หมายเหตุ – นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ให้สัมภาษณ์ “มติชน” ถึงภารกิจดูแลพี่น้องแรงงานทั้งในและนอกระบบกว่า 40 ล้านคนทั่วประเทศ และแผนการขับเคลื่อนให้ขึ้นชั้นกระทรวงเศรษฐกิจ เพื่อเป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ
แนวทางการสร้างกระทรวงแรงงานให้เป็น “กระทรวงเศรษฐกิจ” ตามที่ประกาศไว้เมื่อครั้งเข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีนั้น ตั้งใจว่าต้องทำให้กระทรวงแรงงานที่เป็นกระทรวงทางสังคม ก้าวขึ้นมาเป็นกระทรวงเศรษฐกิจให้ได้ เนื่องจากเราสามารถนำรายได้เข้าสู่ประเทศได้ โดยเฉพาะการส่งแรงงานไปทำงานต่างประเทศ ข้อมูลจากกรมการจัดหางาน (กกจ.) พบว่า มีรายได้จากส่วนนี้กว่าแสนล้านบาท ขณะเดียวกัน ภาพรวมของแรงงานทั้งที่ไปแบบถูกและไม่ถูกกฎหมาย ได้ส่งเงินกลับมาที่ประเทศไทยกว่า 4 แสนล้านบาทต่อปี ฉะนั้นเราสามารถใช้เม็ดเงินเหล่านี้เป็นตัวชี้วัดการเป็นกระทรวงเศรษฐกิจได้ แรงงานไทยไปทำงานต่างประเทศเปรียบเสมือนสินค้าคุณภาพสูง หลายประเทศต้องการ เห็นได้จากแรงงานในอิสราเอลกว่าร้อยละ 90 ล้วนเป็นคนไทย ปัจจุบันมีแรงงานไทยไปทำงานในอิสราเอลราว 30,000 คน รายได้เฉลี่ยคนละ 50,000 บาทต่อเดือน หรือปีละ 600,000 บาท เมื่อคิดเป็นเม็ดเงินทั้งหมดก็ราวๆ หมื่นล้านบาท
เราไม่ใช่แรงงานระดับล่าง แต่อยู่ในระดับกลางๆ มีรายได้ถึงเดือนละ 5-6 หมื่นบาท แต่นอกจากนั้น เรายังส่งแรงงานไทยไปประเทศอื่นๆ เช่น ไต้หวัน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น มาเลเซีย สิงคโปร์ ฮ่องกง มาเก๊า และในยุโรปอย่าง สวีเดน ฟินแลนด์ กรีซ แคนาดา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เป็นต้น ปี 2567 ตั้งเป้าไว้ว่าเราจะส่งแรงงานถูกต้องโดยกรมการจัดหางานให้ได้ 100,000 คน คาดว่าจะมีรายได้เข้าสู่ประเทศไทยประมาณ 4 หมื่นล้านบาท
ตัวชี้วัดความสำเร็จของการส่งแรงงานไทยไปทำงานต่างประเทศ นอกจากเรื่องเม็ดเงินแล้ว มีเรื่องการสร้างความมั่นใจให้ประเทศต่างๆ ว่า จะได้รับแรงงานไทยที่ผ่านการอัพสกิล (Up-Skill) ความสามารถ “เป๊ะ” อย่างที่ต้องการ เป็นหน้าที่ของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) ต้องเสริมสร้างทักษะให้แก่แรงงาน สิ่งสำคัญคือ กระทรวงแรงงานในปัจจุบันไม่ใช่กระทรวงสังคมเพียงอย่างเดียว ภาพเดิมๆที่คนมองว่าเป็นกระทรวงของคนใช้แรงงาน อย่างในอดีตเขามักจะเรียกว่า “กระทรวงกรรมกร” “กระทรวงจับกัง” เราจะเปลี่ยนภาพจำนั้นให้ได้ เพราะแรงงานถือเป็นกระดูกสันหลังของประเทศ
จากตัวเลขประชากรไทย 70 ล้านคน มีแรงงาน 40 ล้านคน เป็นผู้ประกันตนของสำนักงานประกันสังคม (สปส.) มาตรา 33, 39 และ 40 รวมกว่า 40 ล้านคน เป็นโจทย์ต้องพัฒนาฝีมือแรงงาน เพื่อให้หลุดพ้นจากคำว่า ค่าจ้างหรือค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาทต่อวัน อยากให้มองเรื่องนี้เป็นค่าจ้างลอยตัว แต่สำหรับแรงงานทั่วไปไม่มีทักษะ จำเป็นต้องกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำ
สำหรับแรงงานไทย ต้องหลุดจากคำว่ากรรมกร หลุดจากคำว่าคนใช้แรงงานเพียงอย่างเดียว เพราะคุณจะต้องมีฝีมือด้วย ฉะนั้นการพัฒนาฝีมือแรงงาน จึงเป็นหัวใจสำคัญที่สุด นอกจากนั้นเราต้องย้อนกลับไปถึงเด็กนักเรียนกำลังจะจบการศึกษาชั้นประถมศึกษา จำเป็นต้องมีคุณครูแนะแนวทางการศึกษาว่า จะเรียนต่อทางด้านไหน ไม่ว่าจะเป็นสายอาชีวะ หรือสายสามัญ เพื่อให้เด็กๆ ได้ตัดสินใจว่า เลือกทางเดินไหน เลือกเรียนในสิ่งที่ตัวเองชอบ จะเป็นการเพิ่มทักษะตั้งแต่มัธยมต้น เพื่อให้จบมาแล้วพร้อมเริ่มทำงานได้ทันที ทั้งหมดนี้จะเป็นการบูรณาการ 4 ประสาน ทั้งต้นน้ำ จากกระทรวงมหาดไทย (มท.) กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กลางน้ำ จากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และกระทรวงแรงงานที่เป็นปลายน้ำ

สำหรับการอัพสกิล รีกิล (Upskill & Reskill) ในปี 2567 นั้น กระทรวงแรงงานตั้งเป้าจัดงาน JOB EXPO THAILAND ทั้ง 5 ภูมิภาคของไทย ตั้งเป้าให้มีผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 1 ล้านคน ทุกคนจะได้การคัดกรองความต้องการในการทำงาน เพื่อให้ได้แรงงานจาก JOB EXPO ไม่น้อยกว่า 200,000 ตำแหน่ง
ในรัฐบาลของ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กำหนดให้แต่ละกระทรวงออกนโยบายเร่งด่วน (Quick Win) โดยเฉพาะนโยบายการส่งเสริมการท่องเที่ยว ผมมั่นใจว่า ในปี 2567 เรายังมีภาวะขาดแรงงานด้านการท่องเที่ยวอยู่ไม่น้อยกว่า 1 ล้านคน ในส่วนนี้เราสามารถดึงน้องๆ นักศึกษาจบใหม่เฉพาะทางด้านการท่องเที่ยวเข้าสู่การจ้างงาน
นอกจากนั้น นักศึกษาที่สนใจด้านการท่องเที่ยว กระทรวงแรงงานจะต้องเข้าไปเพิ่มทักษะการทำงาน ใน 13 หมวดการท่องเที่ยว เช่น งานด้านมัคคุเทศก์ งานด้านโรงแรม หรือร้านอาหาร โดยเฉพาะอาชีพงานบริการอย่าง “แคดดี้” จากการสำรวจพบว่าขาดแคลนอย่างมาก ขณะเดียวกัน ค่าแรงต่อวันยังอยู่ราว 300-500 บาท แต่อาชีพนี้ไม่ได้มีงานทุกวัน กระทรวงแรงงานเล็งเห็นความสำคัญเรื่องนี้ จึงตั้งใจจะเข้าไปยกระดับทักษะอาชีพแคดดี้ เพื่อยกระดับอัตราค่าจ้างให้เหมาะสม เรื่องเหล่านี้เป็นสิ่งที่กระทรวงแรงงานทำให้เป็นนโยบายเร่งด่วนได้ ส่วนเรื่องการส่งแรงงานไปทำงานต่างประเทศนั้นต้องใช้ความร่วมมือและใช้ระยะเวลา ไม่สามารถทำเป็นนโยบายเร่งด่วนได้
แม้เราจะไม่สามารถกำหนดให้แต่ละเรื่องเป็นนโยบายเร่งด่วนได้ แต่ทุกนโยบายจะมีความเร่งด่วนในการทำงาน เช่น งานภาคอุตสาหกรรม นายจ้างสามารถมาลงทะเบียนความต้องการแรงงานเพื่อให้กรมการจัดหางานคัดเลือกแรงงานไปทำงานในสถานประกอบการของท่าน จะเป็นแรงงานในจังหวัดนั้นๆ ทำให้เกิดความอบอุ่นในครอบครัว ประหยัดค่าใช้จ่ายทั้งเรื่องที่พัก และการเดินทาง ทั้งหมดนี้ จะทำให้ปัจจัยเรื่องค่าแรงไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุด ฉะนั้น เราจะไม่บอกว่า กระทรวงแรงงานจะควิกวินเรื่องอะไร สำหรับกระทรวงแรงงาน เราควิกทุกเรื่อง ทุกสาขาอาชีพ
ส่วนความคืบหน้าการกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำของปี 2567 นั้น คำว่าค่าจ้างขั้นต่ำ เป็นการกำหนดค่าจ้างที่ต่ำที่สุดที่ควรจะได้รับ แต่ไม่อยากให้ยึดติดคำว่าค่าจ้างขั้นต่ำ 400 บาทต่อวัน เพราะแรงงานที่มีทักษะส่วนใหญ่นั้นได้ค่าแรงมากกว่า 400 บาทอยู่แล้ว ส่วนการพิจารณาค่าจ้างขั้นต่ำในอนาคตนั้น นายไพโรจน์ โชติกเสถียร ปลัดกระทรวงแรงงาน ได้สั่งการให้สำรวจความต้องการทั้ง 77 จังหวัด และให้ส่งข้อมูลมายังกระทรวงแรงงานภายในวันที่ 17 พฤศจิกายนนี้ เพื่อพิจารณาจัดสรรกลุ่มจังหวัด ตามความต้องการว่า จังหวัดไหนอยากได้ค่าแรงขั้นต่ำเท่าไร หรือกลุ่มจังหวัดที่ไม่ขอขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ อย่าคิดว่าไม่มีกลุ่มจังหวัดที่ไม่ขอขึ้นค่าแรง เนื่องจากการสำรวจเมื่อปี 2565 มีถึง 31 จังหวัด ที่ไม่ขอปรับค่าแรงขั้นต่ำ เพราะกังวลว่าจะกระทบต่อธุรกิจ ขณะที่ลูกจ้างก็กลัวว่าจะถูกย้ายไปทำงานในพื้นที่ที่ได้รับอัตราค่าแรงขั้นต่ำน้อยกว่า ไปจนถึงความกังวลว่าจะมีการลดอัตราจ้างงานลง
จึงเป็นสาเหตุว่ากระทรวงแรงงานจะต้องรอการประชุมจากไตรภาคีคือ ภาครัฐ นายจ้าง และลูกจ้าง เมื่อได้ข้อสรุปแล้วก็จะเข้าสูตรการคำนวณโดยอิงจากเปอร์เซ็นต์อัตราเงินเฟ้อ การเจริญเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (GDP) ปรับขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์ จากนั้นข้อมูลเหล่านี้จะถูกคิดเป็นเปอร์เซ็นต์สำหรับการเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำในแต่ละจังหวัด ปัจจุบันกำหนดไว้ตั้งแต่ 328 -354 บาท ฉะนั้น เมื่อกำหนดค่าเปอร์เซ็นต์ได้แล้วก็จะสามารถคำนวณด้วยเปอร์เซ็นต์เดียวกันนี้ได้ในทุกจังหวัด
ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน แต่ไม่มีสิทธิไปกำหนดค่าแรงว่าใครจะได้เท่าไร แต่เรามีสิทธิกำหนดหลักคิดสูตรสำเร็จให้แต่ละจังหวัด หน้าที่ของกระทรวงแรงงานคือ หารือในไตรภาคี เมื่อจบเรียบร้อยก็จะประกาศเป็นของขวัญปีใหม่ 2567 ว่าจะขึ้นค่าแรงกี่เปอร์เซ็นต์ กระทรวงจะไม่เข้าไปประกาศเป็นรายจังหวัด แต่ให้ทางจังหวัดนำเปอร์เซ็นต์ที่ได้ไปคำนวณได้เลย

ส่วนคณะกรรมการประกันสังคม หรือบอร์ดประกันสังคม เปิดให้ผู้ประกันตนได้ใช้สิทธิเลือกตั้งครั้งแรกในประเทศไทยวันที่ 24 ธันวาคมนี้นั้น จะเป็นการเลือกตั้งผู้สมัครเป็นกรรมการจากฝ่ายนายจ้างและฝ่ายผู้ประกันตน ฝ่ายละ 7 คน ประกอบกับ คณะกรรมการจากภาครัฐ 7 คน ที่มีกฎหมายเขียนชัดว่าไม่ต้องผ่านการเลือกตั้ง บอร์ดประกันสังคมมีวาระ 2 ปี การเลือกตั้งครั้งนี้สำคัญมาก ขณะนี้ สปส.ได้ขยายเวลาลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้งและการรับสมัครกรรมการทั้งฝ่ายนายจ้างและฝ่ายผู้ประกันตนไปถึงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2566 ข้อมูล ณ วันที่ 2 พฤศจิกายน มีผู้ลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้งประมาณ 5 แสนกว่าคน จากจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 12 ล้านคนส่วนผู้สมัครเป็นกรรมการฝ่ายนายจ้างมี 50 คน และฝ่ายผู้ประกันตนประมาณ 200 คน
สปส.คาดหวังว่า เมื่อถึงวันปิดรับลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้งและรับสมัครกรรมการ น่าจะมีผู้ประกันตนลงทะเบียนใช้สิทธิไม่น้อยกว่า 1 ล้านคน จึงจำเป็นต้องเร่งประชาสัมพันธ์ให้ทั้งนายจ้างและผู้ประกันตนลงทะเบียนใช้สิทธิไปเลือกตั้ง เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ได้ให้คนรุ่นใหม่ๆ เข้ามาทดแทนคนรุ่นเก่าที่มีประสบการณ์ แต่คนรุ่นใหม่ก็มีทักษะในการทำงานเชิงรุก ฉะนั้น เราจะต้องผสมผสานทั้งคนรุ่นใหม่และคนรุ่นเก่าเข้ามาอยู่ในไตรภาคี เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนมุมมอง นำไปสู่การพัฒนาสิทธิประโยชน์ต่างๆ ให้กับผู้ประกันตน
บอร์ดประกันสังคมคือ พื้นที่อิสระในการถกปัญหาแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกรรมการภาครัฐ นายจ้าง และผู้ประกันตน ตนเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ไม่ได้อยู่ในทั้ง 3 ฝ่ายนั้น และจะไม่เข้าไปก้าวก่าย มีเพียงปลัดกระทรวงแรงงานนั่งเป็นประธานบอร์ด
ฉะนั้น การหารือในด้านสิทธิประโยชน์ต่างๆ ของผู้ประกันตน รวมถึงนายจ้าง จะถูกนำมาพูดคุยกันภายในบอร์ดอย่างอิสระ ดังนั้น ผู้สมัครเป็นกรรมการบอร์ดประกันสังคม ที่ได้รับหมายเลขและตรวจคุณสมบัติครบถ้วนแล้ว สามารถแสดงวิสัยทัศน์ผ่านช่องทางการสื่อสารของตนเองได้ เพื่อให้ผู้ลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้งเห็นถึงความตั้งใจว่า เมื่อเลือกคุณเข้ามาเป็นบอร์ดแล้ว จะเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรขึ้นบ้างเพื่อให้ทุกคนได้ตัดสินใจว่าจะเลือกใคร เพื่อให้เกิดคณะทำงานชุดใหม่ๆ ผสมผสานกัน
หลังจากการรับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เมื่อวันที่ 6 กันยายนที่ผ่านมา 1 เดือนนับจากนั้น ก็มีภารกิจท้าทายคือ การช่วยเหลือพี่น้องแรงงานไทยเผชิญสถานการณ์การสู้รบที่อิสราเอล ตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคมเป็นต้นมา นายกรัฐมนตรีเป็นห่วงพี่น้องแรงงานภายในประเทศอิสราเอลอย่างมากแรงงานไทยทั้ง 30,000 คนไปทำงาน ส่วนใหญ่เป็นสมาชิกกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงานในต่างประเทศ ไปทำงานอย่างถูกกฎหมาย ฉะนั้น เมื่อเกิดภัยสงครามแล้วจำเป็นจะต้องกลับมาประเทศไทย ก็จะได้รับเงินชดเชย 15,000 บาทต่อคนนายกฯได้อนุมัติเพิ่มเงินชดเชยให้แรงงานไทยกลับมาอีก 50,000 บาท
นอกจากนั้น ยังมีมาตรการพักหนี้สิน เพื่อพักต้นพักดอก เป็นเวลา 3 ปี ในวงเงินไม่เกิน 150,000 บาทเพื่อให้พี่น้องแรงงานได้คลายกังวลเรื่องหนี้สิน นอกจากนั้น กรมการจัดหางานได้เข้าช่วยเหลือแรงงานกลับมาเพื่อหางานใหม่ ทั้งงานในประเทศและต่างประเทศที่มีอัตราค่าจ้างใกล้เคียงกับประเทศอิสราเอล ทั้งหมดนี้เป็นการสร้างแรงจูงใจให้ทุกคนตัดสินใจกลับประเทศไทยโดยด่วน
เนื่องจากมีความกังวลว่า หากมีการยกระดับเป็นสงครามระดับภูมิภาค และหากเกิดกรณีมีการปิดน่านฟ้า ทางรัฐบาลอาจจะไม่สามารถนำเครื่องบินเข้าไปรับแรงงานไทยกลับประเทศได้ อย่างไรก็ตาม กระทรวงแรงงานมีการประชุมออนไลน์ไปยังศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือแรงงานภายในประเทศอิสราเอล ที่กรุงเทลอาวีฟ เวลา 11.00 น. ในทุกวัน เพื่อประสานความร่วมมือกับสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเทลอาวีฟ ประเทศอิสราเอล และอัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายแรงงาน) ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ และได้ส่งเจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงาน 14 คนไปช่วยอพยพแรงงาน ข้อมูลล่าสุดรายงานว่า มีแรงงานไทยกลับมาสู่ประเทศไทยราว 10,000 คนแล้วส่วนอีก 20,000 คน ยังไม่ได้ตัดสินใจกลับมานั้น ก็ขอให้รีบกลับมาเพื่อความปลอดภัยของท่านเอง คาดว่าน่าจะมีกลับมาเพิ่ม แต่คงจะไม่มาก
ส่วนคำถามในสังคมว่าจะส่งแรงงานไทยไปในพื้นที่เสี่ยงอย่างอิสราเอลอีกหรือไม่นั้น กรณีอิสราเอล ก่อนจะส่งแรงงานไป ก็ได้รับคำยืนยันว่าปลอดภัย จากการพูดคุยกับแรงงานไทยที่กลับมา ทราบว่าการยิงจรวดทำสงครามน่านฟ้าเป็นเรื่องปกติ เห็นอยู่ทุกวัน แต่ไม่เกิดความเสียหาย เนื่องจากอิสราเอลมีระบบการสกัดป้องกันขีปนาวุธที่มีประสิทธิภาพลำดับต้นๆ ของโลก ทำให้แรงงานไทยมั่นใจ อยากไปทำงานที่อิสราเอล
ส่วนของขวัญปีใหม่ 2567 ขณะนี้ได้มอบหมายให้ทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงาน หรือ 5 เสือทั้งสำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน กรมการจัดหางานกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน และสำนักงานประกันสังคม ได้จัดหาชุดของขวัญปีใหม่ 2567 ไว้ให้พี่น้องแรงงาน แต่ต้องขออุบเอาไว้ก่อน เพื่อประกาศเป็นของขวัญในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ใกล้จะมาถึงนี้

