ผ่านพ้นไปเรียบร้อย สำหรับการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่มีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช.เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณาเรื่องด่วนร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่…) พ.ศ…. แบบ 3 วาระรวด
ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นผู้เสนอ ด้วยมติ 228 ต่อ 0 เสียง งดออกเสียง 3 เสียง ตามกระบวนการพิจารณาภายใน 15 ขึ้น เพื่อนำขึ้นทูลเกล้าฯ และบังคับใช้ต่อไป
กระบวนการการแก้ไขรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 นั้นเป็นกลไกสำคัญที่จะเปิดช่องให้สามารถแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ผ่านการทำประชามติที่อยู่ระหว่างกระบวนการนำขึ้นทูลเกล้าฯเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย โปรดเกล้าฯร่างรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้
ตามพระราชกระแสที่รับสั่งผ่านองคมนตรี และประสานงานผ่านทางสำนักราชเลขาธิการ สำนักพระราชวัง มายังรัฐบาลว่า มีประเด็นที่ต้องหารือในเรื่องรัฐธรรมนูญ หมวดพระมหากษัตริย์ ซึ่งทางคณะองคมนตรีได้นำขึ้นทูลเกล้าฯถวายไปแล้ว และมีพระราชกระแสลงมาว่ามี 3-4 รายการ ที่จำเป็นต้องแก้ไขให้เป็นไปตามพระราชอำนาจของพระองค์ท่าน
โดยนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะตัวแทน ครม.ได้ชี้แจงหลักการและเหตุผลในการขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ
(ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 ว่าการแก้ไขครั้งนี้มีหลักการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ใน 2 ประเด็น คือ 1.การเพิ่มข้อความใหม่ในวรรคสาม ของมาตรา 2 ในรัฐธรรมนูญชั่วคราว เกี่ยวกับการแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในบางกรณี 2.การแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 39/1 วรรคสิบเอ็ด เกี่ยวกับการให้อำนาจนายกรัฐมนตรีขอพระราชทานนำร่างรัฐธรรมนูญที่ทูลเกล้าฯกลับมาปรับปรุงแก้ไขในบางประเด็นอีกครั้งหนึ่ง และนำขึ้นทูลเกล้าฯถวายใหม่ภายในเวลาที่กำหนด ทั้งนี้ นายกฯได้นำร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านประชามติ
ขึ้นทูลเกล้าฯ วันที่ 8 พ.ย.59 โดยอยู่ระหว่าง
พระราชอำนาจที่ทรงพิจารณาภายใน 90 วัน แต่ในช่วงเวลาดังกล่าว สำนักราชเลขาธิการแจ้งมายังรัฐบาลว่า มีข้อสังเกตบางประการ สมควรที่รัฐบาลจะรับไปดำเนินการ
ประเด็นที่มีการปรับแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ มีจำนวนทั้งหมด 4 มาตรา ตามร่างที่ ครม.และ คสช.เสนอมา โดยนายวิษณุชี้แจงว่า ครม.และ คสช.ขอปรับปรุงถ้อยคำในมาตรา 3 ให้เกิดความชัดเจนขึ้น
จากเดิมระบุว่า “ในเมื่อพระมหากษัตริย์จะไม่ประทับอยู่ในราชอาณาจักร หรือจะทรงบริหารพระราชภาระไม่ได้ด้วยเหตุผลใดก็ตาม จะทรงแต่งตั้ง
ผู้ใดผู้หนึ่งเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์หรือไม่ก็ได้ และให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้ง? เป็น “ในเมื่อพระมหากษัตริย์จะไม่ประทับอยู่ในราชอาณาจักร หรือจะทรงบริหารพระราชภาระไม่ได้ด้วยเหตุผลใดก็ตาม จะทรงแต่งตั้งผู้ใดผู้หนึ่งเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์หรือไม่ก็ได้ และให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้ง และเมื่อกรณีเป็นไปตามมาตรานี้แล้ว มิให้นำความในมาตรา 18 มาตรา 19 และมาตรา 20 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาใช้บังคับ
ขณะเดียวกัน นายวิษณุยังได้แจ้งต่อที่ประชุม สนช.ด้วยว่า ครม.และ คสช.ขอปรับปรุงแก้ไขถ้อยคำในมาตรา 4 เพื่อให้เกิดความชัดเจนและปฏิบัติได้จริง โดยเพิ่มถ้อยคำจากเดิมที่ระบุว่า
“ให้สามารถแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านการออกเสียงทำประชามติตามข้อสังเกตที่พระมหากษัตริย์พระราชทาน? เป็น “ให้สามารถแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านการออกเสียงทำประชามติตามข้อสังเกตที่พระมหากษัตริย์พระราชทานและประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกันได้?
กระบวนการต่อไปภายหลังร่างรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่…) พ.ศ…. มีผลบังคับใช้ นายกรัฐมนตรี จะต้องเป็นผู้ขอรับพระราชทานร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ทูลเกล้าฯไปแล้วนั้น กลับคืนมาเพื่อดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมเฉพาะประเด็นตามข้อสังเกตดังกล่าว ให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา 30 วัน หลังได้รับพระราชทานร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านการทำประชามติคืนมา
และทันทีที่แก้ไขเสร็จแล้วก็จะเป็นไปตามเงื่อนไขเดิม นั่นคือ นายกฯนำร่างรัฐธรรมนูญที่ปรับแก้ไขเสร็จแล้ว นำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยโปรดเกล้าฯร่างรัฐธรรมนูญ ตามกรอบระยะเวลา 90 วัน นับจากวันที่นายกฯได้นำร่างรัฐธรรมนูญที่แก้ไขแล้วขึ้นทูลเกล้าฯครั้งใหม่
ทั้งนี้ หากจะไล่เรียงกรอบเวลาการพิจารณาแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ผ่านการทำประชามติ จะมีกระบวนการประมาณ 4 เดือน ที่จะมีผลบังคับใช้ในช่วงเดือนพฤษภาคม
จากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการจัดทำร่าง พ.ร.บ.
ประกอบรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายลูกทั้ง 10 ฉบับ ของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับผ่านการทำประชามติบัญญัติไว้ คือ 240 วัน หรือ 8 เดือน และเข้าสู่ขั้นตอนการพิจารณาของ สนช.อีก 60 วัน หรือ 2 เดือน จากนั้นจึงเข้าสู่กระบวนการนำขึ้นทูลเกล้าฯ ตามกรอบระยะเวลา 90 วัน
เมื่อกฎหมายลูกที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งมีผลบังคับใช้ก็จะเข้าสู่กระบวนการจัดการเลือกตั้ง ตามกรอบเวลา 150 วัน หรือ 5 เดือน และเข้าสู่กระบวนการรับรองผลการเลือกตั้งและจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ ตามกรอบเวลา 60 วัน หรือ 2 เดือน
หากจะประเมินกรอบระยะเวลาในทุกขั้นตอนจนถึงการมี ครม.ชุดใหม่ ในสมมุติฐานที่ทุกขั้นตอนใช้เวลาพิจารณาเต็มกรอบเวลา การเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่จะเกิดขึ้นในห้วงเดือนกรกฎาคม 2561 หรืออีก 18 เดือนนับจากนี้
อย่างไรก็ตาม กระบวนการทางการเมืองและการจัดการเลือกตั้งจะเริ่มสตาร์ตนับหนึ่งได้ ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. นั่นคือ จะต้องจัดงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระบรมศพ และงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกให้เสร็จสิ้นก่อน โรดแมปของรัฐบาลและ คสช.จึงต้องเดินตามนี้

