อดีตเลขาฯสมช. ชี้ 7 เหตุผล แนะรบ. ควรรับรอง ร่างกม.กอ.รมน. เข้าอภิปราย ชูบทพลเรือน นำทหาร ในภารกิจความมั่นคงภายใน
เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2566 พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ได้เขียนเสนอแนะถึงประเด็นที่พรรคก้าวไกลเสนอกฎหมาย ยุบกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) คำตอบที่จะเกิดการยอมรับของทุกฝ่ายคือ รัฐบาลควรเห็นพ้อง ให้นำร่างกฎหมายฉบับนี้ไปถกกันในสภาผู้แทนราษฎร โดยมีข้อเท็จจริงดังนี้ ประกอบการพิจารณา
1.ภัยคุกคามคอมมิวนิสต์จากสงครามเย็นในอดีต ทำให้รัฐบาลเผด็จการทหารในขณะนั้น นำไปเป็นมูลเหตุออกกฎหมายการป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ฯ เพื่อเป็นเครื่องมือให้ฝ่ายทหารเข้ามามีอำนาจหน้าที่บทบาทเป็นเจ้าภาพหลักในงานรักษาความมั่นคงภายในได้ผ่านองค์กร กอ.รมน. จนกระทั่งปี พ.ศ.2543 รัฐบาลนายชวน หลีกภัย ได้มายกเลิกกฎหมายดังกล่าว ทำให้ทหารหมดบทบาทงานรักษาความมั่นคงภายในไป
2.พอปี พ.ศ.2549 พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เข้ามายึดอำนาจ มี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ฉวยโอกาสทิ้งทวนออกกฎหมาย พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 ซึ่งน่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ก็ทุรังบังคับใช้กันมาได้จนถึงปัจจุบัน ใน พ.ร.บ.นี้กำหนดให้มี กอ.รมน.เป็นหน่วยงานราชการรูปแบบพิเศษขึ้นในสำนักนายกรัฐมนตรี โดยกำหนดให้นายกฯเป็น ผอ.รมน. , ผบ.ทบ.เป็นรอง ผอ.รมน. และเสธ.ทบ.เป็นเลขาธิการ กอ.รมน. ถือเป็นการนำฝ่ายทหารกลับมามีอำนาจหน้าที่บทบาทเป็นเจ้าภาพหลักในงานการรักษาความมั่นคงภายในอีกครั้งนั่นเอง
3.กฎหมายการรักษาความมั่นคงภายในถือเป็นกฎหมายตามแบบสากลที่มีบังคับใช้ในประเทศประชาธิปไตยที่เจริญแล้วถ้วนหน้า ตัวแบบกฎหมายเป็นการให้อำนาจในการบูรณาการอำนาจหน้าที่ บุคลากร (พลเรือน ตำรวจ ทหาร) อาวุธยุทโธปกรณ์และทรัพยากรอื่นๆ ในงานด้านความมั่นคง รวมทั้งการตั้งหน่วยงานพิเศษหรือศูนย์เฉพาะกิจขึ้นมาเป็นเจ้าภาพตามจำเป็นเพื่อบูรณาการการแก้ไขปัญหาความมั่นคงได้อย่างมีประสิทธิภาพรองรับการเผชิญหน้ากับภัยคุกคามเดิม หรือภัยคุกคามรูปแบบใหม่ๆ อาทิ การก่อการร้ายสากล อาชญากรรมข้ามชาติ การค้ามนุษย์ การฟอกเงิน อาชญากรรมทางเทคโนโลยี โรคอุบัติใหม่ เป็นต้น และจะกำหนดให้ฝ่ายพลเรือน และตำรวจ เป็นผู้มีบทบาทเป็นเจ้าภาพหลักในการรับผิดชอบขับเคลื่อน แต่ของประเทศไทยกลับไปกำหนดไว้ใน พ.ร.บ.กอ.รมน.ให้ฝ่ายทหารเป็นผู้มีบทบาทเป็นเจ้าภาพหลัก ซึ่งไม่เป็นไปตามแบบสากลที่เขาปฏิบัติกัน
4.กฎหมายการรักษาความมั่นคงภายในถือเป็นเครื่องมือเติมเต็มให้กับหน่วยงานรักษาความมั่นคงภายในซึ่งฝ่ายพลเรือน และตำรวจต้องเป็นเจ้าภาพหลักตามอำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบของตนโดยตรงอยู่แล้ว และมีเครื่องมือนี้มาเสริมใช้บูรณาการการแก้ไขปัญหาความมั่นคงภายในให้บังเกิดประสิทธิภาพสูงสุดนั่นเอง ขณะเดียวกันถ้าเกิดการเผชิญหน้ารับมือกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่ยังไม่อาจกำหนดได้ว่าหน่วยงานใดจะเป็นผู้รับผิดชอบหลักในการแก้ไขปัญหา รัฐบาลก็สามารถใช้อำนาจของกฎหมายดังกล่าวจัดตั้งหน่วยงานพิเศษหรือศูนย์เฉพาะกิจขึ้นมารับมือเฉพาะหน้าไปก่อนได้ทันที และเมื่อสถานการณ์ความมั่นคงภายในนั้นคลี่คลายลงก็มาพิจารณาภายหลังว่าจะมอบภารกิจนี้ไปอยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยงานความมั่นคงเดิมใดหรืออาจจำเป็นต้องตั้งเป็นหน่วยงานใหม่ขึ้นมารับผิดชอบก็พิจารณาตกลงใจดำเนินการกันต่อไป
5.งบประมาณ 10 ปีกว่า 1 แสนล้านของ กอ.รมน.ได้สร้างผลงานการรักษาความมั่นคงภายใน โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อการแก้ไขปัญหาการก่อความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้คุ้มค่าหรือไม่
6.ผลการเลือกตั้ง ส.ส.ครั้งล่าสุดที่ผ่านมา ปีกพรรคก้าวไกลรวมกับพรรคเพื่อไทยได้ชัยชนะมี ส.ส.เกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนฯ เหตุเพราะประชาชนเขาเห็นด้วยกับนโยบายที่หาเสียงไว้ว่า จะปฏิรูปกองทัพสร้างทหารอาชีพ ยุบ กอ.รมน. แต่มามีการเสียสัตย์เกิดเป็นรัฐบาลข้ามขั้ว มันจึงมีการไม่รักษาสัญญาประชาคมเกิดขึ้น
7.บทสรุปจากข้อเท็จจริงข้างต้น การออกกฎหมายมายุบ กอ.รมน.ถือว่าเป็นเหตุเป็นผล ภารกิจการรักษาความมั่นคงภายใน หัวใจสำคัญต้องมอบให้พลเรือนและตำรวจเป็นเจ้าภาพผู้รับผิดชอบหลักตามหลักสากล โดยมีกฎหมายการรักษาความมั่นคงภายในเป็นเครื่องมือให้กับเขาเพื่อมีอำนาจหน้าที่ในการบูรณาการแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนทางทหารถอยจากการเป็นเจ้าภาพหลักของภารกิจการรักษาความมั่นคงภายในไปมีบทบาทตามการปฏิรูปกองทัพ เป็นทหารอาชีพ เป็นเจ้าภาพหลักรับผิดชอบภารกิจการป้องกันประเทศ

