อดีตส.ว. เขียนถึง พลังซอฟต์เพาเวอร์ รับปรารถนาสิ่งนี้มา 20 ปี เอาใจช่วยรบ.ทำสำเร็จ
เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2566 นายสิงห์ชัย ทุ่งทอง อดีต ส.ว. อุทัยธานี ผู้ผลิตเเละดำเนินรายการ ”วัฒนธรรมสร้างชาติ” ช่อง 9 อสมท. ได้โพสต์ข้อเขียน เรื่อง คณะกรรมการพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ ขับเคลื่อน ผลักดัน พัฒนาประเทศไทยด้วยทุนวัฒนธรรม โดยมีเนื้อหาดังนี้
“เทให้หมดใจ” เป็นความรู้สึกที่มี
หลังมีโอกาสได้ชม “คุณแพทองธาร ชินวัตร” ในฐานะรองประธานกรรมการ
นั่งหัวโต๊ะประชุมกก.พัฒนาซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาตินัดแรก พร้อมเคาะแผนปฏิบัติงาน 11 สาขา และเห็นชอบการจัดงาน Colorful Bangkok ทั้งลอยกระทง แสงสี วิ่งมาราธอน เคานต์ดาวน์ปีใหม่ รวมถึงมีการจัดทำแอปพลิเคชั่นลงทะเบียนเข้าร่วม OFOS ยกร่าง พ.ร.บ.THACCA การจัดงานซอฟต์พาวเวอร์ ฟอรัม ที่กระทรวงการต่างประเทศ วานก่อน ก็ยิ่งเห็นผลสำเร็จที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทยอย่างทะลุทะลวง เเละ ทรงพลังในการขับเคลื่อน และผลักดัน
นี่คือสิ่งที่คิด คาดหวังมาเกือบ 20 ปี และปรารถนาให้ยุทธศาสตร์นี้ เกิดขึ้นกับผืนแผ่นดินไทย
ที่มั่งคั่งไปด้วยมรดก หรือทุนทางวัฒนธรรม ที่บรรพบุรุษส่งมอบให้ลูกหลานไทย
และเชื่อว่าบทสรุปของการพัฒนาที่สร้างประโยชน์แก่สาธารณะส่วนรวม ต้องสร้างการรับรู้ สร้างการมีส่วนร่วม ร่วมทำ
ในฐานะที่สนใจ เข้าใจ ยอมลงทุนลงแรง ผลิตสื่อ เพื่อสร้างการรับรู้ การมีส่วนร่วม แนวร่วม จุดประกายให้คนไทยเห็นว่า ประเทศไทยของเรานั้นงดงามไปด้วยศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิต และทรัพยากรธรรมชาติที่มีคุณค่า เราสามารถนำมาพัฒนาให้มากด้วยมูลค่า และคุณค่า
ถ้าจะพูดให้ชัดมากขึ้น จริงๆเเล้ว พรรคการเมืองที่ริเริ่มนำเเนวคิดต่อยอด “ภูมิปัญญาวัฒนธรรมท้องถิ่น” หรือที่ปัจจุบันเราใช้คำว่า “Soft Power “ มาพัฒนาให้เห็นเป็นรูปธรรม ก็คือ “พรรคเพื่อไทย” หรือ “ไทยรักไทย” ในอดีต
นโยบาย “หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์” หรือที่เรารู้จัก OTOP ซึ่งเป็นโครงการกระตุ้นธุรกิจผู้ประกอบการท้องถิ่น มีเป้าหมายจะสนับสนุนผลิตภัณฑ์ลักษณะเฉพาะ ที่ผลิตจากต้นทุนทางภูมิปัญญาในท้องถิ่น มาปรับปรุงพัฒนาให้มีมูลค่า เพื่อจำหน่ายและสร้างการยอมรับถึงคุณค่าสู่ระดับสากล รวมทั้งอีกหลายนโยบายฯ สาธารณะที่ช่วยแก้ไขปัญหาความยากจน เเละความเหลื่อมล้ำ ตามต้นทุนทางภูมิปัญญาที่แต่ละชุมชนทั่วประเทศที่มีอยู่เดิม
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้การขับเคลื่อน ผลักดันในครั้งนั้น จะมิได้นำเสนอเป็นยุทธศาสตร์หลัก เเต่ก็นับเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่ได้จุดประกายให้คนไทยในทุกชุมชน ตำบล เมือง รวมถึงข้าราชการ และผู้นำท้องถิ่น ช่วยฟื้นฟู สืบสาน ส่งเสริม และสร้างสรรค์มรดกทางภูมิปัญญา ต่อยอดพัฒนาเป็นสินค้า OTOP สร้างรายได้ให้ชุมชน สร้างความมั่นคง ความภาคภูมิใจให้เศรษฐกิจฐานรากจนถึงปัจจุบัน
วันนี้ เมื่อ “พรรคเพื่อไทย” กลับมาเป็นฝ่ายบริหารประเทศ และได้มีการนำเสนอเป็นนโยบายยุทธศาสตร์หลัก 1 ใน 3 ของพรรคเพื่อไทย ได้มีการตั้ง
“คณะกรรมการพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์เเห่งชาติ”
สำหรับผม นี่คือ”หัวใจ”สำคัญ ของการบริหาร ขับเคลื่อน
เพื่อให้เกิดผลในทางนโยบาย และการปฏิบัติ จำเป็นต้องมี “เจ้าภาพ”
จึงจะสามารถ ขับเคลื่อนบูรณาการได้ ในทุกมิติอย่างแท้จริง
จากประสบการณ์ และการเดินทาง เพื่อผลิตรายการโทรทัศน์ “วัฒนธรรมสร้างชาติ” ซึ่งเผยแพร่ออกอากาศทุกวันเสาร์ เวลา 10.00-10.30 น. ช่อง 9 อสมท ทุกภูมิภาคของไทย ทำให้ ยิ่งเห็นได้ชัดว่า ในทางกฎหมาย การมีส่วนร่วม เเรงจูงใจ เเรงบันดาลใจ องค์ความรู้ รวมถึงผู้รู้ ประเทศนี้มิได้ขาดคนดี คนเก่ง เเต่ที่ประเทศไทยของเราขาด มากๆ คือ ผู้นำ การบริหารจัดการ เพื่อการขับเคลื่อน ผลักดัน
คณะกรรมการซอฟพาวเวอร์ที่ขึ้นตรงกับผู้นำ “นายก” จึงตอบโจทย์ในทุกมิติ ที่คาดหวัง เเละยิ่งเห็นบุคลากรยิ่งมั่นใจ
กลุ่มการเมือง พรรคการเมือง ที่มีนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ มากที่สุด คือ “พรรคเพื่อไทย” เพราะผู้ก่อตั้งพรรค ต้องการให้นโยบาย ที่สร้างสรรค์ มีผลในทางปฏิบัติ เเต่ต้องอยู่บนพื้นฐาน ความรู้ทางวิชาการ นักวิชาการ จึงทำให้พรรคให้ความสำคัญกับ
“บุคลากร”กลุ่มนี้อย่างจริงจัง
คณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติที่ประกอบไปด้วยขุมพลังทั้งองคาพยพ
อาจารย์ “พันศักดิ์ วิญญรัตน์” ที่ปรึกษาและกรรมการในคณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ เพียบพร้อมทั้งความรู้ ปรัชญา วัยวุฒิ คุณวุฒิ ประสบการณ์ ต่อการติดตามเติมเต็ม
นายแพทย์ สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี หรือ “หมอเลี้ยบ” เป็นกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ ที่สุขุม นิ่ง ฉลาดเฉลียว อ่อนน้อมถ่อมตน ผู้ขับเคลื่อนเพื่อสรรค์สร้างความเข้าใจ ต่อเชื่อม ประสานในผู้คน องค์กร เเละนักการเมือง
โดยมีพลัง (Power)ทะลุทะลวงในการขับเคลื่อน เกิดผลในทางปฏิบัติในคณะกรรมการ ภายใต้การนำของ “คุณอุ๊งอิ๊ง”แพทองธาร ชินวัตร ในฐานะรองประธานกรรมการ
และสำคัญยิ่ง ท่านนายกรัฐมนตรี “เศรษฐา ทวีสิน” เป็นแรงจูงใจ เเรงบันดาลใจ มีอำนาจทางการปกครอง กฏหมาย การบูรณาการในภาพรวม การบริหารประเทศ
จึงเชื่อว่าการขับเคลื่อน ผลักดัน พัฒนาประเทศไทยด้วยทุนวัฒนธรรม จะสำเร็จเเละบรรลุเป้าหมาย
แต่การขับเคลื่อน ผลักดัน พัฒนาประเทศไทยด้วยทุนวัฒนธรรมครั้งใหญ่คราวนี้
“จะก่อเกิดเเนวคิด จิตวิญญาณ ความรักความศรัทธา ความสามัคคี ภาคภูมิใจในความเป็นชาติ อันเป็นส่วนสำคัญในการปกครองชาติบ้านเมือง ของไทย“
ซึ่งในส่วนนี้ที่ผ่านมาดูเหมือนบ้านเมืองเราจะละเลยขาดยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อน
“ทั้งหมดนี้ คือความเห็นส่วนตัว ที่สร้างความหวัง และชวนเฝ้าติดตามในผลสำเร็จที่จะเกิดขึ้น ซึ่งมิใช่เพียงผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจเท่านั้นที่ประเทศไทยจะได้รับ แต่พลังทางวัฒนธรรมจะช่วยสร้างชาติไทยให้มั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืนในทุกๆมิติในอนาคตอย่างแน่นอน“

