ชัยนาทโปรเจ็กต์ ธนาคารน้ำใต้ดิน ป้องท่วม-สู้แล้ง
หนึ่งใน Pain Point ประเทศไทยช่วงฤดูมรสุมผสมพายุเข้า ฝนตกหนักน้ำหลากแต่ไม่มีพื้นที่กักเก็บน้ำเพียงพอ แม้พยายามแสวงหาแก้มลิง ไม่วายเกิดภาวะน้ำท่วมขังสร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชน พื้นที่การเกษตรเรือกสวนไร่นาเสียหาย
ช่วงฤดูแล้ง ความที่ขาดแหล่งน้ำเก็บกัก ก็แห้งแล้งจนสุดประมาณ เป็นภาวะไม่ท่วมก็แล้งสลับกันไป มูลค่าเศรษฐกิจเสียหายมหาศาล
ยิ่งประเทศไทยกำลังเผชิญปรากฏการณ์เอลนีโญ ประเมินว่าจะเริ่มมาเยือนตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนนี้เป็นต้นไป ส่งผลให้เกิดภัยแล้งรุนแรงต่อเนื่องเป็นระยะนาน 3 ปี มีพื้นที่เสี่ยงทั่วประเทศ 16.51 ล้านไร่ แบ่งเป็นพื้นที่นอกเขตชลประทาน 9.17 ล้านไร่ ในเขตชลประทานบริเวณพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา 7.34 ล้านไร่
เพื่อแก้ปัญหา Pain Point อย่างยั่งยืน รัฐบาลริเริ่มโครงการธนาคารน้ำใต้ดินเป็นเครื่องมือกักเก็บน้ำ ตอบโจทย์ทั้งภาวะน้ำท่วม-น้ำแล้ง
ธนาคารน้ำใต้ดิน แบ่งได้เป็น 2 ประเภทคือ
1.ธนาคารน้ำใต้ดินระบบปิด ใช้หลักการขุดบ่อเพื่อส่งน้ำไปเก็บไว้ที่ชั้นน้ำบาดาล ขนาดและความลึกของบ่อขึ้นอยู่กับสภาพและชั้นดินของแต่ละพื้นที่ โดยขุดบ่อให้ลึกถึงชั้นหินอุ้มน้ำแล้วดำเนินการจัดทำภายในบ่อตามรูปแบบที่กำหนด เมื่อฝนตกลงมาน้ำจะไหลลงสู่ชั้นใต้ดินโดยตรง ผ่านธนาคารน้ำใต้ดินระบบปิดที่ได้จัดทำขึ้นมา
2.ธนาคารน้ำใต้ดินระบบเปิด เป็นการเปิดผิวดินเพื่อที่จะสามารถใช้น้ำในระดับผิวดินได้เลย โดยจะมีการขุดบ่อขนาดใหญ่ ส่วนขนาดเท่าไหร่นั้นขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของพื้นที่และความต้องการ โดยการเจาะพื้นบ่อเป็นหลุม 3 หลุมให้ลึกถึงชั้นหินอุ้มน้ำ เพื่อให้น้ำไหลลงชั้นหินอุ้มน้ำได้ดี ซึ่งน้ำที่นำมาเก็บนั้นมาจากหลายแหล่งด้วยกัน เช่น น้ำฝน หรือน้ำจากการจัดทำธนาคารน้ำใต้ดินระบบปิด
ซึ่งเมื่อน้ำถูกเติมลงชั้นใต้หินอุ้มน้ำปริมาณมากพอ น้ำจะเอ่อล้นมาที่บ่อโดยอัตโนมัติ ซึ่งเกษตรกรสามารถสูบน้ำจากบ่อนี้มาใช้ได้ทันที วิธีนี้จะช่วยให้เกษตรกรไม่ต้องขุดเจาะหาแหล่งน้ำ หรือสูบน้ำจากแหล่งน้ำไกลๆ เป็นการประหยัดพลังงานและช่วยลดค่าใช้จ่ายได้
ประโยชน์ ของการจัดทำธนาคารน้ำใต้ดินนั้นมีมากมาย อาทิ 1) แก้ไขปัญหาน้ำท่วมขัง 2) แก้ไขปัญหาพื้นที่แห้งแล้ง 3) ช่วยเพิ่มระดับน้ำใต้ดินน้ำบาดาล 4) ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวดิน ทำให้ต้นไม้และพืชเขียวทั้งปี 5) ลดปริมาณน้ำเสียในชุมชน 6) ลดความเสียหายด้านโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนนขวางทางน้ำ การกัดเซาะถนนของน้ำ หรือน้ำป่าไหลหลาก 7) ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมและป้องกันไฟป่า 8) ช่วยลดการเกิดโรคระบาดจากแมลงต่างๆ เช่น ยุง แมลงวัน 9) แก้ไขปัญหาน้ำเค็ม โดยการส่งน้ำจากผิวดินลงไปกดทับน้ำเค็มที่มีความถ่วงจำเพาะมากกว่าไม่ให้ขึ้นมาปนเปื้อนน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตร 10) กลุ่มเกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น เนื่องจากมีปริมาณน้ำที่เพียงพอในการทำการเกษตร สามารถพึ่งพาตนเองได้
ล่าสุดใน การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้ นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทำโครงการเร่งด่วนใช้ จ.ชัยนาท เป็นพื้นที่นำร่องธนาคารน้ำใต้ดินจังหวัด
การนี้ นายอนุชา คนพื้นเพชัยนาท แม่งานโครงการนำร่อง ให้ข้อมูลว่า ในการประชุม ครม.ได้หารือเรื่องธนาคารน้ำใต้ดิน ยังมีความเห็นแตกต่าง ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย นายกฯเศรษฐาจึงเห็นว่าไม่ควรมาถกเถียงกัน ให้ทำโครงการนำร่องแล้วมาประเมิน หากมีผลดีจะได้ขยายผล ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมาก อีกทั้งทำโครงการแต่ละจุดก็ใช้ทุนไม่สูง ระดับหมื่นบาทเท่านั้น
การดำเนินการจะใช้ จ.ชัยนาท ทำธนาคารน้ำใต้ดินครอบคลุมทั้งจังหวัด ที่ผ่านมา จ.ชัยนาท และใกล้เคียงก็เริ่มดำเนินการบ้างแล้ว โดยในพื้นที่ชัยนาทมีจำนวน 834 แห่ง แบ่งเป็น 1.สำนักทรัพยากรน้ำบาดาลเขต 2 สุพรรณบุรี จำนวน 25 แห่ง 2.สำนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจังหวัดชัยนาท จำนวน 809 แห่ง และมีแผนการดำเนินงานธนาคารน้ำใต้ดินในพื้นที่จังหวัดชัยนาท ปี 2567 อีกจำนวน 56 แห่ง
นอกจากนี้จะจัดตั้งศูนย์บริหารจัดการน้ำธนาคารน้ำใต้ดิน (วอร์รูม) เพื่อให้เป็นที่ดำเนินงานประสานงาน สรุปผลการดำเนินงานการแก้ไขปัญหาจากการดำเนินงาน การติดตามผลการดำเนินงาน หรือเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำใต้ดินของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะสามารถช่วยแก้ปัญหาเรื่องน้ำอย่างยั่งยืนได้ สอดคล้องกับการขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล ไม่ท่วมไม่แล้ง ไปสู่การปฏิบัติให้เกิดผลแท้จริง โดยบูรณาการความร่วมมือกันทุกภาคส่วน
อนุชาทิ้งท้ายด้วยความเชื่อมั่นว่า โครงการดังกล่าวจะสามารถแก้ปัญหาการบริหารจัดการน้ำได้อย่างยั่งยืน ช่วยให้เกษตรกรและประชาชนในพื้นที่สามารถนำน้ำขึ้นมาใช้สำหรับการอุปโภคบริโภคและทำการเกษตร ทั้งนี้ กระทรวงพร้อมให้การสนับสนุนในพื้นที่ โดยการส่งเสริมการประกอบอาชีพและพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกร โดยบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ สนองนโยบายของนายกฯเศรษฐา ที่มีความห่วงใยและให้ความสำคัญในเรื่องการบริหารจัดการน้ำ แก้ปัญหาน้ำท่วม ภัยแล้ง และให้มีการกักเก็บน้ำให้มากที่สุด โดยได้ผลักดันให้ จ.ชัยนาท เป็นจังหวัดนำร่อง
เพื่อเป็นต้นแบบให้กับพื้นที่อื่นๆ ต่อไป

