หน้าแรก การเมือง คณะอนุฯถก &#8...

คณะอนุฯถก ‘กรมการจัดหางาน- กรมการกงสุล’ หาแนวทางช่วยเหลือ-อพยพ แรงงานไทยในอิสราเอล

8.11.23 | 12:36 น.

คณะอนุฯถก ‘กรมการจัดหางาน-กรมการกงสุล’ หาแนวทางช่วยเหลือ-อพยพ แรงงานไทยในอิสราเอล

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 8 พฤศจิกายน ที่รัฐสภา มีประชุมคณะอนุกรรมมาธิการ (กมธ.) ติดตามแรงงานไทยที่รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบในประเทศอิสราเอล ที่มีนายธีระชัย แสนแก้ว ส.ส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะประธานอนุ กมธ.ประชุมเพื่อติดตามช่วยเหลือแรงงานไทย โดยมีกรมจัดหางานและกรมการกงสุลเข้าให้ข้อมูล ก่อนที่คณะอนุฯจะเดินทางไปจังหวัดอุดรธานี ในวันที่ 9 พฤศจิกายน เพื่อเยี่ยมครอบครัวของผู้ที่สูญเสียชีวิตและครอบครัวผู้ที่ได้รับผลกระทบ

ทั้งนี้ ในที่ประชุมกรมจัดหางานรายงานตัวเลขแรงงานที่เดินทางกลับประเทศ จำนวน 8,815 คน และแรงงานได้มายื่นคำร้อง รับสิทธิประโยชน์จากกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงานที่ต่างประเทศ 6,661 คน โดยพิจารณาสั่งจ่ายกองทุน 2,386 คน เป็นวงเงินกว่า 37 ล้านบาท และทางกระทรวงแรงงานมีคำสั่งให้ลงพื้นที่ พบแรงงานมาแล้ว 2,654 คน ในจำนวนนี้สอบถามการช่วยเหลือด้านทำงาน ปรากฏว่ามีคนตอบแบบสอบถามประสงค์ทำงานในต่างประเทศ 1,374 คน ประสงค์ทำงานในประเทศ 139 คน และต้องการประกอบอาชีพอิสระ 389 คน ที่เหลือยังลังเลและต้องการพักผ่อน

ส่วนประเทศที่แรงงานต้องการไปทำงานหลังจากที่กลับมาจากอิสราเอล บางส่วนต้องการกลับไปทำงานที่อิสราเอล และบางส่วนต้องการไปทำงานที่เกาหลี ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น ไต้หวัน ส่วนงานที่ต้องการความช่วยเหลือคืองานภาคการเกษตร พนักงานทั่วไป ช่าง ฝ่ายผลิต พนักงานขับรถ ซึ่งกรมจัดหางานมีตำแหน่งงานรองรับอยู่

ด้านกรมการกงสุล ได้รายงานสถานการณ์สู้รบว่า ยังคงรุนแรงระดมยิงชายแดนฉนวนกาซาและกรุงเทลอาวีฟอย่างต่อเนื่อง แต่ยังมีโซนที่ปลอดภัย เช่น ทะเลทรายอาลาวา ที่อยู่ติดกับพรมแดนจอร์แดน โดยทางอิสราเอลยังควบคุมสถานการณ์ได้ด้วยมีการเสริมกำลังรบและการสนับสนุน รวมทั้งงบประมาณจากสหรัฐ กำลังไหลมาที่อิสราเอล ประมาณ 14,000 ล้านเหรียญ ที่จะไปเสริมเรื่องไออ้อนโดม ซึ่งสถานทูตได้รายงานเที่ยวบินรับแรงงานไทยจำนวน 35 เที่ยวบินที่รองรับการอพยพคนไทยกว่า 7,000 คน ขณะนี้อยู่ระหว่างการเตรียมดำเนินการแผน 2 ซึ่งตัวเลขน่าจะคงที่หลังจากแรงงานตัดสินใจ ที่จะอยู่อิสราเอลต่อ เนื่องจากแรงงานอาจมีความมั่นใจและเคยชินกับสถานการณ์การสู้รบที่เป็นปกติ ขณะเดียวกันมองว่าอิสราเอลคงไม่ยอมเสียหน้า คาดว่าสงครามครั้งนี้ ทางอิสราเอลก็ห่วงแรงงานไทย ซึ่งเป็นแรงงานสำคัญด้านการเก็บพืชไร่ เพราะในเขตที่สู้รบมีฟาร์มจำนวนมาก

Advertisement

“เอกอัครราชทูตไทยได้รับการติดต่อจากผู้ใหญ่ของอิสราเอลอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเมื่อวานนี้ (7 พฤศจิกายน) รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรของอิสราเอล เชิญทูตไปพบสอบถามเรื่องจำนวนแรงงานไทย เพราะจะต้องคำนวณตัวเลขรายงานสำหรับการชดเชย ที่ใช้แรงงานในประเทศและกำลังทำข้อตกลงกับศรีลังกาที่จะนำเข้าแรงงานจำนวน 10,000 คนแทนที่รายงานไทย สิ่งที่รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรแจ้งทูตไทยคือเรื่องหลักประกันความปลอดภัยของพื้นที่บางส่วนที่แรงงานสามารถทำงานได้ เช่นพื้นที่เขตทะเลทรายอาลาวา เป็นพื้นที่ปลอดภัยและทางอิสราเอลหวังให้แรงงานไทยอยู่ ซึ่งแรงงานไทยยังอยู่อิสราเอลอีก 20,000 คน โดยกระจายไปในจุดที่ไม่ใช่เป้าของการโจมตี ทางอิสราเอลพยายามโน้มน้าวให้ฝ่ายไทยพิจารณาส่งแรงงานไทยกลับ ซึ่งทางไทยตอบได้เพียงว่าหากสถานการณ์กลับไปเป็นปกติแรงงานไทยจะกลับไปแน่เพราะการทำงานที่อิสราเอลรายได้ดี” ตัวแทนกรมการกงสุลกล่าว

ตัวแทนจากกรมการกงสุลเปิดเผยว่าในวันที่ 9 พฤศจิกายนนี้ มีรายงานว่าอีก 8 ศพเดินทางกลับถึงประเทศไทย พร้อมทั้งขอความร่วมมือคณะอนุฯที่เป็น ส.ส.ช่วยประชาสัมพันธ์ประชาชนในพื้นที่และเรื่องการไปทำงานในต่างประเทศขอให้ไปอย่างถูกกฎหมายเนื่องจากการไปแบบผิดกฎหมายไม่ได้ไปอยู่สบาย เนื่องจากหากป่วยเป็นไข้ก็ไม่สามารถที่จะไปพบแพทย์ได้และต้องอยู่แบบหลบหลบๆ ซ่อนๆ ไม่ปลอดภัย

จากนั้น คณะอนุ กมธ.สอบถามข้อมูลการไปทำงานของแรงงานไทยในอิสราเอลกับข้อมูลตัวเลขที่ไปทำงานจริงว่าตัวเลขตรงกันหรือไม่ ซี่งกรมการจัดหางานชี้แจงว่ารายงานที่จะไปทำงานต่างประเทศจะต้องแจ้งกับกรมจัดหางาน 5 วิธีการเดินทาง และข้อมูลมีการเก็บไว้นั้นกรมจัดหางานจะรับทราบเฉพาะข้อมูลการเดินทางไปตามสัญญาจ้าง แต่กรณีเดินทางกลับจะไม่ทราบข้อมูลตรงนี้ และอาจทำให้มีการคาดเคลื่อนของข้อมูล

อย่างไรก็ตาม กรมการกงสุลยังชี้แจงกรณีประเทศพันธมิตรรวมตัวกันเพื่อสู้อิสราเอลนั้นจะกลายเป็นสงครามหรือไม่ว่าเห็นขั้วต่างๆ คือขั้วตะวันตกกับอิสราเอล โดยตัวประกันยังเป็นตัวยับยั้งความรุนแรง การเจรจาประสานตัวประกันติดต่อผ่านมิตรประเทศ คือ การ์ต้า อียิปต์ อิหร่าน เป็นประเทศที่มีสายสัมพันธ์กับกองกำลังที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ คณะอนุ กมธ.ยังแสดงความกังวลถึงข้อมูลข่าวที่มีสื่อรายงานว่ารายงานบางส่วนกลายเป็นทหารรับจ้าง ซึ่งจะต้องสอบถามด้วย รวมถึงแนวทางการดำเนินการอพยพแรงงานไทยกับประเทศ และการสื่อสารเพื่อให้แรงงานกลับประเทศ รวมถึงการติดตามช่วยเหลือเยียวยาครอบครัวแรงงานไทยที่เสียชีวิต แต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสตามกฎหมาย โดยมีทายาทร่วมกันเพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์