‘พริษฐ์’ ชี้ รับได้ หากต้องทำประชามติ 2 ครั้ง ลั่น แม้แก้ รธน.ทั้งฉบับ แต่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงการปกครองได้ เชื่อ เวลาผ่านไปไม่ถึงปี ไม่มีเหตุผลอะไรให้คนเคยเห็นชอบเปลี่ยนจุดยืน ขณะที่ ส.ส.พปชร. ขอเวลาให้รัฐบาลดำเนินการก่อน ไม่ควรทำข้ามหัวสร้างความสับสน ด้าน ‘ขัตติยา’ หวั่น ถูก ส.ว.ขวาง หากใช้กลไกสภา มั่นใจอนาคตพูดได้เต็มปากได้ รธน.เต็มใบ
เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 25 ตุลาคม ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานที่ประชุม ภายหลังเปิดให้สมาชิกหารือปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนแล้ว เข้าสู่การพิจารณาญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาเห็นชอบและแจ้งให้คณะรัฐมนตรีดำเนินการให้มีการออกเสียงประชามติเพื่อสอบถามความเห็นของประชาชนต่อการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) เป็นผู้เสนอ
นายพริษฐ์ กล่าวเสนอญัตติว่า พรรค ก.ก. ขอยืนยันว่าการแก้ไขรายมาตราอย่างเดียวไม่เพียงพอ ต่อการแก้ไขปัญหาทั้งหมด แต่เราจำเป็นต้องมีการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่มีความชอบธรรมทางประชาธิปไตย เพราะรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีปัญหาขาดความชอบธรรมทั้งที่มา กระบวนการ เนื้อหา อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มีการท้วงติงว่าการจัดทำประชามติอย่างน้อย 2 ครั้ง คือ ก่อนและหลังยกร่างรัฐธรรมนูญ โดยหลังยกร่าง หลายฝ่ายไม่ได้ทักท้วง แต่ที่ยังมีข้อถกเถียงกันคือก่อนยกร่างรัฐธรรมนูญจะต้องดำเนินการกี่ครั้ง
นายพริษฐ์กล่าวอีกว่า การจะมีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) จะต้องเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน โดยเพิ่มเรื่องนี้เข้าไป ซึ่งตามรัฐธรรมนูญมาตรา 256(8) กำหนดไว้ว่าการเปลี่ยนแปลงแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นจะต้องจัดทำประชามติ 1 ครั้งเสียก่อนตั้ง ส.ส.ร. ซึ่งตรงนี้ตรงกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แต่มีบางฝ่ายตีความว่าจะตั้งทำประชามติก่อนแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 ดังนั้น จึงกลายเป็นข้อถกเถียงว่าก่อนที่จะมี ส.ส.ร.นั้นจะต้องทำประชามติ 1-2 ครั้ง ซึ่งในทางการเมือง พรรค ก.ก. ยอมได้หากจะมีการทำประชามติอีก 1 ครั้งรวมเป็น 2 ครั้งก่อนที่จะมี ส.ส.ร.
ทั้งนี้ ย้ำว่า ส.ส.ร.จะต้องมาจากการเลือกตั้ง 100% ส่วนข้อกังวลที่ห่วงว่าจะไม่มีผู้เชี่ยวชาญเข้ามายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้น ส.ส.ร.สามารถเปิดให้มีผู้เชี่ยวชาญเข้ามาแนะนำ ให้คำปรึกษาได้ ขณะที่ข้อกังวลว่าการยกร่างรัฐธรรมนูญจะเป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐและการปกครองนั้น ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 255 ของรัฐธรรมนูญห้ามไว้ว่าการกระทำนั้นไม่สามารถทำได้อย่างแน่นอน
นายพริษฐ์กล่าวด้วยว่า คำถามที่เรานำเสนอเพื่อใช้สำหรับถามในการทำประชามติ เป็นคำถามที่ทุกพรรคการเมืองสภา ชุดที่แล้ว นำเสนอไว้ก่อนแล้ว ไม่ใช่คำถามใหม่ เพราะเคยเสนอโดย นายณัฐวุฒิ บัวประทุม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรค ก.ก. และนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย (พท.) และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง มาแล้วเมื่อปี 2565 และยิ่งกว่านั้นญัตติคราวที่แล้ว เดือนพฤศจิกายน 2565 ได้รับมติเอกฉันท์ท่วมท้นจากทุกพรรคการเมืองหลัก
ดังนั้น ส.ส.ทุกคนที่เคยให้ความเห็นชอบ ตนเชื่อว่าเวลาผ่านไปยังไม่ถึงหนึ่งปี คงไม่มีเหตุผลที่จะทำให้ ส.ส.เปลี่ยนจุดยืน แต่หากจะเปลี่ยนจุดยืน ตนก็หวังว่าส.ส.เหล่านั้นจะรับผิดชอบอภิปรายต่อสภา ว่าทำไมจุดยืนถึงเปลี่ยนแปลงไป
จากนั้น นายอรรถกร ศิริลัทธยากร ส.ส.ฉะเชิงเทรา พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นสิ่งที่จำเป็น แต่ต้องคำนึงว่าการแก้ไข้ต้องแก้ให้เหมาะสมกับเวลา และสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งญัตติที่เพื่อนสมาชิกเสนอให้แก้ไขได้ทั้งฉบับ แน่นอนว่ารวมถึงหมวด 1 และหมวด 2 ตน และพรรคพลังประชารัฐยืนยันมาตลอด ว่าหากเป็นการแก้ไขดังกล่าวพรรคจะไม่ร่วมแก้ไขอย่างแน่นอน เรามีจุดยืนชัดเจนที่จะไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญหมวด 1 และหมวด 2
นอกจากนี้ ตนยังเห็นความตั้งใจจริงของรัฐบาลที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ ในอนาคตอย่างจับต้องได้เป็นรูปธรรม เราจึงควรให้เวลารัฐบาล และอนุกรรมการทั้งสองคณะที่ตั้งขึ้น หากกระบวนการไม่คืบหน้า ตนจะเป็นคนหนึ่งที่ใช้กลไกรัฐสภามาทวงถามเร่งรัดรัฐบาล และคณะอนุกรรมการทั้งสองคณะ ถ้าตนเห็นชอบญัตติในวันนี้จะเป็นการข้ามหัวรัฐบาล และอนุกรรมการทั้งสองคณะที่กำลังทำงานอยู่ จึงขอย้ำว่าขอให้เวลารัฐบาลได้ทำงานด้านการเมืองคือการพิจารณาการทำประชามติพร้อมกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ควบคู่ไปกับการแก้ไขปัญหาปากท้องให้ประชาชน ที่วันนี้มีความคืบหน้าแล้วหลายนโยบาย
“ผมยืนยันว่ายังเชื่อมั่น และยังให้เวลารัฐบาล ว่าในอนาคตอันใกล้การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะถูกแก้ไขอย่างแน่นอน และเพื่อไม่ให้เกิดความสับสน หากเรารับญัตติของนายพริษฐ์จะเป็นการทำงานซ้ำซ้อน จึงคิดว่าวันนี้ยังไม่ถึงเวลา” นายอรรถกรกล่าว
ขณะที่ น.ส.ขัตติยา สวัสดิผล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรค พท.กล่าวว่า คงไม่มีใครปฏิเสธว่ารัฐธรรมนูญ 60 มีปัญหาทั้งที่มา และเนื้อหา ทุกท่านทราบดีว่ากระบวนการได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญ 60 ไม่มีความเป็นประชาธิปไตยเต็มใบ แม้จะมีการทำประชามติแต่ไม่มีความเสรี ความเสมอภาค และความเป็นธรรม ที่สำคัญมีการเชิญชวนให้สำคัญผิดว่ารับไปก่อนค่อยแก้ภายหลัง ส่วนปัญหาด้านเนื้อหา เช่น สิทธิต่างๆของประชาชนในรัฐธรรมนูญ 40–50 ไม่มีการกำหนดในรัฐธรรมนูญ 60 มีการกำหนดยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ ทั้งนี้ ตลอดเวลาที่พรรคเพื่อไทยหาเสียงเราเสนอนโยบายต่างๆ มากมาย หนึ่งในนโยบายสำคัญคือเราจะทำประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ ดังนั้น ขอให้ความเชื่อมั่นว่ารัฐบาลที่นำโดยพรรคเพื่อไทย จะจัดทำประชามติให้เกิดขึ้นจริงตามที่เราได้ให้สัญญาไว้กับประชาชน
น.ส.ขัตติยากล่าวต่อว่า ตนไม่ได้ปฏิเสธหลักการเรื่องอำนาจการทำประชามติโดยใช้กลไกรัฐสภา หาก ส.ส. ส.ว. เห็นพ้องกัน และส่งให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ดำเนินการตามดุลยพินิจ แต่ในทางเทคนิคการใช้กลไกดังกล่าวตาม มาตรา 9(4) อาจทำให้ความชอบธรรมของรัฐธรรมนูญใหม่ด่างพร้อย เพราะประชามติจากรัฐสภาจำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจาก ส.ว.ด้วย
ตนกังวลว่า ส.ว.ชุดนี้จะยอมให้มีการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ เพราะมีที่มาจากรัฐธรรมนูญ 2560 ตนจึงเห็นว่า เราควรทำประชามติด้วยวิธีการตาม มาตรา 9(2) คือตามกลไกลคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพราะเป็นกลไกที่ไม่ต้องใช้ความเห็นชอบจาก ส.ว. ซึ่งจะเป็นการย้ำว่าการทำประชามติจะเกิดขึ้นแน่นอน
“เราไม่ควรกำหนดคำถาม เพื่อให้มีความเป็นอิสระไม่ชี้นำ สิ่งที่จะเกิดขึ้นทั้งหมดเพื่อให้แน่ใจว่ารัฐธรรมนูญจะถูกร่างใหม่จริงๆ สิ่งที่น่าจับตามอง คือ การทำประชามติภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทย จะแตกต่างจากปี 2559 อย่างแน่นอน ครั้งนี้เราจะพูดได้อย่างเต็มปากว่าเป็นรัฐธรรมนูญเต็มใบ เพราะรับฟังความเห็นประชาชนอย่างแท้จริง
และขอฝากถึง ส.ส.ร. ในอนาคตให้ใช้ความรอบคอบ รัดกุม เพื่อให้รัฐธรรมนูญใหม่มีรายละเอียดครบถ้วนเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ไม่ทำให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นเงื่อนไขความขัดแย้งใยอนาคต และเพื่อที่เราจะได้ใม่ต้องใช้บริการศาลรัฐธรรมนูญบ่อยๆ” น.ส.ขัตติยากล่าว

