หัวหน้าพรรคการเมืองกับเรื่องขำๆในการเมืองไทยวันนี้
การเมืองไทยวันนี้มาถึงยุคที่จะเอาขำไปไหน
ถามจริงๆ ว่ามี “หัวหน้าพรรคการเมืองตัวจริง” อยู่ในรัฐสภาสักกี่คน
ที่ไม่ได้อยู่ในสภานั้นมีตั้งแต่ติดโทษ และโดนพักการปฏิบัติหน้าที่เพราะคดียังดำเนินอยู่
ติดเตียง (อันนี้แซว คือติดคุกแต่อยู่ในโรงพยาบาล หรือจะแซวต่อก็คือเห็นแต่ภาพติดอยู่ในเตียงนั่นแหละครับ)
มีติดที่ยังประชุมพรรคไม่ได้สักทีเลยรักษาการไปเรื่อยๆ
ยังมีติดบอลอยู่อีสานอีกคน เรียกว่า ส.ส. ไปหามากกว่าหัวหน้าพรรคอีก
แล้วก็มีแบบเป็นอยู่แล้วลาออกให้เลขาฯพรรคเป็นเพราะไปเป็นประธานสภา
มีแบบยังเป็นหัวหน้าพรรคอยู่ แต่ลาออกจาก ส.ส. และไม่รับตำแหน่งรัฐมนตรี ก็เลยงงว่าจะเป็นหัวหน้าพรรคไปทำไม หรือว่ากลัวไปหลับในสภา
อีกรายหนึ่งก็ยังเป็นหัวหน้าพรรคอยู่ แต่ลาออกจาก ส.ส. ให้เลขาธิการพรรคเลื่อนลำดับมาเป็น ส.ส.แทน
ส่วนพรรครวมๆ อะไรสักพรรคก็รู้อยู่ว่าหัวหน้าพรรคไม่ได้มีอำนาจอะไรสักเท่าไหร่ เป็นหัวหน้าพรรคที่มีภารกิจผลักดันบิ๊กตู่ไปสู่ฟากฟ้าในฐานะแคนดิเดตของพรรค แต่วันนี้ก็ยังเป็นหัวหน้าพรรค มีตำแหน่งรองนายกและรัฐมนตรี แต่ลาออกจาก ส.ส.ทำให้มีการเลื่อนตำแหน่ง ส.ส.บัญชีรายชื่ออีกหนึ่งเสียง
หรือล่าสุดลูกสาวของผู้นำพรรคตัวจริงที่ใครๆ ก็ยอมรับ ได้มาเป็นหัวหน้าพรรค แต่ไม่ได้เป็น ส.ส.เหมือนกัน แต่ได้รับแต่งตั้งไปเป็นรองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์ที่สามารถเรียกหน่วยงานราชการมากมายไปประชุมด้วยได้
หรืออีกพรรคหนึ่งที่มี ส.ส.หนึ่งท่าน แต่ก็ไม่ได้เป็นหัวหน้าพรรค
ผมยังไม่ได้ดูรายละเอียดพรรคอื่นๆ ที่มีเสียงเดียวอีกว่ามีกี่ท่านที่หัวหน้าพรรคอยู่ในสภา และถ้าอยู่ในสภาแล้วมีบทบาททางการเมืองจริงไหม
คือตกลงนี่ รัฐสภาไทยนี่เป็นที่ทำงานที่หัวหน้าพรรคตัวจริงและตัวแทนทั้งหลายอยู่ในสภากี่คนกัน
การเมืองไทยมาอยู่ในจุดที่หัวหน้าพรรคตามตำแหน่งไม่ได้เป็นผู้นำทางการเมืองเบอร์หนึ่งของพรรคมาตั้งแต่เมื่อไหร่?
ยังไม่นับหัวหน้าพรรคการเมืองในแบบที่เราเรียกว่า “ผู้นำทางจิตวิญญาณ” ที่อาจไม่ได้มีอำนาจสั่งการ แต่เป็นภาพลักษณ์ของพรรคและศูนย์รวมใจของพรรค ยังเป็นตัวแทนของอุดมการณ์ อัตลักษณ์ของพรรค
สิ่งที่เขียนมานี้ส่วนหนึ่งอาจจะพูดในแง่ผู้นำทางการเมือง แต่ผมว่ามันมากกว่านั้นเพราะเราไม่ได้พูดแต่เรื่องคุณลักษณะของตัวผู้นำเองเท่านั้น
แต่เราพูดถึงกฎกติกาทางการเมือง ความเป็นสถาบันทางการเมือง และพัฒนาการทางการเมืองที่นำพาการเมืองไทยมาอยู่ตรงนี้
ซึ่งในภาพกว้างอาจจะต้องหมายถึงความขัดแย้งสองสีเสื้อและการเมืองของการจัดการคุณทักษิณในระยะเกือบสองทศวรรษนี้ ซึ่งจนถึงวันนี้ก็ยังเห็นว่าคุณทักษิณและเครือข่ายก็ยังมีอิทธิพลและอำนาจทางการเมืองไทยอยู่ทั้งในส่วนที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ
อีกส่วนหนึ่งที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าเรื่องความขัดแย้งเรื่องสีเสื้อ ก็คือกำเนิดของการร่างและการใช้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน 2560 ที่สร้างระบบใหม่ในการเมืองไทยที่น่าสนใจมากคือระบบแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ที่ไม่ต้องเป็นหัวหน้าพรรคก็สามารถดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
และถ้าย้อนกลับไปสู่รัฐธรรมนูญปี 2540 ก็จะพบว่าระบบการยุบพรรคนั้นไม่สามารถยุบอำนาจของหัวหน้าพรรคตัวจริงได้เลย
แต่คำถามที่ใหญ่กว่านี้ในสังคมของเราโดยเฉพาะในห้วงเวลาที่กำลังจะมีการประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญก็คือเราจะปล่อยให้ความเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองที่สัมพันธ์กับการเมืองรัฐสภาเป็นแบบนี้ต่อไปใช่หรือไม่
แล้วที่สำคัญก็คือผลของการที่เราเห็นว่าหัวหน้าพรรคการเมืองที่เราอาจจะคาดหวังว่าเขาควรจะเป็นผู้นำในสภา และทำให้สภามีเหตุมีผล ไม่ใช่มองแต่การเมืองนอกสภาในฐานะเรื่องม็อบ การเคลื่อนไหวกดดัน และการเมืองหลังฉากที่เต็มไปด้วยการดีลไม่ใช่หรือ
ที่พูดมาทั้งหมดนี้เพื่อชี้ให้เห็นว่า พรรคการเมืองนั้นมีบทบาทสำคัญต่อการเมืองในระบอบประชาธิปไตย
และรัฐสภาก็มีความสำคัญต่อระบอบประชาธิปไตย
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้ผมหาจุดเชื่อมโยงของพรรคการเมืองกับรัฐสภาได้ไม่สมบูรณ์ เพราะแม้ว่าพรรคการเมืองจะเป็นจักรกลของการเลือกตั้งที่แข็งแรง และพรรคการเมืองก็ขับเคลื่อนนโยบายและการถกเถียงในสภาได้อย่างน่าประทับใจ
แต่ผมก็ยังเห็นว่า ถ้าเรายังเห็นสภาพของความเป็นหัวหน้าพรรคของแต่ละพรรคเป็นแบบนี้ ผมก็ไม่แน่ใจว่านี่คือสิ่งที่สังคมต้องการ
หรือนี่คือสิ่งที่คนที่มีอำนาจสูงกว่าหัวหน้าพรรค และคนที่ร่างกฎกติกาทางการเมืองในวันนี้ต้องการ
และเอาเข้าจริงนักการเมืองที่อยู่ในเกมที่ถูกเขียนนี้ก็ดูจะปรับตัวได้เร็ว มากกว่าการออกมาท้าทายกฎกติกาเช่นนี้ใช่ไหม?
คำถามทิ้งท้ายก็คือ ในฐานะของประชาชนคนอำนาจน้อย หรือไร้อำนาจอย่างพวกเรา เราจะผลักดันแก้ไขสิ่งนี้อย่างไร

