หน้าแรก การเมือง กัณวีร์ เขียน...

กัณวีร์ เขียน 19 ปีตากใบ ปวศ.บาดแผล คน 3 จังหวัด นับถอยหลัง วันขาดอายุความ

25.10.23 | 23:35 น.

กัณวีร์ เขียน 19 ปีตากใบ ปวศ.บาดแผล คน 3 จว.ใต้ นับถอยหลังปีสุดท้าย ถึงวันขาดอายุความ  

เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม นายกัณวีร์ สืบแสง ส.ส.บัญชีรายชื่อ เลขาธิการพรรคเป็นธรรม ได้โพสต์ข้อเขียนผ่านเฟซบุ๊ก เรื่อง 1 ปีสุดท้ายของคดีตากใบกับความเป็นธรรมที่ยังไม่ก่อตัว โดยมีเนื้อหาดังนี้

“กรณีเหตุการณ์สลายการชุมนุมที่ตากใบในวันนี้ครบรอบ 19 ปี ซึ่งหมายถึงว่า 1 ปีข้างหน้า คดีนี้จะหมดอายุความลง โดยเดิมทีนั้น กระบวนการยุติธรรมได้ตั้งต้นจากรายงานคณะกรรมการอิสระสอบข้อเท็จจริง และรายงานของกองอำนวยการเสริมสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ (กอ.สสส.จชต.) ซึ่งบ่งชี้ข้อผิดสังเกตหลายประการในการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่รัฐ ถึงแม้การไต่สวนการตายระหว่างถูกควบคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่ที่กระทำการตามกฎหมาย ดำเนินไปภายใต้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งศาลสงขลามีคำสั่งในสำนวนไต่สวนการตายว่า ผู้เสียชีวิต 78 รายนั้น เสียชีวิตเพราะขาดอากาศหายใจ ซึ่งยังไม่พบหลักฐานใดที่บ่งชี้ว่าถูกผู้อื่นกระทำการให้เสียชีวิต และในกาลต่อมา พนักงานสอบสวนและอัยการมีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง คดีจึงสิ้นสุดลง แต่ข้อผิดสังเกตหลายประการดังกล่าวยังคงค้างเป็นคำถามในใจของพี่น้องประชาชนในพื้นที่จำนวนมาก ซึ่งยังไม่ได้รับคำตอบ และเรื่องนี้มากกว่าการเยียวยาด้วยตัวเงินเพียงอย่างเดียว

เหตุการณ์นี้จึงมีฐานะเป็นประวัติศาสตร์บาดแผลครั้งใหญ่ เป็นความทรงจำเชิงโศกนาฏกรรมที่ทำให้ผู้คนในจังหวัดชายแดนภาคใต้จำนวนไม่น้อยรู้สึกไม่เป็นธรรม และเมื่อสำทับเข้าด้วยเหตุการณ์กรือเซะที่เพิ่งเกิดขึ้นไปในปีเดียวกัน เชื่อมร้อยย้อนเข้ากับเหตุการณ์ฆาตกรรมที่สะพานกอตอซึ่งติดตามมาด้วยการประท้วงใหญ่ในปี 2518 ตลอดจนเหตุการณ์ดุซงญอปี 2491 ก็ยิ่งตอกย้ำความรู้สึกของผู้คนต่อความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับคนมลายูปตานีว่าดำเนินไปในทิศทางแบบแผนเดียวกันเสมอมา คือฝ่ายแรกปฏิบัติกับฝ่ายหลังอย่างไม่เป็นธรรม ราวกับพวกเขาเป็นพลเมืองชั้นสอง หรือมีความเป็นเจ้าของประเทศไม่เท่ากับคนภาคอื่น เหตุการณ์เหล่านี้ก่อตัวเป็นประวัติศาสตร์ร่วมสมัยอันมีชีวิตที่เพิ่มระดับความหวาดระแวงต่อรัฐ

ดังนั้น จะเห็นได้ว่า แท้ที่จริงแล้ว แหล่งบ่มเพาะความรู้สึกต่อต้านรัฐนั้นไม่ได้ตั้งต้นแรกสุดที่แนวคิดชาตินิยมหรือท้องถิ่นนิยมโดยตัวเอง แต่จำนวนมากนั้นเป็นปฏิกิริยาตอบสนองต่อนโยบายและปฏิบัติการของรัฐ เช่นที่ปรากฏในกรณีตากใบและเหตุการณ์เหล่านี้ต่างหาก ซึ่งเป็นปัจจัยบ่มเพาะชั้นเลิศ จับต้องได้ ในการผลักผู้คนให้เบือนหน้าหนีไปจากรัฐ พร้อมกับหมดหวังต่อระบบกฎหมาย ระบบยุติธรรมของรัฐ ล้มเลิกความเชื่อมั่นว่า รัฐที่เป็นอยู่นี้จะสามารถให้การปกป้องพวกเขาอย่างเท่าเทียมกับคนนอกพื้นที่ ทั้งการปกป้องเชิงกายภาพ วัฒนธรรม และศักดิ์ศรีในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ในฐานะพลเมืองของรัฐดุจเดียวกับพลเมืองภาคอื่น

Advertisement

ดังนั้นเอง ผมจึงใช้วาระครบรอบเหตุการณ์ดังกล่าวเพื่อเน้นย้ำ จุดยืน หลักการ และแนวทางในการสร้างสันติภาพปาตานีว่า วันนี้รัฐบาลต้องถอยตัวเองออกจากตัวเลขเหตุการณ์ความรุนแรง ซึ่งการลดลงของจำนวนตัวเลขเหล่านั้นบ่งบอกเพียงการระงับหายไปชั่วคราวของ “อาการปลายเหตุ” แต่แนวทางที่รัฐบาลควรให้น้ำหนักเป็นพิเศษวันนี้คือการพุ่งตรงไปที่ “รากเหง้าสาเหตุ” ของโรคความรุนแรงชนิดนี้ ซึ่งได้แก่ การเปิดพื้นที่ทางการเมือง และการอำนวยความยุติธรรม

สันติภาพจะไม่อาจเกิดขึ้นอย่างยั่งยืนได้ หากความเป็นธรรมไม่ก่อตัวขึ้นอย่างตั้งมั่นในการรับรู้ และในหัวใจของพี่น้องประชาชน”