจของประชาชนแตกต่างกัน

การเลือกตั้งท้องถิ่นโดยเฉพาะนายก อบจ.ที่มีขนาดพื้นที่ใหญ่ นอกจากต้องมีฐานเสียง มีเครือข่ายตั้งแต่ระดับล่างขึ้นมา กระแสพรรคอย่างเดียวไม่พอไม่สามารถทำให้คนรู้จักได้ทั้งหมดจึงต้องมีทีมงานคอยช่วย ซึ่งฝ่ายการเมืองเก่ามีเครือข่ายโครงสร้างที่แน่นหนากว่าเมื่อเปรียบเทียบกับก้าวไกลที่มีกระแสแบบวูบวาบ

แม้เป็นเรื่องยากที่ก้าวไกลจะเจาะพื้นที่เลือกตั้งท้องถิ่นระดับจังหวัดได้ แต่ยังมีโอกาสหากจังหวัดนั้นๆ มี ส.ส.อยู่ในพื้นที่ ก็อาจมีเครือข่ายในการลงพื้นที่ทำให้คะแนนกระเตื้องขึ้นมาได้ เช่น จ.เชียงใหม่ ที่มี ส.ส.ในพื้นที่ถึง 7 เขต จากทั้งหมด 10 เขต

อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งท้องถิ่นมีการประชาสัมพันธ์น้อยและไม่จัดเลือกตั้งล่วงหน้าเหมือนการเลือกตั้ง ส.ส. ทำให้ประชาชนไม่ตื่นตัวและการออกมาใช้สิทธิต่ำกว่าการเลือกตั้ง ส.ส. เพราะไม่มีคะแนนจากคนทำงานต่างถิ่นที่เป็นตัวแปรสำคัญ จึงเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ผลการเมืองระดับท้องถิ่นและระดับชาติแตกต่างกัน

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image