นานาทรรศนะบวก-ลบ ขึ้นเงินเดือนขรก.-อัพค่าแรง
หมายเหตุ – ความเห็นจากนักวิชาการและเอกชน กรณีที่นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องศึกษาการปรับอัตราค่าแรงขั้นต่ำ และการปรับอัตราเงินเดือนข้าราชการพลเรือนและเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยให้รายงานผลต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายในเดือนพฤศจิกายนนี้
รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ
อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์
และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล การลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ ม.หอการค้าไทย
ผมมองว่า ในส่วนของการปรับเงินเดือนข้าราชการพลเรือนและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ควรปรับเพิ่มเป็น 2 ระยะ
โดยระยะแรก ควรมุ่งไปที่ข้าราชการชั้นผู้น้อยเพื่อให้เงินเดือนเพียงพอต่อการดำรงชีพ เนื่องจากไม่ได้มีการปรับเพิ่มฐานเงินเดือนทั้งระบบมาเป็นเวลา 9 ปีแล้ว
ระยะที่สอง ควรปรับเพิ่มฐานเงินเดือนข้าราชการทั้งระบบ แนะนำให้ใช้การปรับเพิ่มเงินเดือนแบบอัตราถดถอย โดยปรับตั้งแต่ข้าราชการชั้นผู้น้อย ระดับกลาง จนถึงระดับสูง พร้อมกับการปรับโครงสร้างและปฏิรูประบบราชการไปพร้อมกัน
ทั้งนี้ อัตราถดถอย คือ ฐานเงินเดือนต่ำให้เพิ่มมาก ฐานเงินเดือนสูงให้เพิ่มน้อย ซึ่งข้าราชการระดับสูง เช่น อธิบดี ปลัดกระทรวง มีผลตอบแทนอื่นๆ นอกเหนือจากเงินเดือนค่อนข้างมาก เช่น ได้เบี้ยประชุมคณะกรรมการชุดต่างๆ รวมถึงผลตอบแทนจากการเป็นบอร์ดรัฐวิสาหกิจ จึงไม่จำเป็นต้องรีบปรับขึ้นเงินเดือนให้กลุ่มนี้ หากจะปรับเงินเดือนให้ ต้องเอาผลตอบแทนทั้งระบบของข้าราชการกลุ่มนี้มาดูให้ดี เป้าหมายควรเป็นการปฏิรูประบบราชการ ไม่ใช่ปรับขึ้นเงินเดือนเพื่อให้เพียงพอต่อการมีคุณภาพชีวิตที่ดีแบบข้าราชการชั้นผู้น้อย
สำหรับการปฏิรูประบบราชการ คือ ลดขนาดของหน่วยราชการลงมา ให้มีขนาดเล็กลง
แต่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น และมีค่าตอบแทนสูงเทียบเท่าเอกชน ซึ่งควรมีกระบวนการในการนำเทคโนโลยีมาสร้างสิ่งใหม่ เปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลดิจิทัล ระบบราชการดิจิทัล มีความโปร่งใสสูง เป็นระบบราชการที่เปิดกว้างเปิดเผย สาธารณชนสามารถตรวจสอบได้ตลอดเวลา ซึ่งจะส่งผลให้ประเทศได้ข้าราชการที่มีคุณภาพสูง มีความรู้ความสามารถ และมีความซื่อสัตย์สุจริตมากขึ้น ผมอยากเห็นระบบราชการไทย เหมือนระบบราชการในสิงคโปร์ ประเทศยุโรปเหนือ หรืออย่างน้อยให้อยู่ระดับเดียวกับญี่ปุ่น หรือสหรัฐอเมริกา
เชื่อว่า หากสามารถปรับเงินเดือนข้าราชการได้จริง ประเทศไทยและสังคมโดยรวมจะดีขึ้นอย่างชัดเจน เศรษฐกิจจะดีขึ้น ทั้งมิติความสามารถในการแข่งขันและความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการจะทำให้ภาระทางงบประมาณสูงขึ้น และเป็นภาระที่เป็นค่าใช้จ่ายประจำที่รัฐต้องจ่ายทุกปี
รัฐบาลจึงต้องไปหาเม็ดเงินงบประมาณมาสนับสนุน ต้องมีการปฏิรูปรายได้ภาครัฐโดยเฉพาะภาษี และต้องมีแผนหารายได้และภาษีให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาฐานะทางการคลังในอนาคต ซึ่งยังมีแหล่งรายได้ภาษีอีกมากที่รัฐบาลสามารถจัดเก็บได้โดยไม่มีผลกระทบต่อประชาชนส่วนใหญ่
อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการจะทำให้ขวัญกำลังใจดีขึ้น และช่วยบรรเทาปัญหาหนี้สินของข้าราชการได้ระดับหนึ่ง
ในส่วนของ “ค่าแรงขั้นต่ำ” ผมมองว่ารัฐบาลควรปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำในปีหน้า โดยผ่าน “ระบบไตรภาคี” อย่างน้อยต้องมีการปรับเพิ่มค่าแรงในแต่ละพื้นที่ให้สูงกว่า “เงินเฟ้อ” การปรับค่าจ้างต้องให้เพียงพอต่อการดำรงชีพ บรรเทาความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจและภาระหนี้สินของครอบครัวได้ ซึ่งการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเพื่อคุณภาพชีวิตผู้ใช้แรงงาน ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจได้จริงนั้น ต้องมากเพียงพอ
ถ้าถามว่า ควรปรับค่าแรงขั้นต่ำขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์ถึงจะเหมาะสม ผมว่าอย่างน้อยต้องสูงกว่าอัตราการเพิ่มขึ้นของเงินเฟ้อในแต่ละปี หรือต้องสูงกว่าอัตราเงินเฟ้ออย่างน้อย 10% จึงจะบรรเทาปัญหาภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับที่สูงมาก โดยไม่เกิดแรงกดดันเงินเฟ้อมากนัก ทั้งนี้ การยกระดับค่าแรงขั้นต่ำ อาจส่งผลต่อการปรับเพิ่มราคาสินค้าและบริการระดับหนึ่ง อาจทำให้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นบ้าง แต่ไม่ได้กระทบมากนัก เพราะค่าแรงคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 28-30% ของต้นทุนการผลิต ในภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการโดยเฉลี่ย อาจมีบางกิจการ หรือบางธุรกิจที่ใช้สัดส่วนแรงงานเข้มข้นมาก สัดส่วนต้นทุนค่าแรงต่อต้นทุนทั้งหมดของสถานประกอบการ อาจสูงกว่านี้
อย่างไรก็ตาม การเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำในไทย จะไม่ส่งผลให้เกิดปัญหาการว่างงาน เพราะไทยมีปัญหาขาดแคลนแรงงานทักษะต่ำในหลายอุตสาหกรรมและต้องอาศัยแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านจำนวนมาก การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำจะช่วยดึงดูดแรงงานประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาทำงานในประเทศไทย แต่ศักยภาพของเศรษฐกิจและความพร้อมของภาคธุรกิจอุตสาหกรรมก็ยังไม่สามารถปรับจ้างให้แข่งขันกับตลาดแรงงานในไต้หวัน เกาหลีใต้ อิสราเอล หรือแม้กระทั่งมาเลเซียได้ จากการไหลออกของแรงงานไทยที่ยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สำหรับประเทศไทยที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ประชากรวัยหนุ่มสาวไม่มาก และเสี่ยงเกิดภาวะขาดแคลนแรงงานในหลายกิจการ ผมเสนอให้ใช้ “ผลิตภาพแรงงานสูง” ในการแข่งขัน
สำหรับ “กระทรวงแรงงาน” ที่กำลังพิจารณาค่าแรงขั้นต่ำอยู่ในขณะนี้ ผมเสนอว่าการพิจารณาค่าแรงขั้นต่ำต้องผ่านระบบไตรภาคี และมีคณะกรรมการค่าจ้างพิจารณาในแต่ละพื้นที่ แต่ในหลายพื้นที่องค์กรลูกจ้างอ่อนแอ จึงมีอำนาจต่อรองเจรจาน้อย รัฐต้องเป็นตัวกลางเข้าไปดูให้เกิดความเป็นธรรมในการกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำในบางพื้นที่ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในภาพรวม
เกวลิน หวังพิชญสุข
รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด
สำหรับการปรับขึ้นค่าแรงงานขั้นต่ำ ที่ตัวเลข 400 บาท จากปัจจุบันค่าแรงเฉลี่ยอยู่ที่ 337 บาท ในแนวทางปกติต้องผ่านกระบวนการของคณะกรรมการไตรภาคีพิจารณาก่อนการปรับขึ้นทันทีในระดับดังกล่าวน่าจะทำไม่ได้ในทุกพื้นที่ของประเทศ เพราะต้องคำนึงถึงเศรษฐกิจในพื้นที่ต่างๆ ขณะเดียวกัน ถ้าปรับขึ้นเงินเดือนตามเงื่อนไขที่อาจจะให้นายจ้างพิจารณาตามคุณภาพแรงงาน ประเด็นนี้ผลักดันให้แรงงานมีประสิทธิภาพมากขึ้นสอดคล้องกับในอนาคตที่แรงงานในประเทศจะลดลงเข้าสู่สังคมสูงวัย อีกทั้งมีจำนวนการเกิดน้อยลง การที่แรงงานมีคุณภาพมากขึ้น และทำงานได้หลากหลายด้านก็เป็นประโยชน์ต่อองค์กร สอดคล้องกับการขึ้นเงินเดือนข้าราชการมีแนวทางที่ต้องปรับคุณภาพการทำงานให้มากขึ้น เพื่อสนับสนุนการทำนโยบายรัฐบาลดิจิทัลที่นำเทคโนโลยีเข้ามาปรับการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และเงินเดือนปรับในทิศทางเดียวกันกับค่าครองชีพที่แพงขึ้น ดังนั้น การปรับขึ้นเงินเดือนทั้งเอกชนและรัฐบาล มุ่งแก้ปัญหาในอนาคต
ขณะเดียวกันด้านผลเสียที่กังวลด้านการปรับขึ้นค่าแรงแล้วจะส่งผลให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น ทำให้ค่าครองชีพสูงขึ้นตามนั้น มองว่าประเด็นนี้อยู่ที่อัตราการเพิ่มขึ้นของค่าแรง หากปรับเพิ่มเป็น 400 บาททันที อาจมีผลกระทบทำให้ราคาสินค้าเพิ่มขึ้นมาก แต่จากที่ผ่านมาการปรับค่าแรงตามเศรษฐกิจพื้นที่ และมีอัตราเฉลี่ยไม่เท่ากัน ดังนั้น อัตราเงินเฟ้อที่ถูกฉีดเข้าสู่ราคาสินค้าจะมีไม่มาก จนเกิดเป็นผลกระทบในวงกว้าง
อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นเงินเดือนเป็นต้นทุนที่ทั้งเอกชนและรัฐบาลจะต้องเจอในเรื่องงบประมาณในรายจ่ายประจำจะมากขึ้น ดังนั้น รัฐบาลอาจต้องพัฒนาเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับการทำนโยบาย เพราะรายได้ต้องสอดคล้องรายจ่าย เพื่อป้องกันผลกระทบเรื่องภาระทางการคลังที่จะมากขึ้นในอนาคต
ธนิต โสรัตน์
รองประธานองค์การนายจ้างผู้ประกอบการการค้าและอุตสาหกรรมไทย
นโยบายนี้เป็นของพรรคเพื่อไทย ที่มีอำนาจหน้าที่ในการจัดตั้งรัฐบาล ดังนั้น แนวโน้มในตอนนี้คือไม่ว่าอย่างไร ต้องมีการปรับขึ้นค่าแรงอย่างแน่นอน แต่ว่าการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ อาจไม่ใช่อัตรา 400 บาทต่อคนแล้ว เนื่องจากกระทรวงแรงงานได้ออกมาให้ข้อมูลว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราค่าแรงตามความเหมาะสมของพื้นที่ ไม่ได้มีปรับเป็นราคาเดียวกันทั่วประเทศ ต้องรอผลการพิจารณาคณะกรรมการไตรภาคีด้วย
การที่นายกฯได้สั่งการให้กระทรวงแรงงาน และให้นายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการข้าราชการพลเรือน ไปศึกษาความเหมาะสมขึ้นค่าจ้าง ซึ่งคำสั่งดังกล่าวอาจแตกต่างกับนโยบายที่มีการหาเสียงไว้เล็กน้อย แต่เข้าใจได้ โดยสิ่งที่ผู้ประกอบการให้ความสนใจมากกว่าอัตราค่าแรงขั้นต่ำ คือ ระยะเวลาที่จะปรับขึ้น ว่าจะเป็นเดือนมกราคม เมษายน หรือพฤษภาคม 2567 หากศึกษามาแล้วได้ข้อสรุปเป็นเดือนมกราคม 2567 อาจจะไม่ทัน เนื่องจากได้รับทราบข้อมูลว่า คณะอนุกรรมการจังหวัดยังไม่ได้ส่งข้อมูลมายังไตรภาคีเลย
ส่วนคณะกรรมการค่าจ้างเพิ่มมีการประชุมร่วมกันไปเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา แต่ยังไม่ได้ลงในรายละเอียด ว่าหลักเกณฑ์ควรจะใช้แบบใด เบื้องต้นอาจใช้วิธีการคำนวณค่าจ้างขั้นต่ำ โดยการเอาเงินเฟ้อ 3 เดือนมาเฉลี่ย ผลปรากฏว่าอาจมีการเพิ่มอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ 3% จากอัตราค่าจ้างเดิม แต่เรื่องนี้ยังไม่ได้มีการนำไปพิจารณาในที่ประชุมว่าที่สุดแล้วจะบวกเพิ่มในแต่ละพื้นที่เป็นจำนวนเท่าใด
มองว่าตอนนี้ยังมีประเด็นเรื่องนโยบายเงินดิจิทัล 10,000 บาท แทรกซ้อนอยู่ เห็นชัดว่ารัฐบาลมุ่งเน้นขณะนี้ กระทรวงแรงงานเองมีส่วนผลักดันนโยบายนี้ โดยมีการดึงแรงงานไทยกลับบ้าน จึงทำให้นโยบายการขึ้นค่าจ้างแผ่วลงไปมาก ไม่ได้ขึงขังว่าต้องเป็น 400 บาทต่อคน อย่างในช่วงแรกๆ แต่หลังจากกระทรวงแรงงานสำรวจความคิดเห็นพบว่ากว่าครึ่งหนึ่ง ระบุว่าหากปรับขึ้นค่าแรงช่วงนี้อาจส่งผลเสียถึงขั้นธุรกิจเจ๊งได้เลย จึงทำให้กระทรวงแรงงานต้องศึกษาใหม่ และเบื้องต้นได้ให้ข้อมูลว่าอาจไม่มีการปรับขึ้นอัตราเป็น 400 บาทต่อคนได้ทั่วประเทศ เนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังไม่ดี จึงเป็นอีกเหตุผลที่นายกฯเร่งผลักดันนโยบายเงินดิจิทัลฯ เพื่อมาเพิ่มกำลังซื้อให้กับประชาชน
ดังนั้น การปรับขึ้นค่าแรงจึงไม่ได้เป็นการตอบโจทย์ เรื่องการเพิ่มกำลังซื้อให้กับประชาชน แต่อีกมุมยังเป็นการซ้ำเติมผู้ประกอบการอีกด้วย อย่างไรก็ตาม เชื่อว่า ไม่ว่าอย่างไรอัตราค่าจ้างต้องมีการปรับขึ้นอย่างแน่นอน หากสามารถรอมชอมกัน โดยใช้หลักการเดียวกันกับการปรับขึ้นอัตราค่าจ้างเมื่อปลายปี 2564 คิดว่าเป็นวิธีที่ดีและไร้ปัญหาที่สุด โดยการปรับขึ้น 5% จากฐานเงินเดือนเดิมของแต่ละจังหวัด หากทำได้อาจจะทันในช่วงเดือนมกราคม 2567 หรือทันมอบเป็นของขวัญปีใหม่ 2567 ให้กับแรงงานได้ ไม่ต้องเริ่มใหม่ หากเริ่มใหม่ทั้งหมดคงต้องเถียงกันอีกยาว ช่วงเวลาที่ควรปรับขึ้นค่าแรงที่สุด ควรเดือนพฤษภาคมของทุกปี นอกจากจะเป็นวันแรงงานแห่งชาติแล้ว ยังตรงกับช่วงใกล้เข้าช่วงครึ่งปีหลังอีกด้วย ประเมินเศรษฐกิจครึ่งปีหลังได้

