09.00 INDEX ท่าทีทางออกสมัชชาคนจน บทเรียน ‘ไทยรักไทย-เพื่อไทย’

5.11.23 | 07:52 น.

09.00 INDEX ท่าทีทางออกสมัชชาคนจน บทเรียน ‘ไทยรักไทย-เพื่อไทย’

พลันที่นายกรัฐมนตรีตัดสินใจลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 310/2566 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาสมัชชาคนจน เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน ​

โดยมี นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี ดำรงอยู่ในฐานะประธานคณะกรรมการ

​หลายคนบังเกิดอาการ “ระลึกชาติ” ขึ้นโดยอัตโนมัติ

​เป็นการระลึกชาติไปยังสถานการณ์หลังการเลือกตั้งเมื่อเดือนมกราคม 2544 ที่พรรคไทยรักไทยกำชัยอย่างท่วมท้นและสามารถจัดตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคความหวังใหม่ พรรคชาติไทย

Advertisement

​เป็นสถานการณ์ที่ “สมัชชาคนจน” ชุมนุมกันอย่างยืดเยื้อและยาวนาน ณ บริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล โดยที่รัฐบาลก่อนหน้าไม่สามารถจัดการได้

​ไม่เพียงแต่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาให้กับ “สมัชชาคนจน” หากแต่ที่เลวร้ายเป็นอย่างมากยังเปิดปฏิบัติการปล่อยสุนัขให้เข้ามีส่วนร่วมในการขวางการเคลื่อนไหว

​แต่นายกรัฐมนตรีของพรรคไทยรักไทยได้สร้างปรากฏการณ์อันก่อให้เกิดความตื่นตะลึงอย่างยิ่งยวดในทางการเมือง

​นั่นคือการเชิญ “สมัชชาคนจน” เข้าหารือใน “ทำเนียบรัฐบาล”

แม้ว่า ณ เบื้องหน้าการชุมนุมอย่างยืดเยื้อและยาวนานของ “สมัชชาคนจน” คราวนี้นายกรัฐมนตรีอาจไม่สร้างปรากฏการณ์ เหมือนกับรัฐบาลพรรคไทยรักไทยหลังการเลือกตั้งปี 2544

​กระนั้นคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่มอบหมายให้ นายภูมิ ธรรม เวชยชัย รับผิดชอบถือเป็นทางออกที่มีความหวัง

​เหตุผลหนึ่ง เนื่องจากสถานการณ์หลังการเลือกตั้งเดือนมกราคม 2544 นายภูมิธรรม เวชยชัย ร่วมอยู่ในการบริหารจัดการกับปัญหาอย่างสมบูรณ์รอบด้าน

​ไม่ว่าจะโดยการเสนอให้เชิญตัวแทนของ “สมัชชาคนจน” เข้าหารือเพื่อร่วมหาทางออกกับนายกรัฐมนตรีในทำเนียบรัฐบาล ไม่ว่าจะรับผิดชอบติดตามดูแลเพื่อประเมินผล

​ขณะเดียวกัน เหตุผลหนึ่ง เนื่องจากนายภูมิธรรม เวชยชัย รู้ปัญหาของ “สมัชชาคนจน”อย่างลึกซึ้งจนถึงรากฐาน

คนจำนวนหนึ่งอาจยังผวาจากการได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบในเรื่อง “รัฐธรรมนูญ”โดยมองว่าเป็นกระบวนการดึงและรั้งเวลาให้ยาวนานออกไปโดยไม่จำเป็น

​อาจเป็นกับ “รัฐธรรมนูญ” แต่ไม่น่าจะกับ “สมัชชาคนจน”

​เพราะว่าวิธีวิทยาในกรณีอันเกี่ยวกับ “สมัชชาคนจน” ได้มาจากบทเรียนและความจัดเจนจากยุคพรรคไทยรักไทยและจากบทเรียนและความจัดเจนของ นายภูมิธรรม เวชยชัย โดยตรง

​หากพรรคเพื่อไทยต้องการทวงคืนความรุ่งโรจน์ของพรรคเพื่อไทยในแบบพรรคไทยรักไทยจำเป็นต้องนำบทเรียนนี้มาใช้