‘อรรถจักร์’ ยกโพลสะท้อนใจ คนไทยอยากให้แก้ ‘เหลื่อมล้ำ’ เดินเองได้ ขอแค่หลังพิง เชื่อ รัฐบาลถ้ากล้าตัดสินใจ ‘รัฐบุรุษ’ ไม่เกินเอื้อม
เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน ที่ห้องประชุมใหญ่ อาคารหนังสือพิมพ์ข่าวสด เครือมติชน ร่วมกับเดลินิวส์ และศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย จัดรายการพิเศษ สรุปโพลมติชน x เดลินิวส์ : รัฐบาลเศรษฐาควรแก้ปัญหาอะไร?
บรรยากาศเวลา 14.20 น. นักวิชาการร่วมเสวนาในหัวข้อ : รัฐบาลเศรษฐาควรแก้ปัญหาอะไร? โดย ศ.ดร.อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ อาจารย์คณะมนุษยศาสตร์ ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ กรรมการวิทยาลัยนานาชาติปรีดีพนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และ นายศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ นักวิชาการ และคอลัมนิสต์ มติชนสุดสัปดาห์
ในตอนหนึ่งของการเสวนา ศ.ดร.อรรถจักร์กล่าวว่า ผลโพลของมติชนกับเดลินิวส์ ตนรู้สึกว่าโพลนี้สำคัญแม้ว่าทุกท่านจะรู้สึกว่า มันเหลือครึ่งเดียว จากโพลตอนช่วงเลือกตั้ง แต่จำนวน 40,000 กว่าคน เขาคือคนที่ตั้งใจตอบคำถามตรงนี้จึงสำคัญ ตนคิดว่าความตั้งใจของการทำโพลนี้ สะท้อนเจตนา ความตั้งใจจริงของพี่น้องประชาชน คิดว่าตรงนี้สำคัญ

ประการแรก สะท้อนความปรารถนาที่แท้จริงของคนที่ไม่มีเสียง หรือมีเสียงแต่ไม่ดัง ซึ่งเป็นเสียงทุกคนต้องฟัง และลึกลงไปกว่านี้มันสะท้อนทั้ง 2 ด้าน ทั้งมิติทั้งโครงสร้างและเศรษฐกิจ ที่คนรับรู้ถึงปัญหาและวางตัวเองอยู่ในเงื่อนไขของปัญหา
“ผมคิดว่าการแก้ปัญหาปากท้อง ค่าไฟ ค่าน้ำมัน โดยเฉพาะน้ำมัน สำคัญที่สุด ซึ่งโพลนี้สะท้อนการรับรู้ว่าตำแหน่งแห่งที่ของปัญหาของผู้คนและในฐานะการรับรู้ของพลเมือง อันนี้เป็นส่วนสำคัญมากๆ ภาพสังคมจากการที่สังคมรับรู้ปัญหา ผมคิดว่าเขาตระหนักถึงความเหลื่อมล้ำ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ หรือโครงสร้าง เขาคิดว่าโครงสร้างต่างหากที่เป็นปัญหา เพียงแต่เขาเลือกแก้ปัญหาค่าน้ำ ค่าไฟเบื้องหน้า
เธอไม่ต้องให้ฉันหรอก แต่ฉันขอแค่มีที่ให้หลังพิง ฉันเดินได้ มันมีเรื่องความเหลื่อมล้ำในค่าพวกนี้อยู่ รวมถึงเรื่องปฏิรูปความยุติธรรมและความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่มันปรากฏชัด บางกลุ่มอาชีพสัดส่วนของการเลือกโครงสร้างมากกว่าเศรษฐกิจ หากลองดูในรายละเอียด มีรายละเอียดที่น่าสนใจมากมายและสะท้อนสิ่งที่อยู่ในใจของคนไทย โพลนี้จึงเป็นตัวแทนของคนไทย” ศ.ดร.อรรถจักร์กล่าว
ศ.ดร.อรรถจักร์กล่าวอีกว่า โพลครั้งนี้สะท้อนความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ เช่น เรื่องค่าน้ำ ค่าไฟ และอื่นๆ เขาต้องการเครื่องมือจับปลา ไม่ได้ต้องการแจกปลา
“เราเห็นปัญหาของความเหลื่อมล้ำชัดเจน เรามีอุตสาหกรรมการวิจัยเรื่องความเหลื่อมล้ำ ซึ่งยังไม่มีผลในทางปฏิบัติ ผมคิดว่าหากรัฐบาลนี้หรือรัฐบาลหน้า เห็นเรื่องนี้ต้องคิดให้ละเอียดมากขึ้น และมันจะนำไปสู่คำถามที่เราต้องทำกันอีกเยอะ เช่น การปฏิรูปกองทัพ คุณจะทำอย่างไร ลดค่าน้ำมันคุณจะทำอย่างไร ถ้าหากคิดถึงความเหลื่อมล้ำและปัญหาเศรษฐกิจไปด้วยกัน รัฐบาลนี้ก็จะเป็นรัฐบาลของประชาชน” ศ.ดร.อรรถจักร์ชี้
ศ.ดร.อรรถจักร์ กล่าวว่า อย่างโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค ไม่ใช่แค่สวัสดิการแบบยื่นให้ แต่ยังเปลี่ยนความสัมพันธ์เชิงอำนาจ ดังนั้น โพลนี้สะท้อนความปรารถนาของประชาชนอย่างแรงกล้า และยังเป็นการสะท้อนการมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำ
“เมื่อมองเรื่องความเหลื่อมล้ำ จากผลโพลที่พูดถึงเรื่องลดค่าไฟ ค่าน้ำ น้ำมัน การแก้ปัญหา ผมคิดว่าคนจำนวนมากตระหนักแล้วว่าการลดค่าน้ำค่าไฟ ค่าน้ำมัน เช่น คนใน จ.เชียงใหม่ เดินทางเข้าเมืองมาทำงาน สิ่งที่คนเชียงใหม่ตระหนักถึงค่าน้ำมันเขาตระหนักกว่าการลดราคาแบบนี้ มันเป็นการเอาภาษีมาโปะก่อน ผมคิดว่าเราสามารถมองทะลุลงไปว่า เขาคิดอะไร โดยมองสิ่งอื่นๆ ด้วย” ศ.ดร.อรรถจักร์ชี้
ศ.ดร.อรรถจักร์ กล่าวต่อว่า อีกประการหนึ่งคือ การแก้ปัญหาหนี้สินครัวเรือน หนี้สาธารณะ นอกจากจะคิดถึงหนี้สินส่วนตัวแล้ว เขายังคิดว่า ถ้ากู้มาแจก เขาก็ต้องใช้คืนไป ลูกฉันก็ต้องจ่ายด้วย ตนคิดว่าคนที่เลือกตอบ ลึกไปแล้วเขาคิดถึงเรื่องความเหลื่อมล้ำ
“อาจจะมีแค่บางกลุ่มที่เขาเลือกดิจิทัลวอลเล็ตสูงที่สุด คือคนจนที่เขามีรายได้ต่ำกว่า 1 หมื่นบาท ซึ่งเขามีความจำเป็น ผมอยากจะฝากถึงรัฐบาลว่าอย่าไปคิดแต่เรื่องปัญหาปากท้องอย่างเดียว ทุกวันนี้พ่อ แม่ พี่น้อง เขาตระหนักถึงความเหลื่อมล้ำมากมาย
การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ผมคิดว่าคงจะได้แก้ในช่วงสั้นๆ แล้วในท้ายสุด พี่น้องประชาชนเขาจะมองว่ามันไม่ใช่แก้แค่เฉพาะหน้า เพราะผลโหวตมันขยายไปถึงการเลือกพัฒนาทางอาชีพอื่นๆ เขาอยากให้รัฐบาลแก้ไปถึงทางอื่นๆ ถ้าหากรัฐบาลแก้แบบนี้ ก็คงจะแก้ได้ไม่นานนัก ค่าน้ำมัน ค่าไฟคงแก้ได้ไม่กี่เดือน คนคงจะรู้สึกว่ารัฐบาลการแก้ของรัฐบาล คงจะเป็นการหลอกประชาชนตามมา” ศ.ดร.อรรถจักร์กล่าว
ศ.ดร.อรรถจักร์กล่าวอีกว่า เรื่องเงินดิจิทัล 10,000 บาท ด้านหนึ่งจากการพูดคุยต่างๆ ทั้งจากหนังสือพิมพ์และโพลนี้ และตอนนี้ยังมีการกำหนดเงื่อนไข รายได้ไม่เกิน 70,000 บาท และเงินฝากไม่เกิน 500,000 บาท
“เพื่อนบางคนเขาหัวเราะเลย ราชการเกษียณเขาคิดว่า คงจะได้สักนิดหน่อย สำหรับประชาชน เขาคงว่าเขาคงไม่ได้อะไรเท่าไหร่ คนที่จะได้คงเป็นร้านค้าใหญ่ โดยกรุงเทพฯ ที่เขาเลือก เพราะเขาสามารถเลือกดิจิทัลวอลเล็ต เขาสามารถซื้อของจากคอนวีเนียนสโตร์ได้มากกว่า เดือนแรกเราก็จะสามารถเห็นได้เลยว่า เขาจะเปรี้ยงหรือไม่เปรี้ยง” ศ.ดร.อรรถจักร์ชี้

ศ.ดร.อรรถจักร์กล่าวว่า โดยเงื่อนไขของรัฐบาลนี้และการเป็นรัฐบาลที่มีความพิเศษ ตนคิดว่าเขาทำได้แค่นี้
“ต่อให้เราแนะนำว่าคุณจะต้องปฏิรูปโครงสร้าง 1 2 3 4 เขาทำไม่ได้ เพราะเขาหันซ้ายเขาก็เจอกลุ่มทุนพลังงาน หันขวาก็เจอแต่สิ่งที่จะเกิดขึ้น มันคงจะมีแพะรับกันไปเรื่อยๆ จนถึงจุดหนึ่ง เขาคงจะยุบสภาแล้วเลือกตั้งใหม่ อันนี้ผมเดา รัฐบาลเขามีจังหวะและโอกาสที่จะเป็นรัฐบุรุษ ถ้าคุณกล้าตัดสินใจ แม้ต้องแตกหักกันเยอะแยะ เช่น การหาพรรคพวกแล้วยอมแตกหักบางเรื่อง ซึ่งถ้าดูแนวแล้วมันเป็นไปได้ยาก”
“ถ้าเขาได้ทำจริง มีความเป็นปึกแผ่นที่จะทำจริง คงทำได้ แต่วันนี้มันเป็นไปได้ยาก คงจะลำบากที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง และคงทำให้รู้สึกเซ็งและรอยุบสภาอีก 2 ปี ผมหวังว่าการแจกยาแก้ปวดจะได้คะแนนนิยมเข้ามา แต่สิ่งที่จะทำให้เขาคิดได้ คือเสียงของประชาชนจะดังขึ้นเรื่อยๆ” ศ.ดร.อรรถจักร์เผย
ศ.ดร.อรรถจักร์ กล่าวว่า สิ่งแรกที่ต้องย้ำคือ รัฐบาลนี้และรัฐไทย เป็นตัวจรรโลงค้ำยันความเหลื่อมล้ำ แต่การจรรโลงความเหลื่อมล้ำมันมีความตึงเครียดสูงขึ้น อย่างการที่คนเลือกพรรค 14 ล้านคน กับพรรค 10 ล้านเสียง สื่ออะไรค่อนข้างเยอะ
“ถามว่าความตึงเครียด มันแสดงออกมาทางไหนบาง เช่น ข่าวเหยื่อช่างกลแก้แค้นกัน จนประชาชนเจอลูกหลง ปัญหาสังคมมันเกิดจากความเหลื่อมล้ำเหล่านี้ ซึ่งความเหลื่อมล้ำทั้งโลกมันเป็นแบบนี้ หากมีความตึงเครียดมันสูงจนนำไปสู่การตีกับคนมีอำนาจ ซึ่งจะใช้เวลาเท่าไหร่ผมเดาไม่ได้
ศ.ดร.อรรถจักร์ กล่าวอีกว่า ประวัติศาสตร์โลกมันจะเปลี่ยนความตึงเครียด มาต่อสู้กับคนมีอำนาจในที่สุด ผมแก่แล้วผมอยากเห็นรัฐไทย คนมีอำนาจ ยอมรวยน้อยลง แบ่งปันมากขึ้น เพื่อให้เกิดการนองเลือดน้องลงที่สุด อย่างเล่น สนามกอล์ฟก็เปลี่ยนเป็นสนามเด็กเล่นเสีย
“ผมคิดว่ามันมีวิธีการหลีกหนีการนองเลือด ซึ่งถ้าชนชั้นนำไม่ทำก็จะเกิดการนองเลือดในที่สุด ประวัติศาสตร์สองด้าน ผมคิดว่าชนชั้นนำไทยรู้จักสังคมน้อย มันทำให้รู้สึกว่าการที่เขาใช้เครื่องมือที่เขามีอยู่ ก็สามารถควบคุมคนไทยได้แล้ว ซึ่งจะแตกต่างจากชนชั้นนำสมัย ร.4-ร.5 ที่แม้ไม่เข้าใจสังคม แต่เขาเดินออกไปเพื่อทำความเข้าใจ
อีกอันคือ ความทับซ้อนของกลุ่มทุนที่ซ้อนจนเหนียวแน่น เราต้องการความฉลาดของชนชั้นนำ แต่มันถักสานจนแน่นของทุนกับรัฐไทย โดยเฉพาะยุคของคุณประยุทธ์ จันทร์โอชา” ศ.ดร.อรรถจักร์กล่าว


