หน้าแรก การเมือง นักวิชาการ ชี...

นักวิชาการ ชี้ รบ.มาถูกทาง แก้ปัญหาปากท้อง แต่ยังไม่ถึงต้นเหตุ แนะเติมเงินดิจิทัลแค่ผู้มีรายได้น้อย ลดภาระการคลัง

3.11.23 | 16:50 น.

นักวิชาการ ชี้ รบ.มาถูกทาง แก้ปัญหาปากท้อง แต่ยังไม่ถึงต้นเหตุ แนะเติมเงินดิจิทัลแค่ผู้มีรายได้น้อย ลดภาระการคลัง

เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน นายสมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง กล่าวว่า จากผลโพลมติชน-เดลินิวส์ 60% อยากให้รัฐบาลเศรษฐาเข้ามาดูแลเรื่องปัญหาปากท้องมากที่สุดนั้น ในขณะนี้ต้องยอมรับว่าเศรษฐกิจไทยนั้นเริ่มฟื้น แต่ว่ายังอยู่ในอัตราที่ไม่แข็งแรงนัก โดยเฉพาะในปี 2566 นี้ ตัวเลขการเติบโตอยู่ที่ 3.1% ส่วนปี 2567 ก็ยังอาจจะฟื้นตัวในระดับเท่ากัน หรือสูงกว่าเล็กน้อย อย่างไรก็ดี ยังมีความไม่แน่นอน เรื่องของปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ หรือ ราคาพลังงาน เพราะฉะนั้น หากมองผลงานที่รัฐบาลทำ ก็อาจจะมาถูกทาง ในการแก้ปัญหาปากท้อง ไม่ว่าจะลดค่าไฟฟ้า ลดราคาน้ำมัน

นายสมชาย กล่าวว่า ทั้งนี้มาตรการต่างๆ ของรัฐบาลยังเป็นลักษณะการแก้ไขปัญหาชั่วคราว บรรเทาความเดือดร้อน แต่ยังไม่ได้ไปแก้ที่ตัวต้นเหตุของปัญหาจริงๆ คือการที่ทำให้ประชาชน มีความสามารถที่อยู่รอด ซึ่งในส่วนนี้มาตรการที่รัฐบาลทำมา ส่วนใหญ่ยังเป็นแค่การบรรเทา ซึ่งก็มาถูกทาง แต่เป็นเพียงส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหาปากท้องเท่านั้น หากรัฐบาลอยากทำให้ถูกทางมากกว่านั้น ก็คือการช่วยเหลือให้ประชาชนมีงานทำ มีรายได้สูงขึ้น ซึ่งยังไม่ค่อยเด่นชัดในมาตรการของรัฐบาล

นายสมชาย กล่าวว่า ขณะที่เรื่องของโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ตนั้น ในมุมอมงของนักวิชาการก็ยังไม่เห็นด้วย และมองว่ายังไม่มีความจำเป็นต้องทำ หรือมีน้อยมาก เพราะเศรษฐกิจไทยในตอนนี้ โดยเฉพาะด้านกำลังซื้อได้มีการฟื้นตัวแล้ว จึงไม่ได้มีความจำเป็นต้องกระตุ้น และอีกส่วนหนึ่ง คือ เรื่องผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการคลัง ที่น่ากังวล ดังนั้นหากรัฐบาลมีทางอื่นในการกระตุ้นที่มีความเสี่ยงน้อยกว่า ก็น่าจะทำได้

นายสมชาย กล่าวว่า อย่างไรก็ดี หากมองในมุมของฝั่งรัฐบาล ก็ต้องเห็นใจรัฐบาลด้วย เพราะโครงการนี้เป็นหนึ่งในส่วนที่ได้หาเสียงไว้ เหมือนเป็นอาหารจานเด็ดของรัฐบาลเพื่อไทย ซึ่งถ้าหากรัฐบาลไม่เดินหน้าต่อ ก็จะถูกประชาชน มองว่ารัฐบาลชุดนี้พูดอย่างทำอย่าง เพราะฉะนั้น ถ้ามองจากมุมรัฐบาลโครงการเงินดิจิทัลก็คงจำเป็นต้องทำ ในขณะเดียวกันการที่รัฐบาลยืนยันจะทำ ก็ต้องคำนึกถึงผลเสียต่อประชาชนที่ประชาชนเองก็ไม่รู้ เพราะรู้แค่ว่าตนเองจะได้เงิน 10,000 บาท แต่สิ่งที่ตามมาด้วย และเป็นหน้าที่ของรัฐบบาล คือ ต้องมีความรับผิดในเรื่องเสถียรภาพทางการคลัง หรือทำให้มีผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการคลังให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้

Advertisement

นายสมชาย กล่าวว่า ทั้งนี้ จากที่รัฐบาลรับข้อเสนอจากทุกฝ่ายก็ถือว่าดี และได้ออกปรับลดขนาดมาตรการลง แต่ยังไม่มีข้อสรุปคือ 1.แจกเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ก็ใช้เงินเพียง 1.5 แสนล้านบาท 2.กลุ่มรายได้ไม่เกิน 25,000 บาทต่อเดือน ใช้เงินประมาณ 4.5 แสนล้านบาท และ 3.กลุ่มรายได้ไม่เกิน 50,000 บาทต่อเดือน ใช้เงินระมาณ 4.9 แสนล้านบาท ในความเห็นส่วนตัว ก็เห็นใจรัฐบาลที่ให้สัญญาไว้ และต้องกระตุ้นเศรษฐกิจก็จริง แต่เรื่องของการคลังก็น่าเป็นห่วง เพราะหนี้สาธารณะได้ปรับตัวสูงเกิน 60% ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ (จีดีพี)

นายสมชาย กล่าวว่า เพราะฉะนั้นทางที่ดีที่สุด คือการประนีประนอมระหว่างสัญญาต่อประชาชน กับ เสถียรภาพทางทางการคลังในภาวะที่เศรษฐกิจโลกมีความเสี่ยงสูง ถ้าเป็นไปได้ ทางเลือกที่แจกเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย น่าจะเป็นทางเลือกที่มีผลกระทบต่อด้านการคลังน้อยกว่า ทางเลือกอื่นๆ แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่ดุลยพินิจของรัฐบาล ถ้าจะใช้ทางเลือกอื่นก็ต้องดูให้เรื่องการเงินการคลังต้องไม่ได้รับผลกระทบ

นายสมชาย กล่าวว่า สำหรับนโยบายการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำนั้น เป็นเรื่องที่ต้องคิด เพราะอย่างที่กล่าวว่าเศรษฐกิจยังขยายตัวช้า และความสามารถในการแข่งขันของประเทศกำลังถูกกระทบ และจากที่ผ่านๆจะเห็นว่า การขึ้นค่าแรงเป็นอีกปัจจัยสำคัญมากๆ โดยปกติถ้าจะปรับขึ้นค่าแรงก็มีหลักสองประการ คือ การปรับให้สอดคล้องกับอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 2% และจากนโยบายที่ค่าแรงจะปรับไปถึง 600 นั้น ก็อาจจะเป็นการปรับสูงเกินไป อีกแบบคือการขึ้นค่าแรงตามทักษะและความชำนาญ ซึ่งแต่ละงานแต่ละครก็จะถูกปรับขึ้นค่าแรงไม่เท่ากัน

นายสมชาย กล่าวว่า การขึ้นค่าแรงแบบรวดเดียวนั้น อาจส่งผลกระทบต่อความสามารถการแข่งขัน เช่น งานก่อสร้าง หรือธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) หากมีการปรับขึ้นค่าแรงผู้ประกอบการเหล่านี้ก็ลำบาก เพราะฉะนั้น นโยบายนี้ไม่ควรทำอย่างเข็มข้น รวดเร็ว การขึ้นค่าแรงนั้นก็เห็ฯด้วย แต่ต้องทำให้สอดคล้อง กับเรื่องแรงงาน และเงินเฟ้อ

นายสมชาย กล่าวว่า รวมถึงอีกเรื่องคือ เงินเดือนเด็กจบใหม่ ป.ตรี 25,000 บาท ก็ต้องคิดหนักเหมือนกัน จากอดีตที่เคยมีการปรับเงินเดือนขั้นต่ำ 15,000 บาทนั้น ในตอนนั้นก็มีหลายบริษัทที่ใช้วิธีลดคนงาน และอย่าลืมว่าโลกกำลังเข้าสู่ยุคไอที ยุคดิจิทัล ก็จะเห็นว่าหลายบริษัทเลิกจ้างและหันไปใช้เทคโนโลยีแทน เช่น สถาบันการเงิน เป็นต้น ดังนั้นจึงยังไม่เห็นด้วยที่ไปเร่งนโยบายนี้ เพราะมันจะทำให้คนตกงาน

นายสมชาย กล่าวว่า ส่วนสุดท้ายคือ มาตรการพักหนี้ นั้น ไม่ได้ช่วยให้คนเอาตัวรอดได้ เพราะแม้จะพักไป แต่หนี้ก็ยังอยู่ เมื่อถึงเวลาเลิกมาตรการ คนที่มีนี้ก็ตามอยู่ดี ดังนั้น การพักหนี้ จึงต้องทำคู่กับการหาเงินเพิ่มด้วย เพื่อให้ถึงกำหนดก็มีรายได้เพียงพอกลับมาจ่ายหนี้ได้ นอกจากนี้ นโยบายสำคัญของรัฐบาลอีกตัว คือ การช่วยเหลือเอสเอ็มอี ก็เสนอให้นำเรื่องของดิจิทัลเข้ามา ช่วยให้เข้าถึงกลไกดิจิทัล ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถของเอสเอ็มอีได้ ซึ่งจะช่วยได้ตรงประเด็นมากที่สุด