หน้าแรก การเมือง มหากาพย์ ‘เรื...

มหากาพย์ ‘เรือดำน้ำ’ คว่ำ U206A เยอรมนี รื้อ S26T ซื้อ ‘ฟริเกต’

24.10.23 | 06:00 น.

มหากาพย์ ‘เรือดำน้ำ’ คว่ำ U206A เยอรมนี รื้อ S26T ซื้อ ‘ฟริเกต’

ปิดฉากเกือบ 100% สำหรับ “เรือดำน้ำ S26T” ชั้นหยวนคลาส (Yuan Class) วงเงิน 13,500 ล้านบาท ของกองทัพเรือ (ทร.) ที่ติดปัญหาคาราคาซังเรื่องเครื่องยนต์ MTU 396 ของเยอรมนี ที่ไม่อนุมัติขายให้บริษัท China Shipbuilding & Offshore International Co., Ltd. (CSOC) จนกระทั่งจีนต้องเสนอเปลี่ยนเครื่องยนต์เป็น CHD 620 ของจีน

ยื้อกันไปยื้อกันมานานร่วม 2 ปี จนในที่สุด “นายกฯนิด” นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มีคิวบินไปร่วมการประชุมเวทีข้อริเริ่มสายแถบและเส้นทาง ครั้งที่ 3 (Belt and Road Forum for International Cooperation : BRF) และการเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 17-19 ตุลาคมที่ผ่านมา

พร้อมหนีบ “บิ๊กทิน” นายสุทิน คลังแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ไปด้วย เพราะมีคิวเข้าพูดคุยกับ “หลี่ เฉียง” นายกฯจีน รวมทั้ง สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน เพื่อเคลียร์ปม “เรือดำน้ำ” ให้จบในครั้งนี้

จนกระทั่ง “บิ๊กทิน” บินกลับมาตรวจเยี่ยม ทร.เมื่อวันที่ 20 ตุลาคมที่ผ่านมา พร้อมเปิดเผยบทสรุปว่า “ทร.ขอให้รัฐบาลพยายามให้ได้เครื่องยนต์นั้น นายกฯรับปาก ไปเจรจาก็ไม่เป็นผล จึงมาสู่แนวทางว่า ถ้าไม่สามารถที่จะให้เครื่องยนต์ตามข้อตกลงตามสเปก ทร.ขอ 2 แนวทาง

Advertisement

1.ขอเปลี่ยนรายการไม่เอาเรือดำน้ำก็ได้ แต่ขอเป็นเรือฟริเกต 3 ระบบ สามารถต่อสู้ทางอากาศ ผิวน้ำ ใต้น้ำ ส่วนราคาก็จะประมาณเรือดำน้ำ

2.ถ้าไม่ได้เรือฟริเกต ขอเป็นเรือ OPV เรือตรวจการณ์ระยะไกลทดแทน

ผมและรัฐบาลพิจารณาแล้วว่าขอเลือกแนวทางที่ 1 คือเรือฟริเกต ซึ่งราคาสูงกว่าเรือดำน้ำ 1,000 ล้านบาท โดยนำเงินการสร้างอู่เรือดำน้ำ ระยะที่ 3 ที่ยังไม่ทำสัญญา จะไม่กระทบงบประมาณ”

ไม่ใช่การยกเลิกสัญญาแต่เป็นการปรับปรุง หรือเปลี่ยนเงื่อนไขใหม่ “บิ๊กทิน” ยืนยัน พร้อมระบุว่า ภายใต้สัญญาภายใต้ข้อตกลงเดิมรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) เป็นข้อตกลงเดิม รัฐบาลไทยและจีน ถ้าบรรลุคือให้ระงับเรื่องเรือดำน้ำแล้วมาเขียนข้อตกลงขึ้นใหม่ว่าจะเอาเรือฟริเกต ส่วนเงินที่ไทยจ่ายไปแล้ว ไทยเสนอว่าขอให้เป็นเคลมเป็นค่าเรือฟริเกต ราว 7 พันล้านบาท เมื่อหักลบกับที่ยังไม่ได้จ่าย อีก 6,000 ล้านบาท อาจจะต้องเพิ่มอีก 1,000 ล้านบาท ส่วนราคารวมของเรือฟริเกตลำใหม่จากการศึกษาอยู่ที่ประมาณ 17,000 ล้าน…

ถึงแม้ “รบ.เศรษฐา” จะตัดสินใจเปลี่ยนเป็นเรื่องฟริเกตก็ตาม ยังต้องคุยกันในรายละเอียดเรื่องสัญญาอีกเยอะ จะแก้อย่างไร มีอะไรสุ่มเสี่ยงบ้าง โดยเฉพาะระเบียบการจัดซื้อจัดจ้าง

ขณะเดียวกัน คณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร (กมธ.ทหาร) ที่มี นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ในฐานะประธาน เตรียมเรียก “บิ๊กดุง”
พล.ร.อ.อะดุง พันธุ์เอี่ยม ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) มาชี้แจงในวันที่ 26 ตุลาคม

อย่างไรก็ตาม โครงการ “เรือดำน้ำ S26T” ถึงแม้จะทำให้ ทร.ต้องฝันค้าง แต่ก็มาไกลสุดนับตั้งแต่คิดริเริ่มที่จะจัดซื้อ หากไม่นับ “เรือดำน้ำ” ยี่ห้อปลาดิบยุคสงครามโลกครั้งที่ 1 ทั้ง 4 ลำแรกของไทย คือ ร.ล.มัจฉาณุ ลำที่สอง, ร.ล.วิรุณ, ร.ล.สินสมุทร, ร.ล.พลายชุมพล ในปี พ.ศ.2494

แต่ที่ ทร.คงเซ็งนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ถูก “รัฐบาล” จากพรรคเพื่อไทยคว่ำ หรือจมเรือดำน้ำ!! ถึงแม้จะไม่ตั้งใจก็ตาม ก็ถือว่ามีการยอมรับความจำเป็นในการจัดหา “เรือดำน้ำ” แล้ว เพียงแต่มีอุปสรรคมาขัดขวางไว้…

หากย้อนโครงการ “เรือดำน้ำ” ครั้งแรกสมัย “บิ๊กติ๊ด” พล.ร.อ.กำธร พุ่มหิรัญ ผบ.ทร. ช่วงปี 2552 ได้เสนอแผนพัฒนา ทร.ระยะ 10 ปี พร้อมหยิบโปรเจ็กต์ “เรือดำน้ำ” มาปัดฝุ่นอีกครั้ง คือเรือดำน้ำ U206A มือสองเยอรมนี จำนวน 6 ลำ วงเงิน 7.6 พันล้านบาท

ถูกตั้งเรื่องช่วงที่ “เดอะมาร์ค” นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นั่งนายกฯ และมี “สนามไชย 1” ชื่อคุ้นเคยอย่าง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แต่ก็เข้าอีหรอบเดิม เรื่องถูกดอง?

จนกระทั่งเปลี่ยนรัฐบาลมาเป็น “นายกฯปู”น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โดยมี “บิ๊กอ๊อด” พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่แต่งตั้งคณะศึกษากรณีเรือดำน้ำขึ้นมา 1 ชุด โดยให้ พล.ร.อ.ประเสริฐ บุญทรง อดีต ผบ.ทร. เป็นประธาน พร้อมด้วยผู้ทรงคุณวุฒิจาก 3 เหล่าทัพ และนักวิชาการ สรุปข้อมูลทุกแง่ทุกมุมประกอบการตัดสินใจ “เซย์เยส” หรือ “เซย์โน”โครงการนี้ก่อนเส้นตายวันที่ 30 ก.ย.54 แต่ก็ไม่จบเช่นเดิม

โครงการถูกส่งต่อมาในยุค “บิ๊กหรุ่น” พล.ร.อ.สุรศักดิ์ หรุ่นเริงรมย์ ผบ.ทร. โดย “รบ.ปู” มีการปรับ ครม. ให้ ‘บิ๊กโอ๋’ พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต นั่งสนามไชย 1 จนในที่สุด “เรือดำน้ำ U206A” มือ 2 ของเยอรมนีก็ถูกคว่ำลง เนื่องจากการประเมินเวลานั้น อาจไม่คุ้ม ถูกโจมตีต่างๆ!!!

ทำให้โครงการ “เรือดำน้ำ” ถูกเก็บเข้าลิ้นชัก และปรับเปลี่ยนเป็นโครงการเรือฟริเกต 2 ลำ มูลค่า 3 หมื่นล้านบาท ทดแทน เป็นที่มาของเรือ “ฟริเกต” ลำแรกสัญชาติกิมจิ (เกาหลี) แบบสเตลท์ วงเงิน 14,600 ล้านบาท ในยุค “นายกฯปู” นั่งควบ “รมว.กลาโหม” แต่ ทร.ก็ได้เพียงลำเดียว และแขวนเรือ ฟริเกต ลำที่ 2 ไว้นับตั้งแต่นั้น…

เมื่อเข้าสู่ยุค “รบ.คสช.” คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่เข้ายึดอำนาจ นำโดย “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ “พี่ป้อม” กลับมานั่ง “รมว.กลาโหม” อีกครั้ง

ทำให้โครงการ “เรือดำน้ำ” ถูกหยิบขึ้นมาปัดฝุ่นอีกครั้ง สมัยอดีต ผบ.ทร.คือ “บิ๊กตั้ม” พล.ร.อ.ไกรสร จันทร์สุวานิชย์ส่งต่อ “บิ๊กณะ” พล.ร.อ.ณะ อารีนิจ โดยมี “บิ๊กลือ” พล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์ เสนาธิการทหารเรือ ในฐานะประธานกรรมการบริหารโครงการจัดหาเรือดำน้ำ ช่วงปี’59-60 และในที่สุดกลางปี’60 รัฐบาลได้อนุมัติการจัดหา “เรือดำน้ำ S26T” ชั้นหยวนคลาส (Yuan Class) วงเงิน 13,500 ล้านบาท นับตั้งแต่นั้น

กระทั่งติดปัญหาโควิด-19 โยกงบประมาณ รวมทั้งเรื่องเครื่องยนต์ MTU 396 ของเยอรมนี นำมาสู่การชะลอโครงการตามที่
“บิ๊กทิน” ว่าไว้ แต่ศัพท์ที่เข้าใจของแวดวงการเมืองทหารคือ ยกเลิก ล้มเลิก พับเก็บเข้าลิ้นชัก หรือจมเรือดำน้ำแบบที่ถูกล้อเลียน

จนเป็นที่มาโปรเจ็กต์เรือ “ฟริเกต” ดังที่ปรากฏเป็นข่าวอยู่ในขณะนี้