ทรรศนะกลุ่มอาชีพ ‘แจกดิจิทัล1หมื่น’

12.11.23 | 12:11 น.

หมายเหตุ – ความเห็นของนักวิชาการและกลุ่มอาชีพต่างๆ ภายหลังนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แถลงความคืบหน้าโครงการแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท ให้กับประชาชนที่เข้าเกณฑ์ตาม 3 เงื่อนไขคือ 1.อายุ 16 ปีขึ้นไป 2.มีรายได้ไม่ถึง 70,000 บาทต่อเดือน และ 3.มีเงินฝากต่ำกว่า 500,000 บาท

 

สมชาย พรรัตนเจริญ
นายกสมาคมค้าส่ง-ปลีกไทย

สําหรับความชัดเจนของโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ต ถือว่ายังมีเงื่อนไขเยอะ ไม่ทราบว่าเป็นการที่รัฐบาลหาทางหลบหรือไม่ จากเดิมที่ประกาศไว้ว่าโครงการนี้จะแจกประชาชนตั้งแต่อายุ 16 ปีขึ้นไปแบบถ้วนหน้า แต่จากการแถลงล่าสุดมีการประกาศเงื่อนไขใหม่ โดยปรับหลักเกณฑ์ของผู้ได้รับสิทธิเป็นประชาชนอายุ 16 ปีขึ้นไป และมีเงินเดือนต่ำกว่า 70,000 บาท หรือมีเงินในบัญชีรวมกันน้อยกว่า 500,000 บาท ทำให้เห็นว่าจากการหาเสียงบอกไว้แบบหนึ่ง แต่เมื่อดำเนินการจริงก็เป็นอีกแบบหนึ่ง และการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขแบบนี้สุดท้ายมีผลกระทบในเรื่องความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อภาครัฐบาลแน่นอน ขณะเดียวกันรัฐบาลก็ประกาศเองว่าเศรษฐกิจต้องการยาแรง ใช้เงินงบประมาณเยอะๆ มากระตุ้นให้ฟื้นตัว แต่พอมีการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขแบบนี้จะทำให้เกิดการกระตุ้นได้จริงหรือไม่ ส่วนเงื่อนไขการซื้อสินค้าน่าจะไปทำให้การใช้จ่ายตกอยู่กับผู้ประกอบการรายใหญ่หรือไม่ เพราะทุนใหญ่ก็ได้เข้าร่วมโครงการรับเงินดิจิทัล และยังเป็นสถานที่ที่มีสินค้าให้บริการมากกว่าคนอื่น ดังนั้น จึงกังวลว่าจริงๆ แล้วสุดท้ายโครงการอาจจะไปทำให้นายทุนรวยขึ้น

Advertisement

ส่วนร้านค้ารายย่อย ส่วนมากไม่ค่อยมีความสนใจจะเข้าร่วมรับเงินดิจิทัลเนื่องจากความกังวลเรื่องภาษี เพราะฉะนั้น สิ่งที่รัฐบาลควรทำคือการที่ร้านค้าขนาดเล็ก ร้านค้ารายย่อย มีแต้มต่ออย่างไร ไม่ต้องเอาไปแจกเงินประชาชนก็ได้ แต่ต้องมีมาตรการส่งเสริมร้านค้ารายย่อยให้มีแต้มต่อด้านภาษีแทน เชื่อว่าโครงการเงินดิจิทัลคงไม่ได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจตามที่รัฐบาลระบุไว้

การที่รัฐบาลมาแจกเงินแบบนี้มันไม่ถูกหลัก สิ่งที่รัฐบาลควรทำคือการทำให้คนระดับรากหญ้ามีช่องทางทำมาหากินมากขึ้น ส่งเสริมในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะแต้มต่อทางภาษี การจัดสรรที่ทำกินให้ประชาชนได้ในราคาถูก ไม่ต้องให้รายย่อยไปเช่าห้างสรรพสินค้า หรือแหล่งช้อปปิ้งค่าเช่าสูง หรือไม่ก็เอาเงินงบประมาณไปพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน อาทิ ตลาดตามชุมชน ที่มีปัญหาที่รอการพัฒนา คนรายย่อยจะได้มีพื้นที่ทำมาค้าขายมากขึ้น แถมยังช่วยให้เกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้นด้วย แต่หากรัฐบาลมัวแต่ไปสนับสนุนห้างสรรพสินค้ารายใหญ่ ประชาชนก็หันไปเดินห้างใหญ่ เงินก็เข้านายทุนใหญ่หมด

สำหรับโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ต มองว่ายังมีจุดด้อยเยอะหากเทียบกับโครงการของรัฐบาลที่ผ่านๆ มา ซึ่งหากรัฐบาลอยากให้การใช้จ่ายเงินดิจิทัลกระตุ้นเศรษฐกิจจริงก็ควรจะใช้รูปแบบโครงการเก่าอย่างโครงการคนละครึ่ง หรือโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ คือกำหนดให้ใช้จ่ายเฉพาะร้านค้าที่เป็นรายย่อย หาบเร่แผงลอยตามที่เคยเป็นมา

ปัจจุบันภาครัฐก็มีระบบแอพพลิเคชั่นเป๋าตัง ถุงเงินอยู่แล้ว ดังนั้น ก็นำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ จะไปสร้างใหม่ทำไมให้สิ้นเปลืองงบประมาณ และต้องเสียเวลาพัฒนาระบบอีก ถ้ารัฐบาลมีเจตนาที่จะพัฒนาและสร้างสรรค์ หากของเก่าที่รัฐบาลก่อนทำไว้ดีอยู่แล้วก็ไปสานต่อ ไม่ควรไปเริ่มใหม่ทำใหม่ เพราะถ้ามัวแต่รื้อสร้างใหม่อยู่เรื่อยก็ไม่ไหว มันสิ้นเปลือง

ส่วนกรณีที่รัฐบาลใช้ทางออกงบประมาณมาใช้จ่ายโครงการนี้เป็นเงินกู้ การที่กู้เงินไม่ว่าจะเป็นใคร เป็นประชาชน ภาคธุรกิจ หรือเป็นรัฐบาล ก็แสดงว่ามีปัญหา กำลังแย่ ซึ่งการกู้เงินนั้นถือว่าเป็นสิ่งที่หลายฝ่ายกังวล เพราะถ้ารัฐบาลมีเงินจริงๆ ก็น่าจะทำนโยบายอื่นๆ ที่มีประโยชน์มากกว่านี้ ดีกว่าแจกเงินให้มาจ่ายมากิน อย่างที่คนโบราณว่า กู้มากินกู้มาเที่ยวนั้นต้องย้อนถามว่าถูกต้องจริงแล้วหรือ

ลัดดา สำเภาทอง
นายกสมาคมการค้าธุรกิจร้านอาหาร

หากพูดถึงอานิสงส์ที่ร้านอาหารจะได้รับจากนโยบายเงินดิจิทัล 10,000 บาทนั้น มองว่าหากนโยบายดังกล่าวเกิดขึ้นจริง ประชาชนก็จะออกมาใช้จ่าย ส่งผลให้เงินในระบบเศรษฐกิจไทยเพิ่มขึ้น ร้านอาหารก็จะได้ผลประโยชน์เยอะ เชื่อว่าประชาชนจะหาวิธีการใช้เงินให้ได้ภายใน 6 เดือนแน่นอน จากเงื่อนไขดังกล่าวจึงเอื้อต่อธุรกิจร้านอาหาร เพราะเป็นสินค้าที่ประชาชนต้องบริโภคเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว

ขณะเดียวกัน ในเรื่องของเงื่อนไขในการใช้จ่ายผ่านเงินดิจิทัลนั้น ตอนนี้ในส่วนของเงื่อนไขระหว่างรัฐบาลกับผู้ประกอบการร้านอาหารยังไม่ชัดเจนว่าจะออกมาในรูปแบบใด จะเป็นในรูปแบบเดียวกันกับแอพพลิเคชั่นเป๋าตังหรือไม่ และเมื่อเข้าร่วมแล้วในเรื่องของการชำระภาษีจะเป็นรูปแบบใด ตอนนี้อยู่ระหว่างรอรัฐบาลมาชี้แจงว่ารูปแบบการเข้าร่วมจะเป็นอย่างไร แต่ยืนยันว่าร้านอาหารส่วนใหญ่พร้อมเข้าร่วมหากเงื่อนไขมีความยุติธรรม ไม่เสียเปรียบจนเกินไป

ส่วนในเรื่องของระยะเวลาในการเริ่มมาตรการดังกล่าวที่เบื้องต้นรัฐบาลกำหนดเริ่มภายในเดือนพฤษภาคม 2567 นั้น ในกลุ่มของผู้ประกอบการร้านอาหารอยากให้เริ่มตั้งแต่ช่วงเทศกาลปีใหม่ 2567 เลย เนื่องจากประชาชนมีการจับจ่ายใช้สอยสูงในช่วงเทศกาลดังกล่าวอีกทั้งก่อนหน้านี้รัฐบาลเคยให้สัญญาไว้แล้วว่าจะเริ่มมาตรการในเดือนมกราคม 2567 ก่อนจะเลื่อนเป็นเดือนกุมภาพันธ์ 2567แต่ปัจจุบันมีการกำหนดวันเริ่มมาตรการในเดือนพฤษภาคม 2567 ถือว่านานเกินไป เนื่องจากตอนนี้ประชาชน รวมถึงผู้ประกอบการเองต่างเฝ้ารอคอยมาตรการนี้ หากรัฐบาลสามารถทำได้จริงตามช่วงเวลาที่เคยพูดไว้เมื่อตอนหาเสียงก็จะโอเคมากกว่า

อย่างไรก็ตาม ก็มีความเข้าใจได้หากจะล่าช้า เพราะการที่หากรัฐบาลสามารถผลักดันให้โครงการนี้เกิดขึ้นได้จริงย่อมดีกว่าการไม่มีมาตรการนี้เลย เพราะมาตรการนี้ย่อมจะช่วยให้เกิดเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจของประเทศได้จริงแน่นอน เพราะใช้งบประมาณสูงมาก โดยปกติแล้วในช่วงเดือนพฤษภาคมของทุกปีธุรกิจร้านอาหารจะค่อนข้างเงียบเหงา เนื่องจากเป็นช่วงเปิดเทอม ผู้ปกครองส่วนใหญ่จะใช้เงินไปกับค่าเทอมและอุปกรณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา จึงทำให้ธุรกิจร้านอาหารจะซึมตัวลงในช่วงเวลานั้นทุกปี จึงหวังว่าเมื่อมาตรการดังกล่าวเริ่มใช้จะช่วยกระตุ้นยอดขายให้กับร้านอาหารได้เพิ่มขึ้นต่อไป

ธีระชาติ เสยกระโทก
เลขาธิการสมาพันธ์ชาวไร่มันสำปะหลังแห่งประเทศไทย

เป็นการปรับขยายเงื่อนไขครอบคลุมประชาชนมากขึ้น แต่ยังมีเงื่อนไขบางประการที่ยังไม่ค่อยเหมาะสม อาทิ เรื่องการใช้สิทธิที่จะต้องใช้เฉพาะในอำเภอภูมิลำเนาเท่านั้น ซึ่งถ้าหากมีภูมิลำเนาอยู่ที่หนึ่ง แต่ตัวของผู้มีสิทธิทำงานหรืออยู่อีกที่หนึ่ง ถ้าจะใช้สิทธิก็ต้องเดินทางกลับไปใช้เงินก้อนนี้ที่อำเภอภูมิลำเนา ทำให้เกิดความยุ่งยาก ถ้าไม่ได้กลับภูมิลำเนาก็จะไม่ได้ใช้เงินก้อนนี้เลยด้วยซ้ำ

เรื่องข้อจำกัดการใช้เงินที่ระบุไว้หลายรายการไม่สามารถนำเงินในโครงการไปจ่ายได้ เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าน้ำมัน ค่าเทอม ค่าโทรศัพท์ เป็นต้น ซึ่งค่าใช้จ่ายเหล่านี้เป็นค่าใช้จ่ายจำเป็นที่ทุกครัวเรือนจะต้องหาเงินมาจ่ายทุกเดือน ถ้าสามารถนำเงินดิจิทัลวอลเล็ตไปจ่ายได้จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายบรรเทาความเดือดร้อนได้อย่างมาก นอกจากนี้ เรื่องเดือนที่เริ่มต้นให้ใช้สิทธิจะเริ่มในช่วงเดือนพฤษภาคม 2567 มองว่าไม่เหมาะสม เพราะถ้าเริ่มในช่วงเทศกาลสงกรานต์ซึ่งเป็นช่วงที่ประชาชนจำนวนมากได้กลับบ้าน-กลับภูมิลำเนา จะได้มีเงินไว้ใช้จ่ายซื้อข้าวของในช่วงนั้นน่าจะดีกว่า ขณะที่ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการมีหลายร้านกังวลเรื่องภาษีและเรื่องการจ่ายเงินช้า เพราะหลายร้านไม่มีเงินทุนสำรอง สายป่านไม่ยาว จะไม่มีเงินทุนสั่งซื้อสินค้าเข้าร้าน ทำให้อาจเกิดปัญหาตีเช็คล่วงหน้าขึ้นได้อีก

รัฐบาลจึงควรช่วยเหลือและส่งเสริมให้เกิดความยั่งยืนจะดีกว่า เงิน 500,000 ล้านบาท ที่จะกู้มาแจกในโครงการ ถ้ายังเป็นช่วงโควิด-19 ระบาดก็เป็นการกู้ที่เหมาะสม แต่ปัจจุบันสามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติ การจะกู้เงินจำนวนมหาศาลมาช่วยเหลือจึงควรคิดวิเคราะห์ตีโจทย์ให้แตก พุ่งเป้าไปที่ปัญหาที่เกิดขึ้นจริง จะได้แก้ไขปัญหาและช่วยเหลือได้ตรงจุด

วีระ หวังสัจจะโชค
อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์
คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

ในเรื่องเกี่ยวกับการแถลงนโยบายเงินดิจิทัลวอลเล็ต ในนโยบายนี้ถ้าเรานับจริงๆ คือนโยบายหลักที่ถูกประกาศในเวทีหาเสียงใหญ่ของพรรคเพื่อไทย เพราะฉะนั้น นโยบายนี้จึงกลายเป็นแบรนด์หลัก ถ้าเผื่อนโยบายเงิน 10,000 บาทประสบความสำเร็จ จะทำให้สถานะของนายเศรษฐาประสบความสำเร็จไปด้วย แน่นอนว่าในทางกลับกัน ถ้านโยบายเงิน 10,000 บาท ไม่ประสบความสำเร็จ ไม่สามารถแจกได้ทุกคน หรือเผชิญกับปัญหาในเชิงกฎหมายในเรื่อง พ.ร.บ.เงินกู้อะไรพวกนี้ก็จะกระทบต่อสถานะของตัวนายกรัฐมนตรีด้วย

ถ้ามองในมิติทางการเมืองจะสามารถแยกประเด็นวิเคราะห์ออกมาได้ 3 เรื่อง 1.เป็นมิติของความชอบธรรมในเรื่องของนโยบาย ซึ่งความชอบธรรมของนโยบายมันเกิดปัญหา เพราะว่าในการทำหลักเกณฑ์เงิน 10,000 บาทมีความไม่สอดคล้องกันกับคำสัญญาที่มีไว้ในช่วงเวลาหาเสียง คือในช่วงเวลาหาเสียงได้เคยกล่าวไว้ว่าจำเป็นจะต้องมีการแจกทุกคน แล้วมีเงื่อนไขให้น้อยที่สุด เพื่อย้อนกลับไปกระตุ้นเศรษฐกิจที่ต้องแจกทุกคนเพื่อกระตุ้นการบริโภคของคนทุกคนนำไปสู่การเกิดตัวคูณเกิดพายุในความหมายของพรรคเพื่อไทยคือ จะทำให้เศรษฐกิจเจริญเติบโตมากขึ้น เงินจะหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้ในหลายรอบมากยิ่งขึ้น ประเด็นคือ นายเศรษฐาออกมาแถลงในเรื่องนี้ก็พบว่าเงื่อนไขเปลี่ยนแปลงไป กลายเป็นว่าไม่ได้ให้กับคนทุกคน และมีเงื่อนไขในการใช้จ่ายเงินที่มากขึ้นกว่าปกติ เช่น ไม่ให้นำเงินไปชำระหนี้ ไม่ให้นำเงินไปชำระค่าเทอม รวมถึงไม่ให้ซื้อสินค้าในบางประเภท

ตรงนี้อาจจะนำไปสู่การตั้งคำถามในเรื่องความชอบธรรมของนโยบายว่า ทำไมนโยบายไม่เหมือนกับที่หาเสียงไว้ ทำได้แบบไม่ครบวงจรแบบที่หาเสียงไว้ รวมไปถึงประเด็นเรื่องบล็อกเชนไม่มีการพูดถึงเลยในเงื่อนไขที่แถลงออกมา เราต้องการสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางข้อมูลดิจิทัลให้กับคนไทยด้วย ไม่ใช่เฉพาะเรื่องการแจกเงิน แต่โครงสร้างพื้นฐานตรงนี้จริงๆ แล้วสำคัญและอยากได้เพื่อเป็นพื้นฐานสำคัญว่าคนไทยใช้การบริโภคอย่างไร จ่ายภาษีอย่างไร รายได้อย่างไร เพื่อเป็นข้อมูลในการกำหนดนโยบายในอนาคต แต่ไม่มีการพูดถึงเลย สุดท้ายก็เกิดข้อกังวลว่าเงิน 500,000 ล้านบาท จะกลายเป็นแค่การแจกเท่านั้น และเป็นการแจกที่ไม่ครบวงจรด้วย ตรงนี้อาจจะกระทบต่อความชอบธรรม

2.การกำหนดนโยบายตรงนี้มีความไม่ชัดเจนในทางปฏิบัติ ความไม่ชัดเจนในการปฏิบัตินี้คืออะไร ความไม่ชัดเจนในการปฏิบัติตรงนี้คือการกำหนดนโยบายดังกล่าวอยู่ในเงื่อนไขกฎหมายใด กระบวนการในการดำเนินการใครเป็นคนรับผิดชอบหลัก และเงื่อนไขในการกำหนดการแจกเป็นเพียงคำประกาศบนเวทีของนายกฯเท่านั้น แต่ไม่ใช่เงื่อนไขตามระเบียบราชการ ซึ่งตรงนี้ก็เลยเกิดความไม่มั่นใจของประชาชนว่า หากในวันที่นำนโยบายไปปฏิบัติจริงๆ เงื่อนไขจะมีการเพิ่มเติมมากกว่านี้อีกหรือไม่ อย่างเช่น ร้านค้าที่จะต้องเข้าสู่ระบบในการรับเงินดิจิทัลแบบนี้ก็ยังไม่มีความแน่นอนว่าจะอยู่ในรูปแบบไหน จะอยู่ในระบบภาษี 100% หรือไม่ ความไม่ชัดเจนตรงนี้เป็นผลมาจากความไม่ชัดเจนของตัวนโยบายในช่วงเวลา 2 เดือนของรัฐบาล ทำให้แม้จะมีการแถลงหลักเกณฑ์ค่อนข้างแน่นอนแล้ว แต่การจะนำไปสู่การปฏิบัติผมว่าประชาชนจะรับเงินอย่างไร จะใช้เงินอย่างไร

3.เป็นเรื่องปัญหาในเชิงกฎหมาย ซึ่งปัญหาในเชิงกฎหมายเป็นเรื่องบังคับเอาตัวกฎหมายสูงสุดเลยคือรัฐธรรมนูญ ในรัฐธรรมนูญ หมวดแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐมีข้อจำกัดในเรื่องของการใช้งบประมาณของรัฐอยู่ ว่าจะต้องไม่ไปเป็นคู่ค้าโดยตรงกับเอกชน แล้วการดำเนินนโยบายต้องยึดหลักวินัยทางการคลัง เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็แล้วแต่นี่คือเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในทางกฎหมายแล้ว หากจะออกไปเป็นพระราชกำหนดเงินกู้แบบนี้ก็ไม่สามารถออกได้ เพราะบริบทไม่ได้มีความจำเป็นเร่งด่วนเหมือนในสมัยโควิดที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ออก พ.ร.ก.เงินกู้ เพราะฉะนั้น เมื่อไม่ได้อยู่ในเงื่อนไขความจำเป็นเร่งด่วนและอาจจะขัดกับบางมาตราของรัฐธรรมนูญ ทำให้เกิดความกังวลว่าการกู้เงินเพื่อนำมาแจกดังกล่าวนี้จะถูกทำแท้งทางกฎหมายหรือไม่ และการถูกทำแท้งทางกฎหมายนี้เพื่อไทยรู้หรือไม่ คือบางคนบอกว่าถ้าเกิดถูกทำแท้งทางกฎหมายเพราะศาลรัฐธรรมนูญ หรือเกิดปัญหาทางกฎหมายก็ไม่ใช่ความผิดของพรรคเพื่อไทยแล้ว

อาจทำให้คนเกิดการตั้งคำถามอีกว่า พรรคเพื่อไทยรู้ทั้งรู้หรือเปล่าว่าทำไม่ได้ก็เลยไปอาศัยยืมมือองค์กรอื่นเพื่อเบรกในเรื่องข้อกฎหมายแทน ตรงนี้เป็นข้อกังวล เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่พรรคเพื่อไทยคิดที่จะหาทางลงในกรณีเงิน 10,000 บาทแบบนี้ จะกระทบต่อความชอบธรรมของนายเศรษฐาอย่างมาก อันนี้มองในอีกด้านหนึ่ง แต่ถ้ามองในอีกด้าน ไม่ว่าเงื่อนไขทางกฎหมาย หรือเงื่อนไขที่มีข้อจำกัดในเรื่องการออก พ.ร.บ.เงินกู้ ถ้าหากไม่นำไปสู่การลงทุนขนาดใหญ่ หรือวางโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจดิจิทัล หรือพูดง่ายๆ คือกู้มาแต่เพียงอย่างเดียว และเกิดปัญหาจริงๆ พรรคเพื่อไทยจะผลักความรับผิดชอบว่าเป็นปัญหาของรัฐธรรมนูญ หรือเป็นปัญหาขององค์กรอิสระไปไม่ได้

ส่วนแนวทางศาลรัฐธรรมนูญ กระบวนการดังกล่าวต้องรอให้ทางรัฐบาลตั้งไข่ร่าง พ.ร.บ.เงินกู้ออกมาก่อน จึงค่อยรอให้คนไปยื่นทางศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเราต้องดูอีกทีว่าเวลานั้นหลักเกณฑ์จริงๆ ที่เป็นข้อกฎหมายมีอะไรบ้าง แล้วการกู้ดังกล่าวอยู่ภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญ และ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง พ.ร.บ.หนี้สาธารณะ อยู่ในกรอบนั้นหรือเปล่า จึงค่อยถึงขั้นศาลรัฐธรรมนูญ

ในวันนี้สิ่งที่ประชาชนอยากเห็นคือประกาศ หรือคำสั่ง หรือระเบียบที่เป็นทางการจากหน่วยงานรัฐ ที่อาจจะมากกว่าแค่การประกาศแถลงการณ์ของนายกรัฐมนตรีแล้ว เพราะความไม่แน่นอนของตัวนโยบายนี้แม้ว่านายกฯจะออกมาห้ามไม่ให้หลายๆ คนออกมาแสดงความเห็น แต่เลยจุดนั้นมาแล้ว เพราะว่าหลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนแปลงไปเยอะแล้ว นอกจากจะไม่แจกทุกคนแล้ว มีเงื่อนไข แล้วก็ไม่ได้วางโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจดิจิทัลด้วยอีก ก็กระทบต่อความมั่นใจในนโยบายนี้