หน้าแรก การเมือง คนตกสีที่อยู่...

คนตกสีที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง : ‘ผลโพล’ ‘เสียงสะท้อน’ และ ‘ความเป็นจริงทางการเมือง’

8.11.23 | 12:55 น.

โพล “มติชนxเดลินิวส์” ครั้งที่สอง ตั้งคำถามอย่างท้าทายตรงไปตรงมาว่า ประชาชนเห็นว่า “รัฐบาลเศรษฐา” ควรแก้ปัญหาอะไรเป็นสำคัญ ระหว่าง “ปัญหาการเมือง” หรือ “เศรษฐกิจปากท้อง” ผลที่ปรากฏออกมาก็เป็นสิ่งที่ฝ่ายการเมืองและผู้สนใจติดตามนั้นไม่อาจมองข้ามหรือดูเบาไปได้

เป็นเพราะโพล “มติชนxเดลินิวส์” ในครั้งที่หนึ่ง ได้สร้างชื่อไว้จากการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ซึ่งประมวลผลความนิยมของประชาชนออกมาใกล้เคียงผลการเลือกตั้งมากที่สุด โดยเป็นไม่กี่โพลที่ชี้ว่า คะแนนนิยมของพรรคก้าวไกลนั้นเหนือกว่าพรรคเพื่อไทย ซึ่งในตอนนั้นเป็นเรื่องยากที่ใครจะเชื่อว่าเป็นไปได้ หรือถึงจะสำรวจออกมาได้เช่นนั้นก็อาจเป็นเพียง “คะแนนโพล” ที่จะไม่กลายเป็นคะแนนเลือกตั้งจริงจังนัก หากเมื่อผลการเลือกตั้งออกมา ก็ปรากฏว่า โพลที่สำรวจ เก็บข้อมูล และประมวลผลโดยมติชนและเดลินิวส์นั้นสามารถสะท้อนเสียงของผู้ตอบโพลออกมาได้ใกล้เคียงผลการเลือกตั้งอย่างแม่นยำเป็นที่ยอมรับ

สำหรับการสำรวจของโพล “มติชนxเดลินิวส์” ในรอบนี้ เปิดโหวตกันตลอดเดือนตุลาคม ผ่านช่องทางออนไลน์ทุกแพลตฟอร์มของสื่อเครือมติชนและเดลินิวส์ สรุปรวมกลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 42,848 โหวต ผลก็ปรากฏว่า ประชาชนผู้ร่วมโหวตนั้นเห็นว่า รัฐบาลเศรษฐาควรเร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องก่อนถึง 60.2% ส่วนอีก 39.8% นั้นเห็นว่าควรแก้ปัญหาการเมืองและปฏิรูปโครงสร้างสังคมเป็นสำคัญ

พูดง่ายๆ คือผู้ร่วมตอบโพลเห็นว่า “ปากท้อง” สำคัญกว่า “การเมือง” อย่างน้อยก็ในขณะนี้

ส่วนที่ว่าจะแก้ปากท้องเรื่องอะไรนั้น ส่วนใหญ่อยากให้แก้ปัญหาเรื่องค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าน้ำมัน ตามด้วยปัญหาหนี้สินครัวเรือนและหนี้สาธารณะ ปัญหาการเกษตร ส่วนนโยบายเรื่องแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ตนั้นมาเป็นอันดับสี่ ตามด้วยการเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำและเงินเดือนปริญญาตรี และปัญหาอื่นๆ

Advertisement

สำหรับการแก้ปัญหาทางการเมืองและโครงสร้างสังคมนั้น เสียงส่วนใหญ่เห็นว่าควรแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย นำมาเป็นเรื่องที่หนึ่ง ตามด้วยการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ปฏิรูปกองทัพ การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น รัฐสวัสดิการ และปัญหาอื่นๆ ตามลำดับ

ความเห็นของผู้คนที่แสดงออกผ่านโพล “มติชนxเดลินิวส์” ครั้งที่ 2 นี้ แม้ใครไม่เห็นด้วย แต่ก็มองข้ามหรือดูแคลนไม่ได้ โดยเฉพาะถ้าเชื่อถือหรือสมาทานต่อแนวคิดประชาธิปไตย เพราะนี่คือข้อเท็จจริงที่มีตัวชี้วัดชัดเจนว่าผู้คนส่วนใหญ่ในตอนนี้เห็นว่าปัญหาสำคัญระดับต้นที่คาดหวังจากรัฐบาลให้เข้ามาแก้ไขจัดการคือปัญหาเรื่องเศรษฐกิจและปากท้องเป็นสำคัญ

ผลชี้ขาดที่ระดับ 60/40 นั้นอาจจะไม่เรียกว่าขาดลอย แต่ก็เกินกว่าคำว่าก้ำกึ่งไปไกล และยิ่งถ้าจะพิจารณาว่า กลุ่มเป้าหมายหลักคือผู้อ่านและผู้ชมสื่อทั้งคู่ ต่างก็เป็นกลุ่มที่มีความสนใจและตื่นตัวทางการเมืองเป็นทุนอยู่ก็ตาม แต่ผู้ตอบโพลเหล่านั้นก็ยังเห็นว่าในตอนนี้เรื่องปากท้องสำคัญกว่าการเมือง

ถ้าจะไม่เชื่อเรื่องผลโพลก็อาจลองวัดจากบรรยากาศทางการเมืองและการตื่นตัวของประชาชนในช่วงนี้ ก็จะเห็นว่าข้อเรียกร้องให้แก้ปัญหาทางการเมืองและโครงสร้างนั้นแผ่วลงไปมากแล้ว แม้แต่เรื่องที่อาจจะเรียกว่าเป็นปัญหาใหญ่ที่สุดของปัญหาทางการเมือง คือรัฐธรรมนูญ 2560 ที่เชื่อว่าคนส่วนใหญ่ต้องการยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปแล้วตั้ง ส.ส.ร. ที่เป็นตัวแทนโดยตรงของประชาชนขึ้นมาร่างใหม่ทั้งฉบับ ซึ่งในตอนนี้กระแสก็ดูเงียบไปแล้ว

ต้องยอมรับว่าการดำเนินการตลอดจนท่าทีของพรรคเพื่อไทยนั้นออกไปในทางที่ชวนผิดหวังสำหรับผู้ที่คาดหวังการแก้ปัญหาทางการเมืองให้มีความเป็นประชาธิปไตยและปฏิรูปโครงสร้างสังคมทั้งสิ้น จากความไม่พยายามรื้อแก้โครงสร้างทางการเมืองอันเนื่องมาจากรัฐธรรมนูญที่ทุกฝ่ายต่างยอมรับว่าเป็นปัญหาสำคัญที่ทำให้เกิดผลประหลาดในทางการเมือง รวมถึงท่าทีที่เหมือนทั้ง “อ่อนข้อ” และ “อ่อนน้อม” ต่อฝ่าย “กองทัพ” ที่ประชาชนส่วนหนึ่งเห็นว่าเป็นคู่ขัดแย้งโดยตรง เนื่องจากเป็นฝ่ายอำนาจที่อยู่เบื้องหลังการปกครองในระบอบประยุทธ์มาตลอด 9 ปีที่สูญหายและสิ้นหวังของประเทศ

ท่าทีที่ออกมาประกาศชัดว่าจะไม่ยุบเลิกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ที่ทำตัวเหมือนองค์กรปกครองซ้อนทับที่เข้ายุ่มย่ามแส่ส่ายกับแทบทุกกิจการกิจกรรมของหน่วยราชการและองค์กรภาครัฐรวมถึงประชาชนอย่างไม่มีขอบเขตในนามความมั่นคง การออกมาปกป้องการทำปฏิบัติการข่าวสารเชิงจิตวิทยา หรือ IO ของกองทัพว่าสามารถทำได้ ยอมอ่อนให้ต่อปัญหาการจัดซื้อเรือดำน้ำที่แม้ฝ่ายผู้ขายจะไม่สามารถประกอบสร้างเรือดำน้ำให้ได้ตามสัญญา ก็ยังอุตส่าห์ไปต่อรองแก้ไขให้เป็นการซื้อเรือรบแบบอื่นแทน รวมกับท่าที “เกรงใจ” ที่เห็นได้ชัดเจนว่ารัฐบาลนี้คงจะไม่แตะต้องหรือปฏิรูปกองทัพอะไรจริงจังนัก

ส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่พรรคเพื่อไทยเป็นเจ้าภาพนั้นนอกจากจะไม่ชัดเจนแล้ว ก็ยังมีทีท่าว่าขอบเขตการแก้ไขจะลดลงจากที่เคยแถลงไว้เป็นนโยบายของพรรคในตอนหาเสียงด้วย โดยประกาศชัดว่าจะไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญในหมวด 1 และหมวด 2 แน่นอน ซึ่งเท่ากับว่าถึงอย่างไรก็จะไม่ใช่การยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับแน่นอน

แต่เรื่องนี้ถ้ากล่าวกันอย่างไม่เกรงใจ (และไม่กลัวทัวร์ลง) ฝ่ายประชาชนเองก็ไม่ได้แสดงความต้องการที่ชัดเจนให้ฝ่ายการเมืองหรือฝ่ายอำนาจเบื้องหลังได้เห็นแบบเป็นรูปธรรมมาตั้งแต่ครั้งที่พรรคก้าวไกลชนะการเลือกตั้ง ทั้งๆ ที่บรรยากาศการเมืองในตอนนั้นเหมือนจะฮึกเหิมห้าวหาญว่าเป็นชัยชนะของมวลชนฝั่งที่ต้องการประชาธิปไตย แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่กลไกการเมืองในสภา โดยเฉพาะสมาชิกวุฒิสภาซึ่งเป็นตัวแทนของการสืบทอดอำนาจ ทำการฉ้อฉลจน “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” ต้องพลาดตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเข้าจริงๆ แล้ว ก็ไม่ปรากฏว่ามีการชุมนุมใหญ่หรือแสดงพลังอะไรอย่างที่นักวิเคราะห์การเมืองและคนทั่วไปคาดการณ์ คล้ายว่าทุกคนจะเหนื่อยแล้วและปล่อยให้เป็นการต่อสู้ในทางการเมืองของบรรดาผู้แทนและพรรคการเมืองในการจัดตั้งรัฐบาลกันไป

หรือถ้าพูดกันอย่างไม่เกรงใจครั้งที่สอง ประชาชนที่เรียกร้องต้องการความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองนั้นเอง ก็ติดกับดักอยู่กับการ “เข้าชื่อ” แสดงพลังทางออนไลน์หรืออย่างมากก็เข้าชื่อในกระดาษ แล้วก็พอใจ (หรือแสดงความไม่พอใจ) อยู่เพียงเท่านั้น

เมื่อครั้งที่ไอลอว์ ได้รณรงค์รวบรวมรายชื่อประชาชน เสนอให้รัฐบาลดำเนินการจัดทำประชามติที่นำไปสู่การยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับโดย ส.ส.ร.ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ในตอนนั้นดูจะปลาบปลื้มซาบซึ้งใจกันใหญ่ว่าเป็นปาฏิหาริย์ของผู้คนซึ่งเรียกร้องประชามติเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับร่วมสองแสนกว่าคน ร่วมแสดงพลังกันมาลงชื่อกันภายในสองวัน แต่เมื่อเวลาผ่านไปโดยชัดเจนแล้วว่าทางรัฐบาลไม่เอาด้วยกับแนวทางของไอลอว์ที่เข้าชื่อกันนั้น ก็ไม่ได้มีการติดตามทวงถามหรือ “แสดงพลัง” อะไรกันหลังจากนั้น เช่นเดียวกับการเข้าชื่อเสนอกฎหมายเพื่อยกเลิก กอ.รมน.เอง ที่เมื่อรัฐบาลประกาศชัดแล้วว่าไม่เอาด้วยและจะไม่มีการยุบการปรับใดๆ ทั้งสิ้น ก็ไม่ปรากฏว่ามีการหืออืออะไรตามมาเช่นกัน

แต่ก็คงไม่ใช่เรื่องผิดอะไรหรอกที่ผู้คนส่วนใหญ่จะเป็นไปเช่นนั้น ก็ในเมื่อประชาชนแสดงความต้องการของตนผ่านการเลือกตั้งไปตามครรลองตามระบอบไป การเมืองที่มีตัวแทนนี้ก็มีไว้เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องยกพวกกันลงไปแก้ปัญหาทางการเมืองด้วยตัวเองอยู่แล้ว ดังนั้นหลังจากนี้ก็ควรเป็นความรับผิดชอบของฝ่ายการเมืองที่เป็น “ผู้แทน” ที่ต้องรับไปผลักดันต่อสู้กันต่อไปในวิถีทางการเมืองแบบรัฐสภา จะมาเรียกร้องให้ประชาชนต้องออกไปช่วยหนุนช่วยเสริมกันในทุกประเด็นก็อาจจะเกินไปหน่อย

ทั้งต่อให้เราจะพูดว่า ไม่จำเป็นต้องเลือกว่าจะแก้ปัญหาปากท้องมาก่อนแล้วต้องทิ้งการแก้ปัญหาทางการเมือง หรือเราสามารถแก้ปัญหาควบคู่กันไปได้ แต่ความเป็นจริงที่ต้องยอมรับกันสองเรื่องนั้น เรื่องแรกคือ มนุษย์เราไม่เฉพาะแต่รัฐบาล ก็ล้วนมีข้อจำกัดในเรื่องของการให้ความสำคัญ ที่การแบ่งความสำคัญไปหลายเรื่องมากเท่าไร ก็จะยิ่งทำให้ประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการทำเรื่องนั้นๆ ลดลงไปอย่างแน่นอน

กับความเป็นจริงอีกประการหนึ่ง คือ การแก้ปัญหาทางการเมืองที่จะให้ได้ผลรู้เรื่องนั้นอาจจะต้องไปตั้งแง่แตกหักกับฝ่ายอำนาจเดิมที่กุมอำนาจทั้งอำนาจตามความเป็นจริงและอำนาจทางเศรษฐกิจไว้ แต่การเลือกหนทางนั้นก็ย่อมเป็นอุปสรรคในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องได้

เมื่อผลการสำรวจจากโพลว่าผู้คนส่วนใหญ่ต้องการให้แก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องเป็นสำคัญ เรื่องการเมืองไว้ทีหลังก็ได้ ประกอบกับบรรยากาศของผู้คนและสังคมที่เสียงเรียกร้องให้แก้ไขปัญหาทางการเมืองนั้นก็เริ่มแผ่วลง ถึงเสียงดังขึ้นมาบ้างเป็นพักๆ แต่ก็ไม่ได้ “ติดตามทวงถาม” กันอย่างจริงจังเท่าไรนัก การไม่เป็นศัตรูหรือหักหาญฝ่ายกองทัพโดยไม่จำเป็นก็อาจจะเป็นกลยุทธ์ที่ดีกว่าในการแก้ปัญหาปากท้องที่เป็นจุดแข็งเดียวที่เหลืออยู่ และจะชี้ชะตาพรรคเพื่อไทยต่อไปในอนาคต ถ้าคิดในแง่นี้แล้ว “ท่าที” ที่น่าขัดใจต่างๆ นานาของพรรคเพื่อไทยที่ถูกติฉิน ก็พลันมีเหตุผลเข้าใจได้

เชื่อว่าจากนี้ไปพรรคเพื่อไทยเองคงต้องผลักดันเรื่องการแก้ไขปัญหาปากท้องให้เห็นผลได้ทั้งในทางความเป็นจริงและในเชิงความรู้สึก เพราะเป็นจุดแข็งหรือไพ่ใบเดียวที่ยังเหลืออยู่แล้ว ในเมื่อเลือกทางที่เหมือนจะปฏิเสธการแก้ไขปัญหาโครงสร้างทางการเมืองที่สำคัญไปเกือบหมด แล้วก็คาดหวังว่าในการเลือกตั้งในครั้งต่อไป ผลจากการทำงานที่แก้ไขปัญหาปากท้องนี้จะช่วยเรียกคะแนนนิยมคืนมาได้ รวมถึงดึงคะแนนของผู้คนที่เสียศรัทธากับอุดมการณ์การเมืองและประชาธิปไตยของพรรคไม่ให้เสียหายหรือหลุดลดลงไปมากกว่านี้

ส่วนพรรคก้าวไกลเองก็อาจจะต้องรักษาจุดแข็งในการเป็นพรรคที่ต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ของตนเอาไว้ให้มั่น เพราะนี่ก็เป็นจุดแข็งที่มาจาก “จุดอ่อน” ที่พรรคเพื่อไทยต้องเป็นรัฐบาลแบบประนีประนอมกับฝ่ายอำนาจเดิม หากก็ต้องยอมรับในส่วนของจุดอ่อนของพรรคก้าวไกลเองด้วยว่า ยิ่งเวลาผ่านพ้นไป พรรคก้าวไกลก็ประสบกับคำถามหรือข้อกังขาไม่มั่นใจ แม้แต่จากผู้สนับสนุนที่เริ่มมองว่า พรรคนี้จะทำงานจริงในการขับเคลื่อนอุดมการณ์ให้เป็นรูปธรรมตามที่หาเสียงหรือคุยไว้ได้หรือไม่ เพราะผลงานระหว่างที่เป็นฝ่ายค้านจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีอะไรให้เห็นจริงหรือผลักดันอะไรได้สักเท่าไร ไม่ต้องนับปัญหาภายในพรรคที่ชวนให้เสื่อมศรัทธาเรื่องที่ ส.ส.ของพรรคมีปัญหาเรื่องการคุกคามทางเพศเรื้อรังอย่างผิดปกติ โดยที่พรรคก็ไม่อาจควบคุมลงโทษอะไรจริงจังได้

แล้วทั้งคู่ค่อยไปวัดกันที่การเลือกตั้งครั้งต่อไป ที่อย่างน้อยก็ไม่มีอำนาจของ ส.ว. ที่เป็นองคาพยพสืบทอดอำนาจเหลืออยู่ในตอนนั้นแล้ว