รัฐบาล ทุ่ม 6 แสนล้าน เดินหน้าแจกเงินดิจิทัล เศรษฐา กำหนดเกณฑ์ชัดแล้ว ใช้ในรัศมีอำเภอ
เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 11 พฤศจิกายน นายเศรษฐา ทวีสิน ได้แถลงความคืบหน้าโครงการเงินดิจิทัล ระบุว่า โครงการดิจิทัล วอลเล็ต ไม่ใช่เพียงแค่ความฝัน แต่เป็นความจริง รัฐบาลได้หาข้อสรุป กระตุ้นเศรษฐกิจ เติมเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ 600,000 ล้านบาท อยู่ในดิจิทัล วอลเล็ต 500,000 ล้านบาท ครอบคลุม 50 ล้านคน และอีก 1 แสนล้านบาท ในกองทุนเพิ่มขีดความสามารถ โดยทั้งหมด จะต้องผ่านกระบวนการตามกฎหมาย และมีมติคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง ก่อนสรุปอีกครั้ง
นายเศรษฐา กล่าวว่า รัฐบาลจะมอบสิทธิการใช้จ่าย ให้กับ ประชาชนผู้ที่อายุ 16 ปีขึ้นไป รายได้ไม่ถึง 70,000 บาท ต่อเดือน และมีเงินฝากต่ำกว่า 500,000 บาท หมายถึง ถ้ารายได้เกิน 70,000 บาท แต่มีเงินฝากน้อยกว่า 5 แสนก็จะไม่ได้รับสิทธิ หรือรายได้น้อยกว่า 7 หมื่น แต่เงินฝากมากกว่า ก็จะไม่ได้รับสิทธิ โดยให้สิทธิครั้งแรก 6 เดือน หลังจากโครงการเริ่ม ขยายพื้นที่ครอบคลุม ระดับอำเภอ ตามที่ได้ฟังความเห็นมา
โครงการดังกล่าว จะช่วยกระตุกเศรษฐกิจที่ซบเซา
– ใส่เงิน 10,000 บาท ในกระเป๋าดิจิทัล
– ต้องใช้ภายในอำเภอ ตามบัตรประชาชน
– เงินต้องใช้ครั้งแรกใน 6 เดือน
– โครงการสิ้นสุด เมษายน 70
– ประชาชนไม่สามารถโอนให้ผู้อื่น หรือแลกเป็นเงินได้
– ต้องลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิ
– ใช้สำหรับซื้อของอุปโภคบริโภคเท่านั้น
– ไม่สามารถนำไปชำระหนี้ รวมถึงแลกเป็นเงินสดไม่ได้
ทั้งนี้ ไม่สามารถใช้ซื้อสินค้าออนไลน์ได้ ไม่สามารถใช้ซื้อของที่เป็นอบายมุข เช่น เหล้า บุหรี่ , ไม่สามารถซื้อบัตรกำนัลบัตรเงินสด เพชร พลอย ทองคำ อัญมณี, ไม่สามารถชำระหนี้ ค่าน้ำค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ น้ำมันเชื้อเพลิงและก๊าซธรรมชาติได้ , ไม่สามารถจ่ายค่าเทอม ค่าเรียนได้ , ร้านค้าไม่ต้องจด VAT เพื่อรับเงิน และ ร้านค้าที่จะขึ้นเงินได้ต้องอยู่ในระบบภาษี
นายเศรษฐา กล่าวว่า มีการปรับหลักเกณฑ์ของผู้ได้รับสิทธิเป็นประชาชนอายุ 16 ปีขึ้นไป และมีเงินเดือนต่ำกว่า 70,000 บาท หรือมีเงินในบัญชีรวมกันน้อยกว่า 500,000 บาท คิดเป็นจำนวนประชากรผู้ได้รับจำนวน 50,000,000 คน ตามคำแนะนำของธนาคารแห่งประเทศไทยและสภาพัฒน์ เนื่องจากข้อมูลของหลายโครงการในอดีตแสดงให้เห็นว่าคนกลุ่มรายได้ดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจมากกว่าอีกกลุ่มอย่างมีนัยยะสำคัญ และผมขอย้ำว่า โครงการจะไม่ทำให้เกิดเงินเฟ้อตามที่หลายฝ่ายกังวล เพราะสถานการณ์เงินเฟ้อในปัจจุบันของไทย อยู่ในสภาวะที่ต่ำอยู่แล้ว
“เราจะพัฒนาต่อยอดระบบเป๋าตัง ซึ่งมีประชาชนลงทะเบียนอยู่แล้ว 40 ล้านคน และมีร้านค้าที่คุ้นเคยอยู่แล้วกว่า 1.8 ล้านร้านค้า อย่างที่ทุกคนรู้ดี ระบบเป๋าตังมีความพร้อมด้านเทคโนโลยีอยู่แล้ว ซึ่งจะลดระยะเวลา ประหยัดงบประมาณ และลดความซ้ำซ้อนในการสร้างและดูแลรักษาระบบ กระทรวงการคลังเอง ก็มีความคุ้นเคยในการกำกับดูแลและบริหารจัดการ ป้องกันการทุจริตต่างๆ โดยเราจะพัฒนาต่อยอดระบบเป๋าตัง ให้สามารถทำงานโดยมี Blockchain อยู่ด้านหลังเป็นโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งระบบ Blockchain จะทำให้รัฐป้องกันการทุจริตได้ และหากมีใครฝ่าฝืนแก้ไข ทุจริต ระบบก็จะสามารถตรวจสอบได้ทันที การมีระบบ Blockchain จะนำไปสู่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำหรับเศรษฐกิจดิจิทัลและการทำ e-Government ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง สร้างความโปร่งใส ลดการทุจริตได้อย่างเป็นรูปธรรม”
นายเศรษฐา กล่าวว่า สำหรับแหล่งเงินทุน รัฐบาลได้พิจารณาอย่างรอบคอบ คือการออกพ.ร.บ.วงเงิน 500,000 ล้านบาท ต้องผ่านการตีความของกฤษฎีกา เพื่อให้การออก พ.ร.บ.เงินกู้ดังกล่าว เป็นไปอย่างรอบคอบ รัดกุม และไม่ขัดต่อหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง การออก พ.ร.บ.จะมีความโปร่งใส ภายใต้การตรวจสอบในระบอบรัฐสภา และมั่นใจว่าจะได้รับการอนุมัติโดยรัฐสภา

