หน้าแรก การเมือง จุลพันธ์ ชี้แ...

จุลพันธ์ ชี้แบงก์ชาติ แนะนายกฯกู้ทำ ‘เงินดิจิทัล’ เอง เชื่อ 5 แสนล้านผ่านฉลุย

13.11.23 | 17:00 น.

‘จุลพันธ์’ ชี้ ธปท.เป็นผู้แนะนายกฯให้กู้ ทำดิจิทัลวอลเล็ต เชื่อ พ.ร.บ.เงินกู้ 5 แสนล้านบาทผ่านฉลุย ไม่ซ้ำรอย สมัยยิ่งลักษณ์

เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงกรณีที่รัฐบาลจะออกพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) เพื่อกู้เงิน ตามมาตรา 53 ของ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ ปี 2561 เพื่อใช้ในโครงการเงินดิจิทัลได้หรือไม่นั้น

ก่อนอื่นเลยคือ ทางเลือกแรกของแหล่งเงินนั้นจะใช้งบประมาณ ซึ่งมีแผนในเรื่องการบริหารจัดการตัดงบส่วนเกิน บริหารจากส่วนที่ไม่ใช้ประโยชน์ไว้แล้ว ใน 2 ปีงบประมาณ ซึ่งเมื่อได้มีการหารือกับทุกหน่วยงานในเรื่งอนี้แล้ว ทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ให้ข้อแนะนำว่า การใช้งบประมาณปกติยังมีข้อจำกัด คือ 1.การแบ่งแหล่งมาจากเพียง 2 ปีงบประมาณนั้น มาใช้ในการดำเนินโครงการเงินดิจิทัล โครงการเดียวนั้นทำได้ยาก เพราะว่า พ.ร.บ.งบปี 2567 ยังไม่ได้ผ่านการพิจารณาจากรัฐสภา จึงยังไม่เห็นตัวเงินที่ชัดเจน

นายจุลพันธ์กล่าวว่า 2.งบประมาณแต่ละปียัง เป็นไปตามกรอบเดิม เช่น งบประมาณปี 2567 ยังเป็นกรอบรายจ่ายที่ 3.48 ล้านล้านบาท หากทำโครงการเงินดิจิทัล ก็เป็นเพียงก็เปลี่ยนจากงบที่ให้ส่วนราชการไปที่มือประชาชนเท่านั้น ผลการกระตุ้นเศรษฐกิจจึงยังมีไม่มาก เพราะการใช้งบประมาณไม่ใช่เงินก้อนใหม่ เพราะฉะนั้น หากยังใช้งบประมาณอยู่ เป็นหมายที่รัฐบาลต้องเงินดิจิทัลกระตุ้นเศรษฐกิจนั้นอาจไม่ได้เห็นผลอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ทางผู้ว่าการ ธปท.จึงได้เสนอ ต่อนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นการส่วนตัวว่าให้ใช้วิธีการกู้เงิน

“อย่างไรก็ดี ตามที่เคยเป็นกระแสว่าจะใช้เงินนอกงบประมาณ อาทิ หนี้ตามมาตรา 28 ของ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ ที่ให้รัฐวิสาหกิจดำเนินการให้ก่อนนั้น ถึงแม้จะเป็นส่วนที่ไม่นับรวมในหนี้สาธารณะ แต่เป็นวิธีที่อาจถูกมองว่าเป็นการหลบเลี่ยงได้ ดังนั้น รัฐบาลจึงเลือกวิธีการโดยตรงคือ ถ้าใช้งบประมาณไม่ได้ ก็ใช้การออก พ.ร.บ.กู้เงินเลย เพราะเป็นวิธีที่ตรงไปตรงมา และยังต้องผ่านการพิจารณาจากรัฐสภาให้อนุมัติด้วย จึงจะบังคับใช้ได้” นายจุลพันธ์กล่าว

Advertisement

นายจุลพันธ์กล่าวอีกว่า เชื่อว่าการออก พ.ร.บ.เงินกู้ 5 แสนล้านบาท สำหรับโครงการเงินดิจิทัลนั้นทำได้จริง เนื่องจากมีความแตกต่างจากรณี การออก พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท เพื่อปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานในสมัย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญตีตก เพราะมันมีความแตกต่างกันในเรื่องบริบทของสถานการณ์ปัจจุบัน ความจำเป็นและตัวกฎหมาย และอีกประเด็น พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ผ่านชั้นกฤษฎีกาแล้ว แต่ชั้นศาลรัฐธรรมนูญมองว่าควรจัดการทำถนนลูกรังก่อน ไปทำโครงการรถไฟความเร็วสูง

“องค์ประกอบการยื่นพิจารณาออก พ.ร.บ.เงินกู้ 5 แสนล้านบาทนั้น มี 2 ประเด็นหลัก คือ 1.มีวิกฤตหรือไม่ 2.มีความจำเป็นเร่งด่วนและความต่อเนื่อง ในมุมองของรัฐบาลนั้น ในเรื่องการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ไทยนั้นในทุกปี หน่วยที่กำกับดูแล อาทิ ธปท.เอง ออกตัวเลขคาดการณ์ต้นปีกับปลายปีไม่เคยเข้าเป้าเลย ปี 2566 มองจีดีพีเมื่อต้นปีที่ 3.6% แต่ล่าสุดหลังไตรมาส 3 กลับปรับลดกันเหลือ 2.6-2.8% ดังนั้นสะท้อนว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจไทยนั้นยังต่ำกว่าศักยภาพ และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระดับภูมิภาคด้วย” นายจุลพันธ์กล่าว

นอกจากนี้ การที่จีดีพีโตต่ำ ระดับ 2% กับรัฐบาลยังคงทำขาดดุลงบประมาณปีละ 6-7 แสนล้านบาทต่อเนื่อง ถึงในปี 2570 หนี้สาธารณะของรัฐบาลจะพุ่งทะลุกรอบวินัยการเงินการคลังที่กำหนดไว้ไม่เกิน 70% ซึ่งถ้าถึงตอนนั้นมันจะเป็นอันตรายต่ออันดับความน่าเชื่อถือของรัฐบาลที่อาจถูกปรับลดลง เพราะฉะนั้น รัฐบาลจำเป็นต้องกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งโครงการเงินดิจิทัลวอลเล็ตเป็นหนึ่งในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล และ ธปท.ยังระบุเองว่าการมีโครงการเงินดิจิทัลวอลเล็ต จะช่วยให้จีดีพีไทยโตได้ถึง 4.4% ต่อปี

อย่างไรก็ดี รัฐบาลจะไม่เริ่มโครงการเติมเงินดิจิทัลวอลเล็ต จนกว่ากระบวนการทางกฎหมายจะเสร็จสิ้น ซึ่งอาจจะต้องเลื่อนออกโครงการก็จริง ถ้ามีใครไปยื่นตีความไปที่ศาล แต่รัฐบาลก็คงต้องรอ เพราะว่าถ้าศาลวินิจฉัยว่าทำไม่ได้ แต่ถ้าโครงการนี้เริ่ม และประชาชนใช้เงินไปแล้วมันถอยหลังลำบาก เพราะฉะนั้นรัฐบาลจะรอให้มีความชัดเจนของกฎหมายทั้งหมดก่อน

ทั้งนี้เพื่อปิดช่องว่างในช่วงต้นปี 2567 ที่ยังไม่มีงบลงทุนของรัฐบาลเข้าไปกระตุ้นเศรษฐกิจ รัฐบาลได้ออกอีกหนึ่งโครงการคือ อี-รีฟันด์ (e-Refund) ด้วยการคืนภาษีให้กับประชาชน เริ่มใช้ในเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2567 ซึ่งกระทรวงการคลังจะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติภายใน 2 สัปดาห์ข้างหน้า

นายจุลพันธ์กล่าวว่า โดยรายละเอียด คือ ให้ประชาชนสามารถนำรายจ่ายที่ซื้อสินค้าในร้านค้าที่อยู่ในระบบภาษี และสามารถออกใบรับอิเล็กทรอนิกส์ (e- Receive) ได้ และนำรายจ่ายดังกล่าว ไม่เกิน 5 หมื่นบาท มาหักลดหย่อนภาษีได้ ซึ่งภาษีที่ประชาชนจะได้คืนมานั้น จะขึ้นอยู่กับฐานภาษีของแต่ละคน เช่น หากซื้อสินค้าเต็ม 5 หมื่นบาท และคนคนนั้นมีรายได้ 7 หมื่นบาท/เดือน ซึ่งอยู่ในฐานภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ 20% ก็จะได้ภาษีคืนมา 1 หมื่นบาท แต่หากฐานภาษีของคนคนนั้นอยู่ในอัตราสูงสุดที่ 35% จะได้ภาษีคืนมา 17,500 บาท เป็นต้น