‘นิกร’ กางปฏิทินเดินสายรับฟังความเห็นประชามติแก้รัฐธรรมนูญ มั่นใจปิดจ็อบทันตามกรอบเวลา

28.10.23 | 18:57 น.

‘นิกร’ กางปฏิทินเดินสายรับฟังความเห็นประชามติแก้รัฐธรรมนูญ มั่นใจปิดจ็อบทันตามกรอบเวลา

เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม นายนิกร จำนง ประธานคณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับแนวทางในการทำประชามติ เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 กล่าวถึงความคืบหน้าการรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับการทำประชามติ ว่า ตอนนี้กรอบงานและแผนงานลงตัวหมดแล้ว โดยมีปฏิทินแผนงาน ดังนี้ 1. วันที่ 30 ตุลาคม ร่วมประชุมกับคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน ของวุฒิสภา 2. วันที่ 2 พฤศจิกายน ประชุมกับคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน ของสภาผู้แทนราษฎร 3. วันที่ 8 พฤศจิกายน ที่ทำเนียบรัฐบาล เปิดรับฟังความเห็นจากเยาวชนคนรุ่นใหม่ จากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ เยาวชนที่มีสิทธิ์เลือกตั้ง ซึ่งจะเป็นการรับฟังความเห็นในลักษณะของโฟกัสกรุ๊ปเพื่อฟังความเห็นองค์รวม 4. วันที่ 10 พฤศจิกายน ที่ทำเนียบรัฐบาล รับฟังประชาชนกลุ่มต่าง ๆ ทั้ง ผู้ใช้แรงงงาน ทหาร ตำรวจ สื่อสารมวลชน สันนิบาตเทศบาล คนพิการ และกลุ่มความหลายกหลายทางเพศ นอกจากนั้นก็จะมีกลุ่มเอ็นจีโอต่าง ๆ อาทิ สมัชชาคนจน และไอลอว์

นายนิกร กล่าวต่อว่า 5. วันที่ 14 พฤศจิกายน คณะอนุกรรมการชุดรับฟังฯ จะเดินทางไปรับฟังความเห็นต่างของพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ที่ทำการพรรคก้าวไกล จาก กก.บห. พรรคและผู้ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ว่ามีข้อโต้แย้งอย่างไร 6. วันที่ 20 พฤศจิกายน ออกรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในภาคอีสาน โดยมีตนเป็นแกนนำและคณะอนุกรรมการ ไปรับฟังความเห็นของกลุ่มเกษตรกร สภาตำบล กลุ่มแม่บ้าน จ. สกลนคร 7. วันที่ 23 พฤศจิกายน ฟังความคิดเห็นของประชาชนในภาคกลาง โดยมี นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อนุกรรมการชุดรับฟังฯ เป็นแกนนำ ไปรับฟังความเห็นของประชาชนกลุ่มอุตสาหกรรม แรงงาน ซึ่งตอนนี้ยังไม่ได้มีการกำหนดชัดเจนว่าจะเป็นที่ชลบุรีหรือฉะเชิงเทรา ส่วนที่ภาคเหนือจะเป็นอนุกรรมการชุดรับฟังฯ ที่อยู่ที่ จ.เชียงใหม่ โดยจะรับฟังคนเหนือ พื้นที่ท่องเที่ยว และกลุ่มชาติพันธุ์ 8. วันที่ 7 ธันวาคม รับฟังความคิดเห็นของประชาชนในภาคใต้ โดยมี นายเจือ ราชสีห์ และนายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท เป็นแกนนำคณะทำงาน รับฟังความเห็นพี่น้องชาวมุสลิม และพื้นที่ชายแดนใต้ ที่ จ.สงขลา

นายนิกร กล่าวว่า เมื่อคณะอนุกรรมการชุดรับฟังฯ ดำเนินการตามแผนงานดังกล่าวเสร็จสิ้นแล้ว หลังจากนั้นจะต้องเปิดประชุมสภาฯ ในสมัยหน้า เนื่องจากเราต้องการสอบถามสมาชิกรัฐสภา 100% จากนั้นคงจะต้องใช้เวลาราว 1 สัปดาห์เพื่อสอบถามความคิดเห็น เพราะว่าสมาชิกรัฐสภาเป็นคนที่จะต้องลงมติเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่ขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในช่วงสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนธันวาคม และหลังจากนั้นในสัปดาห์สุดท้ายของเดือนธันวาคมก่อนขึ้นปีใหม่ จะมีการเรียกจะประชุมคณะกรรมการอีกชุดหนึ่ง ในขณะที่อีคณะหนึ่งคือคณะพิจารณาเกี่ยวกับข้อกฎหมาย โดย วันที่ 8 พฤศจิกายน คณะอนุกรรมการชุดดังกล่าวก็จะมีการประชุมเพื่อสรุปเรื่องข้อกฎหมายและคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่าจะฟังสักกี่ครั้ง จะแก้อย่างไร และค่าใช้จ่ายในการทำประชามติ เชิญกกต.มาว่าจะใช้เวลาเท่าใด ใช้งบประมาณเท่าไหร่ ซึ่งก็พยายามให้ประหยัดที่สุด ซึ่งเมื่อได้ข้อสรุปก็รอความคิดเห็นที่ไปรับฟังมาจากส่วนต่าง ๆ มาสรุปตั้งคำถามแล้วส่งมอบให้กับคณะรัฐมนตรีในช่วงต้นปี เพื่อให้ครม.สามารถออกเป็นคำถามในการทำประชามติต่อไป

ผู้สื่อข่าวถามว่า เบื้องต้นประเด็นที่จะหารือกับทางคณะกรรมาธิการ (กมธ.) พัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จะมีเรื่องใดบ้าง นายนิกร กล่าวว่า เรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ แต่จะไม่ลงในรายละเอียดเรื่องว่าจะแก้มาตราใด เพราะเราตั้งใจว่าจะให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ฉะนั้น เราจะรอให้ ส.ส.ร. เป็นคนถามประชาชนทั่วประเทศ ในตอนที่ยกร่างฯ แต่ทีนี้ก็ต้องถามคือเรื่องที่ยังมีความเห็นโต้แย้งกันอยู่ อาทิ การทำประชามติต้องทำกี่ครั้ง ซึ่งจะนำคำถามนี้ไปรับฟังความเห็นในการทำประชามติ

Advertisement

“ตอนไปคุยเป็นความเห็นของคณะกรรมาธิการ แต่เราคิดว่าเรื่องนี้ใช้แต่ความเห็นของกรรมาธิการไม่ได้ ได้ระดับหนึ่ง เราก็เลยไปขอให้ทางกรรมาธิการทั้ง 2 สภา ช่วยเรา ร่วมกับเรา กำหนดเป็นคำถาม เพื่อถามสมาชิกรัฐสภา ทั้งวุฒิสมาชิก ละสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 100% ถามทุกคน ทีนี้ เราไม่ตั้งแบบสอบถามเองเองเราจะขอให้ กมธ.ของ 2 สภา ช่วยตั้งให้ ซึ่งคำถามอาจจะไม่เหมือนกันก็ได้ของ 2 สภา” นายนิกร กล่าว

 

 

เมื่อถามว่า วันที่ 14 พฤศจิกายน จะไปรับฟังความเห็นในของพรรคก้าวไกลที่เห็นต่างในส่วนใด นายนิกร กล่าวว่า ขณะนี้ ที่เห็นชัดคือเรื่องของหมวด เพราะก้าวไกลต้องการจะแก้ทุกหมวด แต่ของรัฐบาลมีการยกเว้นยกเว้นหมวด 1 และ 2 และเรื่อง ส.ส.ร. ว่า ถ้ามี ส.ส.ร. มาจากการเลือกตั้งโดยตรงแบบไหน อย่างไร พูดถึงที่มาของ ส.ส.ร. ตรงนี้ ทางเรามีความเห็นว่าที่มาของส.ส.ร. ในส่วนของที่มารายละเอียดน่าจะเป็นภารกิจคณะกรรมาธิการของรัฐสภาที่ตั้งขึ้นตอนแก้รัฐธรรมนูญ มาตรา 256 มากกว่า ไม่ใช่ในชั้นนี้

เมื่อถามว่า หากดูการทำงานในภาพรวม หลังกก.ชุดใหญ่ ตั้งอนุกรรมการ 2 คณะขึ้นมาทำงาน เป้าหมายการทำประชามติยังอยู่ในกรอบช่วงไตรมาสแรกปี 67 อยู่หรือไม่ นายนิกร กล่าวว่า ตรงนี้เป็นการสรุปของคณะกรรมการชุดใหญ่ แล้วพอขึ้นปีใหม่มาเราก็ทำเป็นรายงานเสนอต่อครม.เลยว่าควรจะมีคำถามอย่างไร ออกเป็นประชามติเพื่อนำไปสู่การออกประชามติโดยคณะรัฐมนตรีต่อไป คิดว่าเราจะเปิดงานสิ้นปี เราปิดได้ ซึ่งคิดว่าน่าจะตั้งใจกันไว้ว่าประมาณไตรมาสแรก ของปี 67 ก็น่าจะได้เริ่มทำประชามติได้ ซึ่งเวลาการทำประชามติเป็นสภาพบังคับซึ่งจะคุยประมาณว่าไม่น้อยกว่า 90 วันและไม่มากกว่า 120 วัน มันเป็นสภาพบังคับตามกฎหมายการทำประชามติ

“ทุกส่วนที่ไปที่ประสานไปเขายินดีร่วมมือหมดเลย ไม่ว่าจะเป็นเอ็นจีโอ ไม่ว่าจะเป็นอย่างไอลอว์ หรือพรรคฝ่ายค้าน ก็ร่วมมือ คือร่วมมือกันหมด พร้อมให้ความเห็นด้วยความตั้งใจกันทั้งหมด แต่ว่างานนี้เราถอดความเป็นพรรคการเมืองออก ถอดความเป็นรัฐบาล หรือฝ่ายค้านออกเพราะเป็นงานร่วมกัน ถือว่าเป็นภารกิจสำคัญ” นายนิกร กล่าว