‘เศรษฐา’ ตั้ง ‘อุ๊งอิ๊ง’ นั่งประธานบอร์ดบริหารพัฒนาระบบสุขภาพฯ อีก 1 ตำแหน่ง คุมยกระดับ 30 บาททั่วไทย
เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการพัฒนาระบบสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2566 พร้อมด้วย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร รองประธานคณะกรรมาการพัฒนาระบบสุขภาพแห่งชาติ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขานุการคณะกรรมการ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และคณะกรรมการจากภาคส่วนต่างๆ ทั้งกระทรวงกลาโหม กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงแรงงาน สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร สภาวิชาชีพด้านสุขภาพ สมาคมโรงพยาบาลเอกชน สำนักงานสภาองค์กรของผู้บริโภค และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เข้าร่วมประชุมพร้อมกันเป็นนัดแรก หลังจากที่มีการลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการชุดนี้เมื่อวันที่ 3 ต.ค.ที่ผ่านมา (อ่านข่าว : นายกฯ เซ็นตั้ง 23 คน นั่งบอร์ดพัฒนาระบบสุขภาพแห่งชาติ “อุ๊งอิ๊ง” รองปธ.)
นายเศรษฐากล่าวว่า รัฐบาลมีนโยบายขับเคลื่อนการสาธารณสุขของประเทศ โดยยกระดับระบบบริการสุขภาพด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและสร้างระบบสาธารณสุขที่เหมาะสมสำหรับทุกคนบนแผ่นดินไทย มุ่งเน้นให้ทุกคนมีสุขภาพกายและใจที่แข็งแรง เข้าถึงระบบบริการสุขภาพได้อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม ซึ่งวันนี้เป็นการประชุมคณะกรรมการครั้งแรก เพื่อขับเคลื่อนนโยบายด้านสุขภาพ โดยเฉพาะการสร้างและพัฒนาระบบสาธารณสุขให้มีประสิทธิภาพ สร้างความมั่นคงด้านสุขภาพในระยะยาวให้เกิดความเท่าเทียม เป็นธรรมและเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน โดยมีการหารือ 5 ประเด็นเร่งด่วนตามนโยบายยกระดับโครงการ 30 บาท ที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วนทั้งในและนอกระบบสาธารณสุข
นายเศรษฐากล่าวต่อว่า ได้แก่ 1.บัตรประชาชนใบเดียวรักษาได้ทุกที่ 2.มะเร็งครบวงจรและการให้วัคซีนป้องกันการติดเชื้อเอชพีวี (HPV) 3.สถานชีวาภิบาล 4.การเพิ่มการเข้าถึงบริการในเขตกรุงเทพมหานคร (กทม.) และจังหวัดเชียงใหม่ และ 5.การดูแลเรื่องสุขภาพจิต/ยาเสพติด ซึ่งเป็นประเด็นที่สอดรับกับนโยบายของรัฐบาลที่ได้ให้คำมั่นไว้กับประชาชน
นายเศรษฐากล่าวอีกว่า ที่ประชุมยังได้เห็นชอบให้มีการแต่งตั้ง “คณะกรรมการบริหารการพัฒนาระบบสุขภาพแห่งชาติ” ทำหน้าที่ติดตามและกำกับการดำเนินงานให้เป็นไปอย่างบูรณาการและมีประสิทธิภาพ โดยให้ น.ส.แพทองธาร เป็นประธาน และมีกรรมการจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดความมั่นคงทางสุขภาพในระยะยาวของประเทศ ให้คนไทยแข็งแรง ประเทศชาติมั่นคง นำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านอุตสาหกรรมการแพทย์และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ สร้างเศรษฐกิจที่เข้มแข็งและเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป นอกจากนี้ ยังได้เห็นชอบตามที่ปลัดกระทรวงสาธารณสุขเสนอให้พิจารณาแต่งตั้งผู้แทนในคณะกรรมการพัฒนาระบบสุขภาพแห่งชาติ เพิ่มเติม 2 ตำแหน่ง คือ นายกสภาการสาธารณสุขชุมชน และ นายกสภาการแพทย์แผนไทย
ด้าน น.ส.แพทองธารกล่าวว่า ขอนำเสนอหลักการยกระดับหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค คือการได้รับบริการสุขภาพเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของคนไทยทุกคน ทั้งการวินิจฉัยรักษา ส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรคและฟื้นฟูสุขภาพหลังการรักษาโรค ประเทศไทยขับเคลื่อนโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคมามากกว่า 2 ทศวรรษ เริ่มตั้งแต่ปี 2544 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งครอบคลุมการจัดหาหลักประสุขภาพแก่ประชาชน การเพิ่มการเข้าถึงบริการ การเพิ่มคุณภาพของการบริการทางการแพทย์และการลดค่าใช้จ่ายทางสุขภาพและการแพทย์ให้แก่ประชาชน
อย่างไรก็ตาม สำนักงานสถิติแห่งชาติได้สำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน พ.ศ.2531-2560 หลังการดำเนินโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค พบว่า ครัวเรือนที่กลายเป็นครัวเรือนยากจนจากการจ่ายค่ารักษาพยาบาล มีจำนวนลดลงจาก 250,000 ครัวเรือนในปี 2531 เหลือเพียง 52,000 ครัวเรือนในปี 2560 โดยประเทศไทยมีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าครอบคลุมร้อยละ 99.6 ของประชากร ซึ่งมากกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ที่อยู่ประมาณร้อยละ 98
“หลักประกันสุขภาพฯประสบความสำเร็จในการประกาศใช้มากว่า 20 ปี วันนี้จึงมีความจำเป็นต้องยกระดับนโยบายให้สอดคล้องกับสภาพสังคมและวิถีชีวิตในปัจจุบันเพื่อให้มั่นใจว่านโยบายนี้ยังคงเป็นหลักประกันสุขภาพฯที่ดีที่สุด และเหมาะสมที่สุดสำหรับประชาชนทุกคนและทุกพื้นที่ของประเทศไทย และเพื่อการปูทางสู่อนาคตที่ดียิ่งขึ้นของโครงสร้างระบบสาธาณสุขในทุกมิติ” น.ส.แพทองธารกล่าว
น.ส.แพทองธารกล่าวว่า ที่ผ่านมาพบประเด็นสำคัญคือการกระจายบุคลากรทางการแพทย์ยังไม่เหมาะสม ยังขาดแคลนพยาบาลและระบบส่งต่อผู้ป่วยยังไม่เชื่อมต่อถึงกัน ทำให้เกิดปัญหา 1.ความเหลื่อมล้ำในการรับบริการ 2.ความแออัด การรอคอยการรักษาในชนบท 3.คุณภาพ และ 4.การเข้าถึงระบบการแพทย์ได้ลำบาก โดยเฉพาะพื้นที่ห่างไกลที่ต้องใช้เวลาและเงินในการเดินทางเข้ามาในตัวจังหวัด ขณะที่ปัจจุบันมีเทคโนโลยีในการพัฒนาระบบต่างๆ ดังนั้น ก้าวต่อไปของการยกระดับหลักประกันสุขภาพฯจะต้องมุ่งเน้นการกระจายการรักษา เพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องเวลารอคอยของผู้ป่วย และจะต้องพัฒนาระบบฐานข้อมูลเป็นระบบดิจิทัลทั้งหมดเพื่อรองรับนโยบาย 30 บาทรักษาได้ทุกที่ ให้เกิดความสะดวกในการสืบค้นประวัติการรักษาพยาบาลของผู้ป่วย ไม่ว่าจะเข้ารักษาในที่ใดก็ตามจะต้องสามารถยื่นบัตรประชาชนใบเดียวได้ก็จะเข้ารักษาได้ทุกที่ทั่วประเทศ
“กรณีโรคไม่ร้ายแรงก็จะต้องสามารถรักษาผ่านระบบออนไลน์และจ่ายยาได้รวดเร็ว แต่ถ้าเป็นโรคที่ต้องเดินทางไปพบแพทย์ก็จะต้องสามารถนัดหมายล่วงหน้าผ่านระบบออนไลน์ได้ หรือถ้าต้องเจาะเลือดก็สามารถเจาะเลือดได้ที่คลินิกใกล้บ้าน เพื่อนำผลเลือดไปพบแพทย์ในวันถัดไป ดังนั้น จุดเปลี่ยนสำคัญคือการนำเทคโนโลยีดิจิทัลที่ทันสมัยเข้ามาพัฒนาระบบบริการ ภายใต้หลักการที่มีผู้รับบริการเป็นศูนย์กลาง โดยเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพประชาชน และอำนวยความสะดวกให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สามารถเข้าถึงข้อมูลผู้ป่วยได้ เพื่อลดขั้นตอนการบริการ
“สำหรับผู้ป่วยในพื้นที่ห่างไกลจะต้องเข้าถึงแพทย์เฉพาะทางได้ทันท่วงทีมากขึ้น ไร้ข้อจำกัด ผ่านระบบเทเลเมดิซีน (Telemedicine) พร้อมส่งยาไปถึงบ้านผู้ป่วยด้วยระบบที่ทันสมัย” น.ส.แพทองธารกล่าว
น.ส.แพทองธารกล่าวต่อว่า มั่นใจว่าหากนโยบายการยกระดับหลักกันสุขภาพฯแล้วเสร็จสมบูรณ์ ประเทศไทยจะมีระบบสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และเพิ่มขีดความสามารถในการดูแลพี่น้องชาวไทยได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
- ‘เศรษฐา’ หัวโต๊ะถกบอร์ดพัฒนาระบบสุขภาพฯ นัดแรก พรุ่งนี้! เพิ่มอีก 2 วิชาชีพร่วมทีม
- ‘เศรษฐา-อุ๊งอิ๊ง’ถกบอร์ดพัฒนาระบบสุขภาพฯนัดแรก นำร่องใช้บัตรปชช.ใบเดียวรักษาได้ทุกโรคทุกที่4จังหวัด

