หน้าแรก การเมือง ย้อนอดีตอัพเง...

ย้อนอดีตอัพเงินเดือนข้าราชการ ลุ้น ‘รบ.เศรษฐา’ กดปุ่มเพิ่ม

8.11.23 | 05:35 น.

พลันที่นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มีข้อเสนอในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 31 ตุลาคมที่ผ่านมา ว่าตามที่รัฐบาลได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาไว้ว่ารัฐบาลมีนโยบายในการสร้างรายได้ สร้างชีวิตของคนไทยให้มีเกียรติ มีเงินเดือน และค่าแรงขั้นต่ำที่เป็นธรรม สอดคล้องและเพียงพอต่อปัจจัยด้านการดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีนั้น

จึงมอบหมายให้กระทรวงแรงงานเร่งรัดการศึกษาความเหมาะสมและเป็นไปได้ในการปรับอัตราค่าแรงขั้นต่ำ และรายงานผลให้ ครม.ทราบโดยเร็ว

โดยมอบให้นายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะประธานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) รับไปเร่งรัดให้สำนักงาน ก.พ. ร่วมกับกระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ศึกษาความเหมาะสมและเป็นไปได้ แนวทางกรอบระยะเวลา และผลกระทบของการปรับอัตราเงินเดือน สำหรับกลุ่มข้าราชการพลเรือน และเจ้าหน้าที่ของรัฐให้ชัดเจน และรายงานผลให้ ครม.ทราบโดยเร็ว ภายในเดือน พ.ย.นี้

ขณะที่นายปานปรีย์ รับลูกข้อสั่งการของนายกฯทันที พร้อมกับแจ้งให้ 4 หน่วยงาน ทั้งกระทรวงการคลัง สภาพัฒน์ สำนักงาน ก.พ. และสำนักงบประมาณ ให้มาประชุมกันที่ทำเนียบรัฐบาลในวันที่ 10 พฤศจิกายนนี้ พร้อมขอให้ประชุมลักษณะนี้ 2 ครั้ง โดยพิจารณาข้อมูลเกี่ยวกับการปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการว่าจะปรับขึ้นหรือไม่ หรือจะปรับขึ้นในอัตราเท่าไหร่ หรือกับข้าราชการทั่วไปทุกคนหรือเฉพาะกลุ่ม

“ต้องศึกษาความเป็นไปได้และผลกระทบในหลายๆ ด้าน เพื่อเสนอ ครม.ภายในเดือน พ.ย.นี้ ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี ให้มีผลเร็วสุดภายในปีนี้” นายปานปรีย์ระบุ

Advertisement

ทั้งนี้ เมื่อไปตรวจสอบข้อมูลของสำนักงาน ก.พ. ระบุถึงการปรับเงินเดือนข้าราชการในรอบ 10 ปี ห้วงเวลาปี 2547-2558 โดยปี 2547 ซึ่งเป็นยุครัฐบาลที่มีนายทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกฯ มีพระราชกฤษฎีกาการปรับเงินเดือนของข้าราชการ ซึ่งเป็นการปรับจากพระราชบัญญัติเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง ซึ่งเป็นการปรับเงินเดือนของข้าราชการเข้าสู่โครงสร้างบัญชีเงินเดือนใหม่จากของเดิมปี 2538

โดยปรับเพิ่มในอัตราร้อยละ 3 เท่ากันทุกอัตราสําหรับข้าราชการทุกประเภท ทำให้เงินเดือนต่ำสุดอยู่ที่ 4,230 บาท สูงสุดที่ 61,850 บาท

บัญชีเงินเดือนปี 2547 นั้น มีการแบ่งเป็น 5 บัญชี คือ บัญชีอัตราเงินเดือนข้าราชการพลเรือนแบบเก่ากำหนดระดับไว้ 12 อันดับด้วยกัน ได้แก่ อันดับ ท.1-ท.11 และ บ.11 ประกอบด้วยบัญชีอัตราเงินเดือนข้าราชการทหาร ทหารกองประจำการ และนักเรียนในสังกัดกระทรวงกลาโหม 14 ระดับ

ตั้งแต่ พ.1-พ.2 ป.1-ป.3 น.1-น.9 บัญชีอัตราเงินเดือนข้าราชการตำรวจ 14 ระดับเช่นกัน นั่นคือ พ.1-พ.2 ป.1-ป.3 ส.1-ส.9

บัญชีอัตราเงินเดือนข้าราชการรัฐสภาฝ่ายการเมือง เช่น ที่ปรึกษาประธานรัฐสภา ที่ปรึกษารองประธานรัฐสภา ฯลฯ บัญชีอัตราตำแหน่งและเงินเดือนข้าราชการการเมือง เช่น นายกฯ รองนายกฯ รัฐมนตรีว่าการ

ต่อมาเป็นการปรับบัญชีเงินเดือนครั้งที่ 2 เป็นการเป็นการปรับเพิ่มเงินของระดับตําแหน่งในแต่ละประเภท เกิดขึ้นในปี 2548 เรียกว่า พระราชกฤษฎีกาการปรับอัตราเงินเดือนของข้าราชการ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2548 ในช่วงรัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร เช่นกัน โดยให้เหตุผลว่าเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ และมีการปรับเพิ่มในอัตราร้อยละ 5 เท่ากันทุกอัตราสำหรับข้าราชการทุกประเภท โดยเงินเดือนต่ำสุดอยู่ที่ 4,450 บาท สูงสุดที่ 64,950 บาท และเงินเดือนนายกรัฐมนตรี 69,220 บาท

การปรับบัญชีเดือนครั้งที่ 3 ปี 2550 เกิดขึ้นหลังการรัฐประหารโดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ คปค. ซึ่งมี พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เป็นหัวหน้าคณะ ยึดอำนาจจากนายทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ได้ออกเป็นพระราชกฤษฎีกาการปรับอัตราเงินเดือนของข้าราชการ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2550 โดยปรับเพิ่มในอัตราร้อยละ 4 เท่ากันทุกอัตราจาก พ.ร.ก.ฉบับก่อนสําหรับข้าราชการทุกประเภท โดยเงินเดือนต่ำสุดอยู่ที่ 4,630 บาท สูงสุดที่ 67,550 บาท

ขณะที่ปี 2551 เป็นการปรับบัญชีเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งข้าราชการพลเรือนสามัญ ครั้งที่ 4 โดยมีการกำหนดฐานเงินเดือนขั้นต่ำขั้นสูงตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 (ไม่เกี่ยวกับของข้าราชการทหาร ตำรวจ ฯลฯ) จากแต่เดิมระบบการกำหนดตำแหน่งงานใช้ ซี เป็นตัวแบ่ง (common level) ในทุกระดับเป็นมาตรฐานกลางเดียวกันทั้งระบบข้าราชการ ตั้งแต่ระดับ 111 เป็นการกำหนดเงินเดือนขั้นต่ำ และเงินเดือนขั้นสูง โดยหลักการของการขึ้นเงินเดือนในระบบแท่งนี้ ให้มีการเลื่อนเงินเดือนข้าราชการพลเรือน โดยให้พิจารณาตามผลการปฏิบัติราชการ โดยมีการปรับขึ้นร้อยละ 5 เท่ากันทุกประเภท เงินเดือนต่ำสุดอยู่ที่ 4,870 บาท สูงสุดที่ 69,810 บาท

สำหรับการปรับบัญชีเงินเดือนข้าราชการครั้งที่ 5 เกิดขึ้นปี 2554 เป็นการกำหนดฐานเงินเดือนขั้นต่ำขั้นสูงของข้าราชการพลเรือนสามัญอีกครั้ง ในรัฐบาลที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี มีพระราชกฤษฎีกาการปรับอัตราเงินเดือนของข้าราชการ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2554 โดยเงินเดือนต่ำสุดอยู่ที่ 4,870 บาท สูงสุดที่ 69,810 บาท เช่นเดียวกัน

ส่วนการปรับบัญชีเงินเดือนข้าราชการครั้งที่ 6 ในรัฐบาลที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ตามพระราชกฤษฎีกาการปรับอัตราเงินเดือนของข้าราชการ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2558

โดยเงินเดือนต่ำสุดอยู่ที่ 7,410 บาท สูงสุดที่ 76,800 บาท ครอบคลุมข้าราชการและพนักงานราชการทุกประเภท ครอบคลุม 1.98 ล้านคน ใช้งบ 22,900 ล้านบาท

ทั้งนี้ ในปีงบประมาณ 2566 รัฐบาลตั้งงบบุคลากรเตรียมไว้จ่ายเงินเดือนข้าราชการ ค่าจ้างประจำ ค่าจ้างชั่วคราว และค่าตอบแทนพนักงานราชการ วงเงิน 614,448 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 19.30% ของวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี 3.185 ล้านล้านบาท
ขณะที่ความเห็นของหน่วยงานที่รับผิดชอบการเบิกจ่ายเงินเดือนข้าราชการ อย่าง นายเฉลิมพล เพ็ญสูตร ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ระบุถึงการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ และการปรับอัตราเงินเดือนสำหรับกลุ่มข้าราชการพลเรือนและเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า เบื้องต้นได้หารือกับเลขาธิการสำนักงาน ก.พ.แล้ว ขณะนี้ ก.พ.อยู่ระหว่างการศึกษาแนวทางว่าจะเพิ่มเงินเดือนได้อย่างไร ต้องปรับบัญชีหรือไม่ และจะเพิ่มหน่วยงานใดบ้าง เช่น ข้าราชการพลเรือน ทหาร หลังได้ข้อสรุปก็จะมีการหารือกับสำนักงบประมาณเพื่อดูช่องทางในการเพิ่มเงินเดือนให้ข้าราชการ

คาดว่าสัปดาห์นี้จะหารือกับสำนักงาน ก.พ. สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสำนักงบประมาณ หลังได้ข้อสรุปจะเสนอเข้าสู่ที่ประชุม ครม.ได้ทันภายในเดือนพฤศจิกายนนี้ ตามข้อสั่งการนายกรัฐมนตรีได้แน่นอน

“สำหรับแหล่งเงินที่จะใช้เพื่อจ่ายเงินเดือนเพิ่มให้ข้าราชการนั้น ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณเผยด้วยว่า จะต้องดูว่าจะเริ่มจ่ายได้เมื่อใด และใช้เท่าใด หากจะใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 ก็สามารถทำได้ แม้จะมีการยื่นคำของบของหน่วยงานเข้ามาแล้ว แต่ยังมีงบกลาง (เงินเลื่อนขั้นเงินเดือนเงินปรับวุฒิข้าราชการ) ที่สามารถนำมาใช้ได้หากหน่วยงานนั้นมีงบประมาณไม่เพียงพอ” ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณสรุป
ข้าราชการยังต้องรอลุ้นด้วยความหวังว่า สุดท้ายแล้วหากปรับเงินเดือน จะขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์