ส.ก.ติดใจ ผู้ว่าฯ ของบให้ ‘Caregiver’ อาสาดูแลสูงวัย ชี้แบบนี้ง่ายกว่าไหม? ด้าน รองผู้ว่าฯ แจง ไม่เหมือนพยาบาล
เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม ที่ห้องประชุมสภากรุงเทพมหานคร อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหาคร พร้อมด้วยผู้บริหาร และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ทั้ง 50 เขต มีกำหนดการร่วมประชุม สภากรุงเทพมหานคร สมัยประชุมสามัญ สมัยที่สี่ (ครั้งที่ 4) ประจำปีพุทธศักราช 2566
โดย นายชัชชาติ เสนอญัตติ ร่างข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับอาสาสมัครบริบาลกรุงเทพมหานคร พ.ศ. … (Caregiver) ซึ่งมีการกำหนดค่าตอบแทนต่างๆ ให้อาสาสมัคร เพื่อให้มีการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ในเรื่องการดูแลผู้สูงอายุ ทั้งนี้ หลังจากการเสนอญัตติ ผู้สื่อข่าวรายงานว่ามีสมาชิกสภา กทม.ร่วมอภิปรายเป็นจำนวนมาก
ในตอนหนึ่ง นายนภาพล จีระกุล ส.ก.เขตบางกอกน้อย พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวเสริมญัตติว่า อาสาสมัครเป็นงานที่หนัก ในข้อบัญญัติน่าจะมีข้อกำหนดว่าต้องมีการตรวจสภาวะจิตใจ เป็นเงื่อนไขในการเข้ามาเป็นอาสาสมัครบริบาลกรุงเทพมหานคร ต้องมีคุณสมบัติเหมือนการสมัครงานทั่วไป รวมถึงตั้งข้อสังเกตว่าต้องผ่านการอบรมเฉพาะทางด้วยหรือไม่
“เวลาเรียนเรามีสอบเทียบ คนที่เรียนพยาบาล เขาอบรม เรียนมาแล้ว มีความเชี่ยวชาญทางด้านนี้ พวกนี้ต้องอบรมด้วยไหม หรือเข้ามาดำเนินการได้เลย” นายนภาพลกล่าว
นายนภาพลกล่าวต่อว่า ประการที่ 2 ในข้อบัญญัติของท่านข้อ 3 เขียนว่า อาสาสมัครบริบาลต้องไม่เป็นเจ้าหน้าที่ของ กทม.ทำไมท่านถึงละไว้ในส่วนนี้
“ถ้าเป็นเจ้าหน้าที่ กทม.ไม่ได้ใช่ไหม บางทีพยาบาลซึ่งอยู่สังกัด กทม.ออกเวร เขาไปทำได้ไหม ผมไม่แน่ใจว่าวันหนึ่งให้ทำกี่ชั่วโมง เหมือนอาสาปกติ 8 ชม. ไหม ค่าจ่ายเหมือนอาสาสมัคลานกีฬาหรือยังไง หรือให้มากกว่า แล้วทำไมไม่เอาอาสาสมัครที่มีอยู่ มีความรู้เบื้องต้นอยู่แล้วไปเรียนเพิ่มเติม มันน่าจะง่ายกว่าไหม ถ้าท่านเปิดกว้างกรณีอาสาสมัคร
“ยิ่งกว่านั้น ท่านกำหนดว่าอาสาสมัครเป็นบุคคล นอกพื้นที่ กทม.ก็ได้ด้วย ไม่ทราบวัตถุประสงค์ตรงนี้ ทำไมไม่เอาคน กทม.มาดำเนินการเป็นชุดแรกๆ ที่ทำ แล้วอบรมครั้งหนึ่งได้ไม่เกิน 60 คน ผมว่าคงใช้เวลาค่อนข้างเยอะ ตอนนี้สังคมไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแล้ว ผมดูในนิยามของผู้สูงอายุมันต่างกันในแต่ละประเทศ แต่ประเทศไทยน่าจะอายุ 60 ปี ขึ้นไป” นายนภาพลชี้
จากนั้น นายนภาพลกล่าวเสริมความเห็นของ นางกนกนุช กลิ่นสังข์ ส.ก.เขตดอนเมือง ว่าสมมุติเป็นญาติของผู้ที่เข้าไปอบรมเรื่องนี้ เมื่ออบรมเสร็จเขาสามารถเป็นอาสาบริบาล แล้วดูแลญาติพี่น้องตัวเองได้ โดยมีค่าใช้จ่ายตรงนี้ให้หรือไม่ อย่างไร
ด้าน น.ส.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าฯ กทม. ชี้แจงว่า ในแง่ของชั่วโมงเรียน มีการเทียบชั่วโมงเรียนและชั่วโมงทักษะกับมาตรฐานกลางอยู่แล้ว ซึ่งการอบรม Caregiver ในระดับ 70 หรือ 420 ชม. นั้น จะมีระดับสมรรถนะที่ต่างจากพยาบาล โดยพยาบาลจะดูแลในระดับ Care Manager กล่าวคือทักษะสูงกว่า และสามารถรักษาได้ด้วย
“ทำไมถึงมีการรวบรวมคนที่ไม่ได้อยู่ใน กทม.จากที่เราศึกษาการทำงานของผู้ช่วยที่ผ่านมา มีคนที่อาศัยในพื้นที่ปริมณฑลหรือคาบเกี่ยวปริมณฑลเข้ามาช่วยปฏิบัติงานด้วย ซึ่งเป็นการมอบหมายจากเราให้ดูแล ดังนั้นการที่เขาเข้ามา เขายังต้องดูแลคนที่เป็นเป้าหมายของ กทม.อยู่ เพียงแต่ผู้ปฏิบัติงานจะสามารถเพิ่มจำนวนได้ด้วย เหมือนประชากรแฝง ที่ตอนเช้าเข้ามาทำงานใน กทม.
ส่วนถ้าสมาชิกในครอบครัวมาฝึก สามารถดูแลพี่น้องในบ้านได้อยู่แล้ว แต่เขาก็จะดูแลมากขึ้น ไม่ใช่แค่ 1 คนที่บ้านเท่านั้น อัตราส่วนที่ดูแลได้คือ 1 : 10 เราก็คาดหวังว่า เขาจะสามารถดูแลประชาชนที่อยู่ในชุมชน ที่บ้านใกล้เรือนเคียงได้ด้วยเช่นกัน” น.ส.ทวิดากล่าว และว่า
ในแง่ของการอบรม 70 ชั่วโมง อยู่ที่ 5,312 คน คงเหลือในทะเบียนเรียก 2,600 คน ปฏิบัติงานในปัจจุบัน 1,530 คน โดยปกติถ้าเป็นหลักสูตร 70 ชม. เราสามาถรอบรมแต่ละรุ่นไปได้ถึงหลัก 100 และสามารถที่จะจ้างงานได้ด้วย” น.ส.ทวิดาเผย

