หน้าแรก การเมือง เริ่มแล้ว เวท...

เริ่มแล้ว เวทีสรุปโพล มติชนxเดลินิวส์ ‘ปราปต์’ ชี้ สะท้อนโจทย์ใหญ่รบ. ต้องดึงคนอีกกลุ่มให้สนใจการเมือง

13.11.23 | 15:07 น.

เริ่มแล้ว เวทีสรุปโพล มติชนxเดลินิวส์ ‘ปราปต์’ ชี้ ผลโพล สะท้อนโจทย์ใหญ่ รบ. ต้องดึงคนอีกกลุ่มให้สนใจการเมือง ‘ปารเมศ’ ปลุกคนต่ำกว่า 30 ปี ร่วมส่งเสียงชี้อนาคต ปท.

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 13 พฤศจิกายน ที่ห้องประชุมใหญ่ อาคารหนังสือพิมพ์ข่าวสด หนังสือพิมพ์มติชนร่วมกับหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ จัดรายการพิเศษ สรุปโพล มติชน x เดลินิวส์ : รัฐบาลเศรษฐาควรแก้ปัญหาอะไร? หลังจากที่เครือมติชนและเดลินิวส์ ร่วมมือจัดทำโพล “มติชน X เดลินิวส์ : รัฐบาลเศรษฐา ควรแก้ไขปัญหาอะไร” โดยเปิดให้ทุกภาคส่วนได้ร่วมกันทำโพลผ่านทุกช่องทาง ทางเว็บไซต์และสแกนคิวอาร์โค้ดของสื่อเครือมติชนและเดนิวส์ ระหว่างวันที่ 1-31 ตุลาคมที่ผ่านมา เพื่อสะท้อนความต้องการของประชาชนว่าต้องการให้แก้ไขปัญหาอะไรก่อน ระหว่าง 1.การเมือง 2.เศรษฐกิจ ปากท้อง

โดยมี น.ส.ปานบัว บุนปาน กรรมการผู้จัดการ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) นายปราปต์ บุนปาน รองกรรมการผู้จัดการสายเทคโนโลยีและดิจิทัลมีเดีย บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) นายสุริวงค์ เอื้อปฏิภาน รองกรรมการผู้จัดการมติชนฝ่ายสื่อออนไลน์ และบรรณาธิการข่าวสด นายนฤตย์ เสกธีระ บรรณาธิการหนังสือพิมพ์มติชน

นายปารเมศ เหตระกูล กรรมการบริหารหนังสือพิมพ์เดลินิวส์และเดลินิวส์ออนไลน์ นางสิริวรรณ พันธุ์ปรีชากิจ กรรมการบริหารหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ผศ.อัครพงษ์ ค่ำคูณ อดีตคณบดี วิทยาลัยนานาชาติปรีดีพนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดร.อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ อาจารย์คณะมนุษยศาสตร์ ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ กรรมการวิทยาลัยนานาชาติปรีดีพนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย นายศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ นักวิชาการและคอลัมนิสต์ มติชนสุดสัปดาห์ พร้อมผู้บริหารทั้งเครือมติชนและเดลินิวส์ นายโอโมริ สึคาสะ เลขานุการเอก สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่น ประจำกรุงเทพฯ ร่วมงาน ดำเนินรายการโดย นายเอกภัทร์ เชิดธรรมธร พิธีกรมติชนทีวี

Advertisement

จากนั้นมีการเสวนาใน หัวข้อ : วิเคราะห์ข้อมูลโพล มติชน x เดลินิวส์ โดย นายปราปต์ กล่าวว่า สิ่งที่เห็นจากผลการทำโพลในช่วง 30 วันที่ผ่านมานั้น หลักๆ คือ ถ้าเป็นโจทย์ใหญ่ในฐานะสื่อที่มาร่วมทำโพลด้วย และในฐานะที่ผ่านการทำโพลร่วมกับเดลินิวส์มา 2 รอบใหญ่ ผ่านการทำโพล 3 ครั้ง ที่รวมโพลช่วงการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคมที่ผ่านมาด้วย ตัวเลขผู้ร่วมทำโพล

นายปราปต์ กล่าวต่อว่า การทำโพลครั้งนี้ คือ รัฐบาลเศรษฐาควรแก้ปัญหาอะไร กับ โพลเลือกตั้ง จะเห็นว่าการมีส่วนร่วมทำโพลครั้งนี้จะไม่เท่ากับช่วงเลือกตั้ง ตัวเลขการทำโพลครั้งนี้ลดลงกว่าครึ่งเมื่อเทียบกับโพลช่วงเลือกตั้ง โพลเลือกตั้งจะมีผู้ร่วมทำโพลประมาณ 8 หมื่นคนต่อครั้ง ถ้ารวมสองครั้งก็ประมาณแสนกว่าตัวอย่าง ขณะที่โพลครั้งนี้มีผู้ร่วมทำโพลประมาณ 4 หมื่นกว่าคน ในฐานะคนทำโพลและคนทำสื่อก็ประเมินได้ว่าเกิดจากปัจจัยใดบ้าง ถ้าถามว่าเป็นสิ่งที่เหนือความคาดหมายไหม ก็คิดว่าไม่เหนือความคาดหมายเสียทีเดียว ถ้าดูจากในฐานะคนทำข่าว จะเห็นว่าในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา ข่าวการเมืองซึ่งเคยมีความนิยม หรือได้รับการติดตามอ่านเยอะจากช่วงต้นปีจนถึงช่วงเลือกตั้ง จนถึงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม คนตามข่าวการเมืองลดลง

นายปราปต์ กล่าวต่อว่า เพราะฉะนั้นอาจมองได้ว่าคนอาจจะกระตือรือร้นหรืออินกับการเมืองลดลง แต่อีกประเด็นที่น่าคิดเหมือนกันคือ จะเห็นได้ชัดว่ามีความขัดแย้งในการจัดตั้งรัฐบาล คือ การได้มาของรัฐบาลชุดนี้ไม่ได้รับความเห็นด้วยจากคนทั้งหมดในสังคม จึงมองว่าตัวเลขการทำโพล อาจมีนัยยะที่เชื่อมโยงถึงการเมืองในภาพใหญ่ด้วยเหมือนกัน คือ ในเมื่อคนจำนวนหนึ่งคิดว่าไม่ได้สนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาลแบบนี้ จึงคิดว่ายังจำเป็นหรือไม่ที่จะต้องร่วมแสดงความคิดเห็นผ่านการทำโพล ซึ่งมองว่ามีสองนัยยะ คือ ระหว่างคนไม่ตื่นตัวทางการเมือง กับคนที่ไม่คิดว่าตัวเองคือส่วนหนึ่งกับรัฐบาล ซึ่งมองว่ายังเป็นโจทย์ใหญ่เหมือนกันว่า ถ้าลองพลิกไปในมุมของรัฐบาล ว่านี่คือรัฐบาลอีกเฟสหนึ่งหลังจากการรัฐประหาร 2557 นี่คือ 1.โพสต์ของรัฐบาลลุงตู่ 2.เป็นรัฐบาลที่นายกรัฐมนตรีและพรรคเพื่อไทย ยอมรับตรงกันว่าใช้ต้นทุนไปหมด เพราะฉะนั้นนี่คือรัฐบาล เมื่อต้องใช้ต้นทุนไปทั้งหมด จึงต้องได้รับการสนับสนุนจากคนที่เยอะมาก แต่ปัจจุบันจากที่เห็นจากผลการทำโพลก็ดี จากกระแสคนที่อ่านข่าวการเมืองก็ดี จะเห็นว่ามีคนอย่างน้อยอีกครึ่งหนึ่ง ยังไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาลชุดนี้ จึงนำมาซึ่งนโยบายต่างๆ ที่ออกมา ยังไม่แน่ใจว่าประสบความสำเร็จหรือไม่ เป็นโจทย์ใหญ่ของรัฐบาลเหมือนกัน อันนี้คือภาพรวมใหญ่ที่ได้เห็นจากการทำโพลครั้งนี้

เมื่อถามว่า อยากฝากอะไรไปถึงรัฐบาลชุดนี้ นายปราปต์กล่าวว่า โพลนี้มันไม่ใช่โพลที่จะเลือกกันได้ง่ายๆ แบบโพลเลือกตั้ง โพลนี้แทบจะมีลักษณะเป็นการทำประชาพิจารณ์ คือ ต้องการการรับฟัง การพูดคุยกันเยอะ นอกจากตัวโพล ซึ่งยังรู้สึกว่าโพลนี้ชี้ให้เห็นแนวโน้มใหญ่ๆ กว้างๆ เช่น เรื่องของการลดค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าน้ำมัน แต่ปัญหาคือลดอย่างไร

“ผมว่ามันต้องอาศัยกระบวนการอื่นนอกจากโพลของเราด้วย คือ ก็ไปทำการบ้านต่อได้ มันต้องมีกระบวนการรับฟังและพูดคุยเพิ่มเติม เช่นเดียวกับอีกหลายอย่าง เราพยายามเปิดทางให้นำไปสู่การพูดคุยถกเถียงกันมากกว่า มันก็เป็นโจทย์หนึ่ง แต่มันยังมีอะไรนอกโพลอีกจำนวนหนึ่งเลย ซึ่งทุกฝ่ายจะทำอะไรได้ต่อไป” นายปราปต์กล่าว

ด้าน นายปารเมศ กล่าวว่า การทำโพลครั้งนี้สะท้อนเรื่องใดบ้างนั้น มีทั้งนายกรัฐมนตรี นักการเมือง ดารา ภาคประชาสังคม ภาคส่วนต่างๆ ร่วมทำโพลครั้งนี้ ถ้าพูดถึงดารา มองว่าเป็นผลบวกกับโพล เพราะดาราเป็นที่ชื่นชอบของประชาชนทั่วไป น่าจะมีส่วนช่วยให้ประชาชนมาร่วมโหวตโพลมากขึ้น แต่ในส่วนนักการเมือง มองได้ 2 มุมคือ ถ้าชอบนักการเมืองท่านนั้นก็อาจจะช่วยโหวตด้วย แต่อีกมุมหากไม่ชอบอาจจะไม่สนใจโพลครั้งนี้ ส่วนผลโพลที่ออกมา ดูแบบกว้างๆ จะพบว่า คนที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไปร่วมโหวตกว่า 80% เท่ากับว่าคนที่มีอายุเกิน 30 ปี ให้ความสนใจประมาณหนึ่ง

นายปารเมศ กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกันคนที่อายุน้อยลงมานั้น ถือว่าให้ความสนใจทำโพลน้อย ประเด็นนี้อาจจะเหมือนอย่างที่นายปราปต์ระบุว่าอาจมาจากกระแสการเมือง พอโหวตแล้วไม่ได้รัฐบาลตามเจตจำนง ทำให้ประชาชนอาจไม่สนใจการเมือง ซึ่งตรงนี้อยากสื่อสารว่าจริงๆ แล้ว อยากให้คนอีกรุ่นหนึ่งเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองมากกว่านี้ เพราะจะเป็นผลดีต่อประเทศชาติ เพราะการที่เราทำโพลออกมาแล้วมีคนเข้ามามีส่วนร่วมมาก ยิ่งคนที่อายุน้อย คือ ต้องมาว่าอนาคตประเทศนับจากนี้ ขึ้นอยู่กับเสียงของพวกคุณ จึงมองว่าควรต้องมาสนใจให้มากกว่านี้ เพื่อให้เห็นถึงความต้องการที่แท้จริงของประชาชน

นายปารเมศกล่าวว่า ทางนักวิชาการที่สะท้อนผลโพลระบุว่า มีทั้งที่อยากให้แจกปลากับประชาชน และให้สอนวิธีการหาปลาให้กับประชาชน แต่ตนมองว่าส่วนหนึ่งประชาชนอยากได้อุปกรณ์ การส่งเสริมให้การจับปลาจับได้ง่ายขึ้น อีกประเด็นคือ คนสะท้อนว่าอยากให้มีการตัดค่าใช้จ่าย อย่าง ชาวนาก็ต้องการให้มีการลดต้นทุนด้วย ประเด็นนี้ก็ไม่ได้อยู่ในโพล ก็คือเป็นเรื่องสำคัญ จริงๆ แล้ว ชาวนา ชาวสวน ถือเป็นประชากรหลักของประเทศ ตรงนี้เป็นหน้าที่รัฐบาลต้องเข้าไปช่วยลดต้นทุนให้เขาด้วย ประเด็นนี้ทุกรัฐบาลประกาศว่าจะทำ แต่ยังไม่เห็นรัฐบาลใดทำอย่างจริงจัง จึงอยากฝากไปถึงรัฐบาลด้วย