กมธ.ทหารฯ เรียกกองทัพเรือซ้ำ แจงเรือดำน้ำ หลังสุทินสั่งกะทันหัน ห้ามแจง เปิดปมใหม่ เรือฟริเกตจีน ใช้เครื่องยนต์ฝรั่งเศส มีโอกาสซ้ำรอยเรือดำน้ำ
เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2566 นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร ได้โพสต์ข้อเขียนเรื่อง [ สุทินสั่งกะทันหันไม่ให้กองทัพเรือมาชี้แจง “เรือดำน้ำ” กมธ.ทหาร รู้อัตราค่าปรับแล้ว หากตัดสินใจถูกต้อง ยังอยู่ในวิสัยที่จะจำกัดความเสียหายได้ ] โดยมีเนื้อหาดังนี้
1) อันที่จริงแล้ว กองทัพเรือจะเข้ามาชี้แจงต่อ กมธ.ทหาร พร้อมกับสำนักงบประมาณกลาโหม ในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2566 แต่เวลาประมาณ 12.00 น. ทางกองทัพเรือได้โทรศัพท์มาแจ้งด้วยวาจาว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เพิ่งจะมีคำสั่งไม่ให้กองทัพเรือมาชี้แจง โดยให้เฉพาะสำนักงบประมาณกลาโหม เป็นผู้ชี้แจงเท่านั้น ซึ่งคณะผู้มาชี้แจงประกอบด้วย พล.อ.อดินันท์ ไชยฤกษ์ ผอ.สำนักงบประมาณกลาโหม พล.อ.ต.ธวัชชัย สงวนเรือง ผช.ผอ.สำนักงบประมาณกลาโหม และ พ.อ.อาร์ม พันกะหรัด ผอ.กองการพัสดุ สำนักงบประมาณกลาโหม พร้อมด้วยคณะ
2) ในเรื่องของการเปิดเผยสัญญา G2G การจัดซื้อเรือดำน้ำ สำนักงบประมาณกลาโหมแจ้งต่อ กมธ.ทหารว่า ยังไม่สามารถเปิดเผยสัญญา G2G ได้ เพราะในสัญญามีเงื่อนไขที่คู่สัญญาต้องปกปิดข้อมูลในสัญญา (NDA: Non-Disclosure Agreement) โดยต้องรอให้บริษัท CSOC อนุญาตก่อน ซึ่งทางกองทัพเรือได้ทำหนังสือขอไปยังบริษัท CSOC เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 แล้ว ในกรณีนี้ กมธ.ทหาร มีความเห็นแย้งว่า เงื่อนไข NDA นั้นระบุไว้เพียงแค่ห้ามเปิดเผยรายละเอียดในส่วนของเทคโนโลยี และนวัตกรรมที่เป็นความลับในการผลิตเท่านั้น ไม่ได้ห้ามเปิดเผยส่วนอื่นที่เกี่ยวข้องกับการเรื่องงบประมาณ และการปกป้องเงินภาษี และผลประโยชน์ของประเทศชาติ และประชาชน การไม่เปิดเผยข้อมูลจึงเป็นการตีความเงื่อนไข NDA อย่างกว้าง เพื่อปกปิดข้อมูล
กมธ.ทหาร จึงมีมติให้ทำหนังสือแจ้งไปยังประธานรัฐสภา เพื่อให้ประธานรัฐสภาได้ทำหนังสือต่อไปยังประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างงบประมาณ 2567 เพื่อให้คณะกรรมาธิการพิจารณาร่างงบประมาณ ขอคำมั่นในการเปิดเผยข้อมูลด้านงบประมาณ จากเหล่าทัพ และกระทรวงกลาโหม ก่อนที่จะพิจารณาอนุมัติงบประมาณในการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ หากไม่ได้รับคำมั่น ก็ไม่ควรพิจารณาอนุมัติงบประมาณ เพราะการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากได้รับงบประมาณ อาจมีความเสี่ยงที่จะเป็นการจัดซื้อจัดจ้างที่ขาดความโปร่งใส และทำให้ผลประโยชน์ของประเทศชาติ และประชาชนเสียหายได้ในอนาคต อย่างไรก็ตาม กมธ.ทหารจะติดตามทวงถามสัญญา G2G อีกครั้งในเดือนธันวาคมที่จะถึงนี้
3) สำนักงบประมาณกลาโหมได้ชี้แจงว่า ในสัญญา G2G ได้ระบุค่าปรับต่อวันเอาไว้ประมาณ 0.05-0.06% ของมูลค่างานที่ส่งมอบไม่ได้ ซึ่ง กมธ.ทหาร ประเมินว่า น่าจะอยู่ราวๆ วันละ 0.05%x7,000 ล้านบาท = 3.5 ล้านบาท แต่การจัดซื้อจัดจ้างในครั้งนี้ อยู่ในรูปแบบของข้อตกลง ไม่ได้อยู่ในรูปแบบของสัญญา จึงมีความยืดหยุ่นในการเจรจาหาทางออกร่วมกัน และอาจจะไม่จำเป็นต้องนำไปสู่การปรับ ซึ่ง กมธ.ทหาร เห็นด้วยที่จะใช้การเจรจาในการหาทางออก เพียงแต่ว่าจะต้องเป็นทางออกที่ทั้งสองฝ่ายไม่มีใครต้องตกอยู่ในสภาวะเสียเปรียบ ที่อธิบายกับประชาชนไม่ได้
สำนักงบประมาณกลาโหมยังได้ชี้แจงเพิ่มเติมว่า สัญญา G2G จะสิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2566 โดยระหว่างนี้ทางบริษัท CSOC ได้ทำหนังสือแจ้งขอขยายสัญญาออกไป 123 วัน จากเหตุโควิด-19 แต่ทางกองทัพเรือยังไม่ได้อนุมัติการขอขยายสัญญาดังกล่าว โดยการดำเนินการใดๆ เกี่ยวกับสัญญาทางสำนักงบประมาณกลาโหมแจ้งว่า จะพิจารณาดำเนินการ หลังจากที่สัญญาสิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2566 ในประเด็นนี้ กมธ.ทหาร มีความกังวลอย่างมาก เพราะหนังสือทวงถาม หนังสือเร่งรัดติดตามโครงการ หรือหนังสือสงวนสิทธิในการเรียกค่าปรับตามสัญญานั้นสามารถทำได้ในระหว่างสัญญา ไม่จำเป็นต้องรอให้สัญญาสิ้นสุดลงก่อน หากระหว่างนี้ ทั้งๆ ที่ปัญหาได้เกิดขึ้นแล้ว แต่กองทัพเรือกลับไม่ได้ดำเนินการใดๆ ในข้างต้นนี้เลย ประเทศชาติก็อาจตกอยู่ในสภาวะเสียเปรียบได้ และในท้ายที่สุดทั้ง รมว.กลาโหม และกองทัพเรือ ก็ไม่อาจหนีพ้นจากความรับผิด กมธ.ทหาร จึงได้มีมติเสนอแนะในเรื่องนี้ต่อสำนักงบประมาณกลาโหม เพื่อแจ้งให้ รมว.กลาโหมทราบต่อไป
4) แม้ว่าในสัญญาจะไม่ได้ระบุชื่อเครื่องยนต์ดีเซลที่ใช้ในการขับเคลื่อนเครื่องผลิตไฟฟ้าว่าเป็น MTU396 แต่การระบุสเปกว่า 16V 396 SE84-GB31L ก็คือเครื่องยนต์ MTU396 ไม่สามารถตีความเป็นเครื่องยนต์รุ่นอื่นได้ ซึ่งเครื่องยนต์รุ่นนี้ประเทศจีนได้รับลิขสิทธิ์มาผลิตกว่า 30 ปีแล้ว แต่ได้รับแจ้งในภายหลังว่า ห้ามนำเอาเครื่องยนต์ดังกล่าวนี้ มาติดตั้งในเรือดำน้ำ ทั้งการผลิตเพื่อใช้เอง และการผลิตเพื่อส่งออก เนื่องจาก EU มีข้อตกลงร่วมที่ห้ามมิให้ส่งออกอาวุธยุทโธปกรณ์ให้แก่ประเทศจีน อันเนื่องมาจากเหตุการณ์จัตุรัสเทียนอันเหมิน ประเด็นดังกล่าว กมธ.ทหาร เชื่อว่าอยู่ในวิสัยที่ทูตทหารจะต้องฉุกคิดมาตั้งแต่แรก เป็นไปไม่ได้ที่ทูตทหารจะไม่ทราบเรื่องนี้มาก่อน จึงได้สอบถามว่ากองทัพเรือได้ทำหนังสือขอคำยืนยันในเรื่องเครื่องยนต์ MTU396 ก่อนที่จะลงนามในสัญญาหรือไม่ ซึ่งสำนักงบประมาณกลาโหม แจ้งว่าไม่สามารถตอบแทนกองทัพเรือได้ กมธ.ทหาร จึงมีมติแจ้งให้ผู้ที่มาชี้แจงให้นำกลับไปเรียนต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมว่า หนังสือขอการยืนยันในเรื่องเครื่องยนต์ MTU396 ก่อนที่จะลงนามในสัญญา นั้นเป็นเรื่องที่สำคัญมาก หากมิได้ดำเนินการก็อาจถือได้ว่าเป็นความหละหลวม ซึ่งจำเป็นต้องมีการสืบสวน สอบสวน เพื่อหาผู้รับผิดชอบต่อไป
5) งบประมาณที่ใช้จ่ายไปแล้วกับโครงการเรือดำน้ำ มีทั้งสิ้นต่อไปนี้
–เรือดำน้ำ วงเงินงบประมาณ 13,900 ล้านบาท เบิกจ่ายไปแล้ว 63%
–ท่าจอดเรือดำน้ำ ระยะที่หนึ่ง 857 ล้านบาท เบิกจ่ายไปแล้ว 54%
–ท่าจอดเรือดำน้ำ ระยะที่สอง 810 ล้านบาท เบิกจ่ายไปแล้ว 50%
–โรงซ่อมบำรุงเรือดำน้ำ 1,016 ล้านบาท เบิกจ่ายไปแล้ว 43%
–คลังเก็บตอร์ปิโด และทุ่นระเบิดสนับสนุน 129 ล้านบาท เบิกจ่ายไปแล้ว 60%
–อาคารทดสอบและคลังอาวุธปล่อยนำวิถี 138 ล้านบาท เบิกจ่ายไปแล้ว 100%
-ระบบสื่อสารควบคุมบังคับบัญชาเรือดำน้ำ 300 ล้านบาท ในส่วนของระบบในการสื่อสารภาคพื้นดิน วงเงินงบประมาณ 70 ล้านบาท เบิกจ่ายไปแล้ว 10 ล้านบาท สำหรับอุปกรณ์ของระบบสื่อสาร วงเงินงบประมาณ 230 ล้านบาท ถูกชะลอโครงการยังไม่ได้มีการเบิกจ่าย
สำหรับเรือหลวงช้าง 6,100 ล้านบาท และอาคารพักข้าราชการ 294 ล้านบาท แม้ว่าจะเบิกจ่ายไปเต็มจำนวนแล้ว แต่ กมธ.ทหาร มีความเห็นว่าภารกิจของเรือหลวงช้างนั้นมีภารกิจแยกต่างหาก ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติภารกิจของเรือดำน้ำแต่แรก แต่เป็นเพราะการสื่อสารที่ไม่ถูกต้องของกองทัพเรือ ที่อ้างว่าเรือหลวงช้างนั้นเป็นเรือพี่เลี้ยงของเรือดำน้ำ จึงทำให้ถูกผนวกมาเป็นโครงการเรือดำน้ำ ส่วนอาคารพักข้าราชการนั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงสวัสดิการของข้าราชการ จึงไม่ควรนับเอา 2 รายการนี้มารวมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการจัดซื้อเรือดำน้ำ
สรุปแล้วจากวงเงินงบประมาณทั้งสิ้น 17,000 ล้านบาท มีการเบิกจ่ายไปแล้วทั้งสิ้น 9,500 ล้านบาท ซึ่งยังอยู่ในวิสัยที่ยังสามารถบริหารจัดการให้มูลค่าความเสียหายอยู่ในวงจำกัดไม่เกิน 2,500 ล้านบาท โดยไม่กระทบกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ อย่างไรก็ตาม เพื่อประโยชน์ในการติดตามตรวจสอบงบประมาณ กมธ.ทหาร จึงขอให้สำนักงบประมาณกลาโหมส่งข้อมูลเพิ่มเติม โดยขอข้อมูลงบที่ได้รับจัดสรรเพิ่มเติมจากวงเงินงบประมาณ พร้อมกับรายการโอนเปลี่ยนแปลง เพื่อจะได้ประเมินความเสียหายที่เกิดขึ้นได้อย่างครบถ้วน
5.สำหรับกรณีที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมตอบกลับมาว่า คณะกรรมการกฤษฎีกา และกระทรวงการต่างประเทศ ได้ให้ความเห็นว่า กรณีการเปลี่ยนแปลงสัญญาในการจัดซื้อเรือดำน้ำ ไม่จำเป็นต้องขอความเห็นชอบจากรัฐสภา เนื่องจากการจัดซื้อเรือดำน้ำนั้นถูกตีความว่าเป็นข้อตกลง ไม่ใช่สัญญา จึงไม่เข้าข่ายเป็นสัญญาระหว่างประเทศ ตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญ 2560 ในประเด็นดังกล่าวนี้ กมธ.ทหาร มีความกังวลอย่างมาก เนื่องจากเจตนารมณ์ของมาตรา 178 ไม่ได้สนใจชื่อเรียกว่าเป็นข้อตกลง หรือเป็นสัญญา หากการลงนามดังกล่าวมีผลผูกพัน หรือส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ ย่อมถือว่าเป็นสัญญาระหว่างประเทศตามมาตรา 178 นั้นสิ้น
อย่างในกรณี “เขาพระวิหาร” ซึ่งเป็นเพียงการแถลงการณ์ร่วม ก็ยังถือว่าเข้าข่ายตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญ 2550 ณ ขณะนั้น ซึ่งเทียบเคียงได้กับมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญ 2560 หรืออย่างกรณีสัญญา G2G ของโครงการจำนำข้าว ก็ถูกตีความว่าเป็นสัญญาระหว่างประเทศ ที่ต้องขอความเห็นชอบจากรัฐสภาเช่นกัน และการไม่ขอความเห็นชอบจากรัฐสภา ก็นำมาซึ่งการดำเนินคดีกับรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องในเวลาต่อมา
กมธ.ทหาร จึงมีมติส่งหนังสือทักท้วงไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ส่งรายงานความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา และกระทรวงการต่างประเทศ ที่ตีความว่าสัญญา G2G ในการจัดซื้อเรือดำน้ำ ไม่เข้าข่ายตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญ 2560 มาให้ กมธ.ทหาร พิจารณาตรวจสอบด้วย
6.ในกรณีการแลกเรือดำน้ำเป็นเรือฟริเกต ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนจากสำนักงบประมาณกลาโหม ว่าจะนำมาแทนโครงการสั่งต่อเรืออานันทมหิดล (เรือคู่แฝดของเรือหลวงภูมิพลที่เข้าประจำการเมื่อปี 2562) ซึ่งได้รับเงื่อนไขที่จะมาต่อเรือที่ประเทศไทย พร้อมกับได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากประเทศเกาหลีใต้หรือไม่ ซึ่ง กมธ.ทหาร มีความเห็นว่าการแลกเป็นเรือฟริเกตจีน (Type 054A) น่าจะเป็นการตัดสินใจที่ไม่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนากองทัพเรือที่ระบุเอาไว้ที่สมุดปกขาว แม้ว่าเรือฟริเกตจีนจะมีศักยภาพสูง แต่เป็นเรือคนละ Class กับเรือรบหลวงภูมิพล ที่สั่งต่อจากเกาหลีใต้ มีระบบการทำงาน การเชื่อมต่อข้อมูล (Datalink) การบำรุงรักษา การสำรองอะไหล่ ตลอดจนอาวุธที่ติดตั้งบนเรือที่แตกต่างกัน ซึ่งหากนำมาประจำการก็จะเป็นภาระอย่างมากต่อกองทัพเรือ
ที่สำคัญเรือฟริเกตจีนนั้นใช้เครื่องยนต์ Pielstick ของฝรั่งเศส ซึ่งมีแนวโน้มสูงมากที่ฝรั่งเศสจะไม่ขายเครื่องยนต์ให้กับจีน เหมือนกับกรณีเครื่องยนต์ MTU396 ของเยอรมนี ซึ่งเท่ากับว่า หากแลกเป็นเรือฟริเกตจีน ก็อาจจะต้องวนกลับมาที่ปัญหาเดิม กมธ.ทหาร จึงมีมติให้ทบทวนการตัดสินใจโดยคำนึงถึงยุทธศาสตร์การพัฒนากองทัพเรือ ที่ระบุเอาไว้ในสมุดปกขาวให้รอบคอบ
กรณีแลกเป็นเรือฟริเกตจีนที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม อ้างว่าเป็นความประสงค์ของกองทัพเรือ กมธ.ทหาร ยังไม่ปักใจเชื่อว่าเป็นเช่นนั้น เพราะข้อมูลอีกทางหนึ่งที่ กมธ.ทหาร ได้รับกลับเป็นไปในทางตรงกันข้าม คือ กองทัพเรือไม่ได้ต้องการ เพราะเป็นการตัดสินใจที่ขัดแย้งกับสมุดปกขาว แต่เป็นการยัดเยียดจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเอง
อย่างไรก็ตาม ทางสำนักงบประมาณกลาโหม ได้ชี้แจงว่า เรือฟริเกตจีน อาจจะเป็นการสั่งต่อเพิ่มเติมจากเรือรบหลวงอานันทมหิดลก็เป็นได้ เพราะตามแผนยุทธศาสตร์ของกองทัพเรือ ได้ระบุเอาไว้ว่า มีความต้องการเรือฟริเกตถึง 8 ลำ โดยปัจจุบันมีเรือฟริเกตประจำการอยู่เพียง 5 ลำ ต่อให้มีเพิ่มอีก 2 ลำ คือ เรือรบหลวงอานันทมหิดล และเรือฟริเกตจีน ก็ยังไม่เกินกรอบ 8 ลำ
ในประเด็นดังกล่าวนี้เพื่อความชัดเจน ทาง กมธ.ทหาร จึงมีมติทำหนังสือขอให้กองทัพเรือจัดส่งแผนยุทธศาสตร์ของกองทัพเรือที่ระบุว่า จำเป็นต้องมีเรือฟริเกต 8 ลำ พร้อมกับขอรายงานผลการศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดซื้อเรือดำน้ำ ซึ่งมีวงเงินงบประมาณในการศึกษาสูงถึง 200 ล้านบาท มาให้คณะกรรมาธิการได้พิจารณา และเปิดเผยต่อสาธารณชนด้วย เพราะในเมื่อการศึกษานั้นใช้งบประมาณที่มาจากภาษีของประชาชน ผลการศึกษาก็ควรต้องเปิดเผยต่อสาธารณชนได้
อย่างไรก็ตาม กมธ.ทหาร จะติดตามกรณีเรือดำน้ำอีกครั้งในเดือนธันวาคม และจะติดตามอย่างต่อเนื่อง จนกว่าจะมีความชัดเจน

