เจาะลึกโพลมติชน X เดลินิวส์ ประชาชนให้การบ้านรัฐบาล

14.11.23 | 12:11 น.

หมายเหตุ – หนังสือพิมพ์มติชนร่วมกับหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ร่วมจัดรายการพิเศษ สรุปโพล มติชน x เดลินิวส์ : รัฐบาลเศรษฐาควรแก้ปัญหาอะไร? หลังจากร่วมมือกันจัดทำโพล ที่ห้องประชุมใหญ่ อาคารหนังสือพิมพ์ข่าวสด เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน

ผศ.อัครพงษ์ ค่ำคูณ
อดีตคณบดีวิทยาลัยนานาชาติปรีดีพนมยงค์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

โพลนี้เป็นการสำรวจความคิดเห็นไม่ได้เป็นการทำโพลในทางวิชาการ 4 หมื่นคน ที่มาร่วมแสดงความคิดเห็นถือว่าเยอะมาก เพราะฉะนั้นจำนวนผู้ร่วมทำโพล 4 หมื่นคนในครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่า คนอยากจะส่งเสียงจริงๆ และสะท้อนว่า ไม่มีการระดมมาตอบคำถาม คือ ถ้าคิดว่า 8 หมื่นคนในการทำโพลครั้งก่อน สีส้มได้ที่ 1 ถ้าครั้งนี้มีการระดม การแก้ปัญหาโครงสร้างควรจะชนะการแก้ปัญหาปากท้อง แต่กลายเป็นว่าคนที่มาทำโพลจริงๆ คือ คนที่อยากจะสะท้อนภาพบรรยากาศในสังคม ฉะนั้น คิดว่าประเด็นสำคัญของโพลอันดับแรก คือ บรรยากาศของการเลือกตั้งกับหลังเลือกตั้ง มันคนละเรื่องกันเลยบรรยากาศก่อนเลือกตั้ง การหาเสียงของทุกพรรคการเมืองไม่ว่าจะเป็นพรรคไหน ผมคิดว่าเขาเน้นไปพรรคที่ชนะและพรรคที่ได้เสียงส่วนใหญ่ เน้นไปในเรื่องโครงสร้างเป็นส่วนใหญ่ อยากจะปฏิรูปนั่น ปฏิรูปนี่ เวลาหาเสียงทุกคนอยากจะเปลี่ยนแปลงไม่เอาส.ว. ปฏิรูปเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่น แต่พอหลังการเลือกตั้ง มันเข้าสู่โหมดของสัจธรรมชีวิต เราจะดำรงอยู่อย่างไร เพราะฉะนั้น คีย์เวิร์ด มีแค่ 2 คำ คือ ลดรายจ่ายกับเพิ่มรายได้

โพลนี้สะท้อนจริงๆ ว่าสังคมต้องการที่จะให้รัฐบาลนั้นช่วยทำให้เงินในกระเป๋าไม่น้อยลง และทำอย่างไรให้เงินมาเติมมากขึ้น อยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงแล้ว และจำนวน 4 หมื่นคน มันสะท้อนเรื่องของสัดส่วนประชากรในสัดส่วนประชากรจริงได้พอสมควร หมายความว่าถ้าดูจำนวนประชากร 66 ล้านคน ใช้ข้อมูลที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและข้อมูลกระทรวงมหาดไทย อายุ 51 ปีขึ้นไปใน 66 ล้านคน มีประมาณ 32% แต่มาทำโพลเราตั้ง 50 กว่าเปอร์เซ็นต์ แปลว่าถือว่ามากกว่าสัดส่วนประชากรจริงที่อยู่ในสังคม และที่บอกว่าคนอายุ 18-20 ปีมาทำโพลน้อย ถือว่าไม่น้อย ถือว่ามากกว่าสัดส่วนประชากรจริงด้วยซ้ำไป เพราะว่า 18-20 ปี หรือว่าต่ำกว่า30 ปี ในสัดส่วนประชากร มีอยู่ประมาณ 17% ของประเทศไทย แต่มาทำโพลอยู่เกือบถึง 17-18%เลย ฉะนั้น ตัวสัดส่วนประชากรจริงกับสัดส่วนประชากรในโพลถ้าเป็นนักสถิติศาสตร์ เขาจะมองว่ามันสะท้อนสัดส่วนที่เกิดขึ้นจริงในสังคม ซึ่งถือว่าตัวเลขทางสถิติดี แล้วก็สะท้อนความเป็นจริง

Advertisement

ถึงแม้โพลจะเป็นโพลซึ่งมีผู้ชายมากกว่า ประชากรที่เป็นชายประมาณ 60% เพศหญิง 33% และเพศทางเลือกอีกประมาณ 5% ดังนั้น ในแง่สถิติของจำนวนประชากร ถือว่าสะท้อนความเป็นจริงในทางวิชาการ กับสัดส่วนประชากรจริงใน 66 ล้านคน แล้วก็มีผลของการวิเคราะห์น้อยกว่าค่ามาตรฐาน แล้วก็มีความน่าสนใจเชื่อถือได้ถึง 95% และผลของการสำรวจออกมา 5 อันดับปัญหาตรงกันเกือบทุกกลุ่มประชากร โดยแบ่งกลุ่มประชากรออกเป็น เพศ ภูมิลำเนา รายได้ระดับการศึกษา และอาชีพ

60% ของประชากร 66 ล้านคน สะท้อนออกมาในตัวอย่าง ที่มีค่าความน่าเชื่อถือมากกว่าอยากจะได้ให้แก้ปัญหาเศรษฐกิจมากกว่าแก้ปัญหาโครงสร้าง จะขอพูดในทางเศรษฐกิจก่อน แน่นอนว่า 3 อันดับ คือ ลดรายจ่ายเป็นเรื่องพื้นฐานรัฐบาลไหนก็ต้องช่วย แต่ในอีกแง่หนึ่งแปลว่าอาจจะไม่เห็นแสงสว่างในการเพิ่มรายได้หรือเปล่า ฉะนั้น ลดรายจ่ายตรงนี้มัน ‘ควิกวิน’หากไปดูในเรื่องของการแถลงนโยบายก็แถลงผลประกอบการของ 60 วันแรกก็ตรงกัน แสดงว่าผลโพล ผลการวิเคราะห์ของทีมรัฐบาลและสถานการณ์ความเป็นจริงของสังคมไปในทิศทางเดียวกัน ในแง่นี้ถือว่าเป็นที่น่าดีใจ ที่รัฐบาลนั้นเข้าใจว่ามีปัญหานี้ ฉะนั้น เรื่องของลดค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าน้ำมัน เป็นเรื่องที่จะต้องทำทันที ส่วนเรื่องหนี้หลังรัฐประหาร 9 ปี สร้างหนี้มาเรื่อยๆ ฉะนั้น สิ่งสำคัญคือ อยากให้ลดหนี้ 2 อันรวมกัน 46% แล้ว เกือบครึ่งหนึ่งแล้ว นี่ยังไม่รวมถึงเกษตรกรซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ ทั้ง 3 อันดับ สะท้อนให้เห็นว่าคนอยากจะลดรายจ่าย

หากตัด 3 อันดับออกไป นโยบายเรือธงของรัฐบาล อย่างดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท กลายเป็นเรื่องที่ประชาชนให้ความหวังมากที่สุดในแง่ของการเพิ่มรายได้ แต่ในทางวิชาการแล้ว 10,000 บาท ไม่ได้เพิ่มรายได้ หากพูดกันอย่างตรงไปตรงมาคือ นโยบายนี้คิดว่าเป็นเรื่องของการเพิ่มกำลังซื้อ ถ้าคิดว่ากำลังซื้อเป็นสิ่งสำคัญในการรันระบบเศรษฐกิจ และทำให้ระบบเศรษฐกิจเคลื่อน คิดว่าอันนี้อาจจะเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่สุดที่ประชาชนมองเห็น เพราะเรื่องของการเพิ่มค่าแรงเงินเดือนปริญญาตรีก็ลดลงตามลำดับ แต่ความต่างกันไม่มาก ถ้าทำได้ก็ควรจะต้องทำไปพร้อมๆ กัน คือ เพิ่มกำลังซื้อ 10,000 บาท ไม่ใช่เพิ่มรายได้ เพราะการเพิ่มรายได้แปลว่าต้องมีทุกเดือน

นอกจากนี้ หากตัดในเรื่อง การลดค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าน้ำมัน การแก้ปัญหาหนี้สินเรื่องเกษตรกรออกไปกลายเป็นว่ากลุ่มที่น่าสนใจ ทั้งกรุงเทพฯและต่างจังหวัด ครึ่งหนึ่งของคนกรุงเทพฯก็เห็นพ้องว่าต้องลดรายจ่ายอาทิ แก้ปัญหาหนี้สิน แก้ปัญหาเกษตรกร ตรงกับคนต่างจังหวัด แต่ตรงนี้ตัวเลขที่น่าสนใจคือกลายเป็นว่าภาคกลาง เป็นภาคที่ต้องการให้มีดิจิทัลวอลเล็ตมากกว่าการแก้ปัญหาเกษตร ภาคอื่นจะต้องการลดค่าน้ำค่าไฟ แก้ปัญหาหนี้สินตัดออกไปเลย เพราะทุกคนต้องการพ้องกัน แต่ภาคกลางประเด็นสำคัญ คือ คนภาคกลางนั้น ต้องการดิจิทัลวอลเล็ต อันนี้พูดไปเพื่อให้รัฐบาลมีกำลังใจทำงาน จะถูกว่าถูกด่าอะไรก็ต้องทำงาน

ด้านกลุ่มเพศ กลายเป็นว่าเพศหญิงให้ความสนใจกับการเพิ่มค่าแรงมากกว่าดิจิทัลวอลเล็ต ตรงข้ามกับเพศชายและเพศทางเลือกก็จะให้ดิจิทัลวอลเล็ตมากกว่าเพิ่มค่าแรง คิดว่าผู้หญิงอยู่ในภาคการผลิต อาจมีรายได้หรือค่าตอบแทนน้อยกว่าผู้ชายก็เป็นได้ จึงอยากให้เพิ่มค่าแรง

ด้านกลุ่มอายุ จะเห็นว่า กลุ่มอายุที่ 51 ปี ซึ่งคนส่วนใหญ่ที่มาทำโพล ก็เรียงลำดับว่า ลดค่าน้ำ ค่าไฟ แก้ปัญหาหนี้สิน เกษตรกร ดิจิทัลวอลเว็ต เพิ่มค่าแรง และปัญหาอื่นๆ ส่วนปัจจัยของคน อายุ 31-40 ปี คือ ต้องการเรื่องเพิ่มค่าแรงมากกว่าดิจิทัลวอลเล็ต ในขณะที่กลุ่มที่เพิ่งทำงานใหม่ต้องการให้เพิ่มค่าแรงมากกว่าเรื่องของการแก้ปัญหาหนี้สิน เพราะเขาอาจจะไม่มีหนี้สินก็ได้ เพราะเพิ่งทำงาน

เวลาดูในรายละเอียดมันก็จะแตกต่างกันไปสำหรับกลุ่มผลประโยชน์แต่ละกลุ่ม แล้วสุดท้ายกลุ่มที่เป็นนิสิตนักศึกษา 18-20 ปี มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งครั้งแรก เขาก็ต้องการเรื่องของเงินเดือนค่าตอบแทนมากกว่า แต่เขาต้องการดิจิทัลวอลเล็ตมากกว่าแก้ปัญหาหนี้สินด้วย ดังนั้น ถ้าแยกกลุ่มออกมาจะเห็นชัดเลยว่า กลุ่มซึ่งเป็นคนทำงานใหม่ ต้องการ ดิจิทัลวอลเล็ต และการเพิ่มรายได้ มากกว่าการลดรายจ่าย

ด้านการศึกษา กลุ่มที่เป็นปริญญาตรี ตัดสามัญออกไปเพราะสามัญเท่ากันหมด ต้องการเพิ่มรายได้มากกว่าดิจิทัลวอลเล็ต เพราะเขาต้องการความยั่งยืนมากกว่าการให้เป็นครั้งๆ ในขณะที่คนต่ำกว่าปริญญาตรีต้องการดิจิทัลวอลเล็ตอย่างมากเลย มากกว่าการแก้ปัญหาเกษตรด้วยซ้ำไป ปริญญาโทแน่นอนต้องการเพิ่มรายได้ค่าตอบแทนมากกว่าดิจิทัลวอลเล็ต ปริญญาเอกเหมือนกับคนอื่นอยู่แล้ว ความน่าสนใจคือเขาต้องการลดปัญหาหนี้สินกับลดค่าน้ำค่าไฟ

ด้านกลุ่มอาชีพ ตอนนี้กลุ่มอาชีพที่สำคัญเลยทุกคนยกเว้นนักเรียนนักศึกษา เพราะนักเรียนนักศึกษาต้องการเพิ่มค่าตัว เพิ่มเงินเดือนมากกว่า แล้วไม่ได้เห็นไม่ได้คิดว่าไม่ต้องลดค่าน้ำค่าไฟ ต้องการดิจิทัลวอลเล็ตพ้องกับพนักงานบริษัท พนักงานบริษัทลดค่าน้ำไฟมันนอนมาอยู่แล้ว แต่ความสำคัญคือต้องการดิจิทัลวอลเล็ตมากกว่าการแก้ปัญหาเกษตรกร หรือการแก้ปัญหาหนี้สิน

กลุ่มข้าราชการกับรัฐวิสาหกิจแน่นอน อันดับที่ตามมาของบรรดาข้าราชการ คือ เพิ่มรายได้ ดิจิทัลวอลเล็ตนี่อยู่ท้ายๆ เลย มันก็สะท้อนเสียงของแต่ละภาคส่วน ในขณะที่รับจ้างทั่วไปต้องการดิจิทัลวอลเล็ตเหมือนกัน สุดท้ายเรื่องของรายได้ แน่นอน คนมีรายได้สูงและคนมีรายได้ที่มากกว่า 3 หมื่นขึ้นไป เขาก็ต้องการที่จะแก้ปัญหา ค่าน้ำค่าไฟ ค่าน้ำมัน หนี้สิน เกษตกร ดิจิทัลวอลเล็ต เพิ่มรายได้ คนที่ต้องการดิจิทัลวอลเล็ตมากที่สุดคือคนที่เงินเดือนไม่เกิน 10,000 บาท เพราะค่าน้ำค่าไฟยังไงก็ต้องลดอยู่แล้ว หนี้สินก็ต้องลดอยู่แล้ว อีกกลุ่มก็คือกลุ่มที่เป็นนิวจ๊อบเบอร์ก็ต้องการเรื่องของการเพิ่มรายได้ด้วย อันนี้ในแง่ของ เรื่องของเศรษฐกิจ

ตัวเลขก็อธิบายให้เห็นชัดเจน อาจจะรู้สึกว่าเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องพื้นฐานที่รัฐบาลต้องทำ เพราะฉะนั้นถามว่าผลโพลสะท้อนเรื่องเหล่านี้ไหม สะท้อนให้เห็นว่าสังคมอยู่ในภาวะทาง 2 แพร่ง คือ แพร่งหนึ่งอยากจะแก้ปัญหาชีวิตประจำวัน ควิกวินขอให้ทำได้ทำเร็ว ในอีกแง่หนึ่งก็อยากให้แก้ปัญหาโครงสร้างด้วย เพราะโครงสร้างอย่างที่คุยกัน มันเป็นปัญหาระยะยาว ถ้าโครงสร้างดีเรื่องของการเพิ่มรายได้การลดรายจ่าย มันก็ดีตามไปด้วย อันนี้เป็นสูตรสำเร็จอยู่แล้ว ในเรื่องของโครงสร้างมันก็มีความน่าสนใจ

สุดท้ายผมคิดว่าในการเป็นผู้บริหารประเทศจะต้องให้ความสำคัญกับทั้งสองอย่าง เพราะว่าคะแนนมันไม่ได้ขาดลอยกัน 60:40 ถ้าเราคิดเป็นจำนวนประชากรที่สะท้อน ประมาณ 30 ล้านคน ต้องการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ อีกประมาณ 25-26 ล้านคน ก็ต้องการเรื่องโครงสร้าง ฉะนั้น เห็นว่าคนในประเทศเห็นตรงกัน โพลนี้สะท้อนว่าคนมีจิตใจเดียวกันคือ เริ่มจะเซ็งเริ่มจะเหนื่อย เพราะฉะนั้นรัฐบาลก็ต้องไม่เซ็งไม่เหนื่อย รัฐบาลต้องมีเรื่องของการที่จะพยายามที่จะสร้างบรรยากาศ สร้างความเชื่อมั่น เพราะฉะนั้นสุดท้ายในภาวะที่ทรัพยากรมีจำกัด นั่นคือความท้าทายของรัฐบาลที่จะจัดสรรทรัพยากรให้ทั้งสองฝั่งสามารถที่จะคลี่คลายไปได้ เราไม่ใช่เป็นรัฐบาลของคนใดคนหนึ่งเราเป็นรัฐบาลของคนทั้งประเทศ เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะมีเสียงอะไรขึ้นมาต้องรับฟัง และที่สำคัญก็คือว่า มันมีบางเรื่องที่ทำได้และไม่ได้ การที่ตั้งนโยบายอะไรบางอย่างขึ้นมาก็ต้องหวังผล ขอเราหวังผลแม้ว่าเราจะมีชนักติดหลังเรื่องของความน่าเชื่อถืออะไรก็ตามที สำคัญก็คือต้องฟังเสียงประชาชนให้มาก ต้องให้กำลังใจรัฐบาลไปเพราะว่าแน่นอน ไม่สามารถที่จะทำรัฐบาลหายไป ต้องอยู่กันแบบนี้แหละก็ให้กำลังใจและผลโพลก็จะทำให้สะท้อน ไม่ว่าจะดีชั่วมันก็มาจากประชาชน

40% ในแง่ของเรื่องโครงสร้างมีความน่าสนใจมาก แก้รัฐธรรมนูญมาอันดับที่ 1 แน่นอน เรื่องกระบวน การยุติธรรมก็เป็นเรื่องที่ประชาชนต้องการ ทุกกลุ่มอาชีพทุกกลุ่มรายได้เห็นตรงกันว่าต้องแก้รัฐธรรมนูญก่อน กลุ่มนักศึกษามีความต้องการให้ปฏิรูปกองทัพมากที่สุด แต่ข้าราชการ และรัฐวิสาหกิจนั้นต้องการปฏิรูปกองทัพน้อยที่สุด สิ่งที่เราทำตัวเลขออกมาทุกกลุ่มตัวอย่างไม่ค่อยมีความสนใจเรื่องรัฐสวัสดิการ เรื่องรัฐสวัสดิการกลายเป็นเรื่องท้ายๆ ปัญหาอื่นๆ เรื่องทุนสีเทาก็มีเช่นกัน และเรื่องการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ก็เป็นเรื่องที่ข้าราชการให้ความสนใจมาก

เมื่อดูตามภูมิภาค ทุกภาคนั้นอยากให้แก้รัฐธรรมนูญ ยกเว้นภาคใต้ ภาคใต้นั้นอยากให้ทำเรื่องความยุติธรรมก่อน หากตนมีโอกาสและเวลามากกว่านี้ก็จะทำในรูปแบบการนำเสนอในเรื่องนี้

ศ.อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์
คณะมนุษยศาสตร์ ภาควิชาประวัติศาสตร์ ม.เชียงใหม่

ผลโพลมติชนxเดลินิวส์ ผมรู้สึกว่าโพลนี้สำคัญแม้ว่าทุกท่านจะรู้สึกว่ามันเหลือครึ่งเดียว จากโพลตอนช่วงเลือกตั้ง แต่จำนวน 40,000 กว่าคน เขาคือคนที่ตั้งใจตอบคำถามตรงนี้จึงสำคัญ เพราะผมคิดว่าความตั้งใจการทำโพลนี้สะท้อนเจตนาความตั้งใจจริงของพี่น้องประชาชน ผมคิดว่าตรงนี้สำคัญ

อันแรกสะท้อนความปรารถนาที่แท้จริงของคนที่ไม่มีเสียง หรือมีเสียงแต่ไม่ดัง ซึ่งเป็นเสียงที่ทุกคนต้องฟัง และลึกลงไปกว่านี้ มันสะท้อนทั้ง 2 ด้าน ทั้งมิติโครงสร้างและเศรษฐกิจ ที่คนรับรู้ถึงปัญหาและวางตัวเองอยู่ในเงื่อนไขของปัญหา

ผมคิดว่าการแก้ปัญหาปากท้อง ค่าไฟ ค่าน้ำมัน โดยเฉพาะน้ำมัน มันสำคัญที่สุด โพลนี้สะท้อนการรับรู้ว่าตำแหน่งแห่งที่ของปัญหาของผู้คน และในฐานะการรับรู้ของพลเมือง อันนี้เป็นส่วนสำคัญมากๆ ภาพสังคมจากการที่สังคมรับรู้ปัญหา ผมคิดว่าเขาตระหนักถึงความเหลื่อมล้ำ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ หรือโครงสร้าง เขาคิดว่าโครงสร้างต่างหากที่เป็นปัญหา เพียงแต่เขาเลือกแก้ปัญหาค่าน้ำ ค่าไฟเบื้องหน้า เธอไม่ต้องให้ฉันหรอก แต่ฉันขอแค่มีที่ให้หลังพิง ฉันเดินได้

โดยโพลนี้มีเรื่องความเหลื่อมล้ำในค่าพวกนี้อยู่ รวมถึงเรื่องปฏิรูปความยุติธรรม และความสัมพันธ์เชิงอำนาจมันปรากฏชัด บางกลุ่มอาชีพสัดส่วนของการเลือกแก้โครงสร้างมากกว่าเศรษฐกิจ หากลองดูในรายละเอียด มีรายละเอียดที่น่าสนใจมากมาย และสะท้อนสิ่งที่อยู่ในใจของคนไทย โพลนี้จึงเป็นตัวแทนของคนไทย

โพลสะท้อนความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ เช่น เรื่องค่าน้ำ ค่าไฟ และอื่นๆ เขาต้องการเครื่องมือจับปลา ไม่ได้ต้องการแจกปลา เราเห็นปัญหาความเหลื่อมล้ำชัดเจน เรามีอุตสาหกรรมการวิจัยเรื่องความเหลื่อมล้ำ ซึ่งยังไม่มีผลในทางปฏิบัติ คิดว่าหากรัฐบาลนี้หรือรัฐบาลหน้าเห็นเรื่องนี้ต้องคิดให้ละเอียดมากขึ้น และจะนำไปสู่คำถามที่ต้องทำกันอีกเยอะ เช่น การปฏิรูปกองทัพ คุณจะทำอย่างไร ลดค่าน้ำมัน คุณจะทำอย่างไร ถ้าหากคิดถึงความเหลื่อมล้ำและปัญหาเศรษฐกิจไปด้วยกัน รัฐบาลนี้ก็จะเป็นรัฐบาลของประชาชน

อย่างโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค ไม่ใช่แค่สวัสดิการแบบยื่นให้ แต่มันเปลี่ยนความสัมพันธ์เชิงอำนาจไปเลย ดังนั้น โพลนี้สะท้อนความปรารถนาของประชาชนอย่างแรงกล้า และมันเป็นการสะท้อนการมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำ

เมื่อมองเรื่องความเหลื่อมล้ำ จากผลโพลที่พูดถึงเรื่องลดค่าไฟ ค่าน้ำ น้ำมัน การแก้ปัญหา ผมคิดว่าคนจำนวนมากตระหนักแล้วว่าการลดค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าน้ำมัน เช่น คนในเชียงใหม่เดินทางเข้าเมืองมาทำงาน สิ่งที่คนเชียงใหม่ตระหนักถึงค่าน้ำมัน เขาตระหนักว่าการลดราคาแบบนี้เป็นการเอาภาษีมาโปะก่อน ผมคิดว่าเราสามารถมองทะลุลงไปว่าเขาคิดอะไร โดยมองสิ่งอื่นๆ ด้วย

อีกหนึ่งการแก้ปัญหาหนี้สินครัวเรือน หนี้สาธารณะ นอกจากเขาคิดถึงหนี้สินส่วนตัวแล้ว เขายังคิดว่าถ้ากู้มาแจกเขาก็ต้องใช้คืนไป ลูกฉันก็ต้องจ่ายด้วย ผมคิดว่าคนที่เลือกตอบ ลึกไปแล้วเขาคิดถึงเรื่องความเหลื่อมล้ำ อาจจะมีแค่บางกลุ่มที่เขาเลือกดิจิทัลวอลเล็ตสูงที่สุด คือคนจนที่เขามีรายได้ต่ำกว่า 1 หมื่นบาท ซึ่งเขามีความจำเป็น ผมอยากจะฝากถึงรัฐบาลว่าอย่าไปคิดแต่เรื่องปัญหาปากท้องอย่างเดียว ทุกวันนี้พ่อแม่ พี่น้อง เขาตระหนักถึงความเหลื่อมล้ำมากมาย

มองการแก้ปัญหาปากท้องเรื่องเฉพาะหน้า ผมคิดว่าคงจะแก้ได้ในช่วงสั้นๆ แล้วในท้ายสุดพี่น้องประชาชน เขาจะมองว่ามันไม่ใช่ต้องการแก้แค่เฉพาะหน้า เพราะผลโหวตมันขยายไปถึงการเลือกพัฒนาทางอาชีพอื่นๆ เขาอยากให้รัฐบาลแก้ไปถึงทางอื่นๆ ด้วย ถ้าหากรัฐบาลแก้แบบนี้ก็คงจะแก้ได้ไม่นานนัก ค่าน้ำมัน ค่าไฟ คงแก้ได้ไม่กี่เดือน คนคงจะรู้สึกว่าการแก้ของรัฐบาลคงจะเป็นการหลอกประชาชนตามมา

ส่วนเรื่องเงินดิจิทัล 10,000 บาท ด้านหนึ่งจากการพูดคุยต่างๆ ทั้งจากหนังสือพิมพ์และโพลนี้ และตอนนี้ยังมากำหนดเงื่อนไขรายได้ไม่เกิน 70,000 บาท และเงินฝากไม่เกิน 5 แสนเพื่อนบางคนเขาหัวเราะเลย ราชการเกษียณเขาคิดว่า คงจะได้สักนิดหน่อย สำหรับประชาชน เขาคงว่าเขาคงไม่ได้อะไรเท่าไหร่ คนที่จะได้คงเป็นร้านค้าใหญ่ โดยกรุงเทพฯที่เขาเลือกเพราะเขาสามารถเลือกดิจิทัลวอลเล็ต เขาสามารถซื้อของจากคอนวีเนียน สโตร์ได้มากกว่า เดือนแรกเราก็จะสามารถเห็นได้เลยว่าเขาจะเปรี้ยงหรือไม่เปรี้ยง

สิ่งที่อยากจะแนะนำรัฐบาล หากมองแบบอคติ ผมคิดว่าที่นายกรัฐมนตรีแถลงผลงาน 2 เดือน เขารู้ผลโพลเราแล้ว โดยเงื่อนไขรัฐบาลนี้และการเป็นรัฐบาลที่มีความพิเศษ ผมคิดว่าเขาทำได้แค่นี้ ต่อให้เราแนะนำว่าคุณจะต้องปฏิรูปโครงสร้าง 1, 2, 3, 4 เขาทำไม่ได้ เพราะเขาหันซ้ายเขาก็เจอกลุ่มทุนพลังงาน หันขวาก็ติด แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นมันคงจะมีแพะรับกันไปเรื่อยๆ จนถึงจุดหนึ่ง เขาคงจะยุบสภาแล้วเลือกตั้งใหม่ อันนี้ผมเดา

คิดว่ารัฐบาลเขามีจังหวะและโอกาสที่จะเป็นรัฐบุรุษ ถ้ากล้าตัดสินใจ แม้ต้องแตกหักกันเยอะแยะเลย เช่น การหาพรรคพวกแล้วยอมแตกหักบางเรื่อง ซึ่งถ้าดูแนวแล้วมันเป็นไปได้ยาก ถ้าเขาได้ทำจริง มีความเป็นปึกแผ่นที่จะทำจริง คงทำได้ แต่วันนี้มันเป็นไปได้ยาก คงจะลำบากที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง และคงทำให้รู้สึกเซ็ง รอยุบสภาอีก 2 ปี หวังว่าการแจกยาแก้ปวดจะได้คะแนนนิยมเข้ามา แต่สิ่งที่จะทำให้เขาคิดได้ คือเสียงของประชาชนจะดังขึ้นเรื่อยๆ

สิ่งแรกที่ต้องย้ำคือว่ารัฐบาลนี้และรัฐไทยเป็นตัวจรรโลงค้ำยันความเหลื่อมล้ำ แต่การจรรโลงความเหลื่อมล้ำมีความตึงเครียดสูงขึ้น อย่างการที่คนเลือกพรรค 14 ล้าน กับพรรค 10 ล้านเสียง มีส่ออะไรมาก ถามว่าความตึงเครียดแสดงออกมาทางไหนบ้าง เช่น ข่าวเหยื่อช่างกลแก้แค้นกันจนประชาชนเจอลูกหลง ปัญหาสังคมมันเกิดจากความเหลื่อมล้ำเหล่านี้ ซึ่งความเหลื่อมล้ำทั้งโลกมันเป็นแบบนี้ หากมีความตึงเครียดมันสูงจนนำไปสู่การตีกับคนมีอำนาจ ซึ่งจะใช้เวลาเท่าไหร่ผมเดาไม่ได้

ประวัติศาสตร์โลกมันจะเปลี่ยนความตึงเครียด ทำให้คนมาต่อสู้กับคนมีอำนาจในที่สุด ผมแก่แล้วอยากเห็นรัฐไทย คนมีอำนาจ ยอมรวยน้อยลง แบ่งปันมากขึ้น เพื่อให้เกิดการนองเลือดน้อยลงที่สุด

รศ.อนุสรณ์ ธรรมใจ
กรรมการวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ ม.ธรรมศาสตร์
และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล ม.หอการค้าไทย

จ ากผลโพล “มติชนxเดลินิวส์ : รัฐบาลเศรษฐาควรแก้ปัญหาอะไร?” ไม่มีอะไรน่าประหลาดใจไม่ว่าสำนักไหนทำทุกคนก็จะบอกว่าต้องการลดค่าครองชีพ ลดราคาพลังงาน ต้องการรายได้เพิ่มขึ้นและแก้ปัญหาหนี้สิน แต่ความน่าสนใจคือรายละเอียดที่ไปสำรวจ กลุ่มคน อายุ พื้นที่ ระดับการศึกษาที่ต่างกัน สิ่งที่หนึ่งที่สะท้อนให้เห็นคือ ประชาชนเป็นพลเมืองที่มีความตื่นรู้มากขึ้นเพราะเริ่มพูดถึงปัญหาเชิงโครงสร้างมากขึ้น แม้จะไม่มาอันดับหนึ่ง แต่ก็มี 20 กว่าเปอร์เซ็นต์ ต้องการให้แก้รัฐธรรมนูญ 21%, ลดค่าน้ำค่าไฟ 25.4%, หนี้ครัวเรือนหนี้สาธารณะ 20.6%, ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม 20.4% สะท้อนว่าประชาชนส่วนใหญ่เริ่มเห็นปัญหาเฉพาะหน้ามีผลจากปัญหาเชิงโครงสร้าง

ถ้าเราดูในส่วนของ ‘ปัญหาเศรษฐกิจ’ จะเห็นว่าประชาชนค่อนข้างห่วงปัญหาเฉพาะหน้าตัวเอง เรื่องหนี้สิน อยากมีรายได้เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันก็เห็นว่าต้องแก้โครงสร้างใหญ่คือ กฎหมายและรัฐธรรมนูญ และส่วนใหญ่รู้สึกว่าประเทศนี้ไม่ยุติธรรม จากข่าวหลายๆ อย่าง สะท้อนความไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายได้

กลับมาที่ปัญหาเศรษฐกิจ ประชาชนเริ่มเชื่อมโยงเรื่องค่าไฟแพง น้ำมันแพง มีหนี้สินมาก ไม่ใช่ว่าเพราะเขาไม่ขยัน ไม่มีวินัยทางการเงิน แต่คิดว่าการที่รัฐบาลลดภาษีสรรพสามิต ใช้กองทุนแทรกแซงให้ราคาน้ำมันลดลงมาต่ำกว่าปกติ ไม่สะท้อนความปกติของกลไกตลาดโลก ซึ่งไม่ได้แก้ปัญหาระยะยาว ดังนั้น รัฐบาลต้องปรับสัมปทานใหม่ ปฏิรูปด้านพลังงานให้เป็นธรรม ถ้าเราวิเคราะห์ผลโพล แนะนำว่ารัฐบาลต้องทำงานเชิงโครงสร้างมากขึ้น การให้ยาแก้ปวดไม่ใช่การแก้ปัญหา โครงสร้างต้องการการผ่าตัด ความสัมพันธ์ทางการผลิตที่เหลื่อมล้ำและมีอำนาจผูกขาด นำมาสู่ความไม่เป็นประชาธิปไตยสำคัญกว่ารัฐธรรมนูญด้วยซ้ำไป ต้องแก้เศรษฐกิจผูกขาดก่อนถึงจะแก้รัฐธรรมนูญได้

ความหวังคือ ประชาชนตื่นรู้มากขึ้น ความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์ในระบบการเมือง ในชนบท อำนาจเบาลง แต่ไม่ได้หมดไป ดูได้จากผลการเลือกตั้งล่าสุด ชัดเจนว่าการทำงานของระบบอุปถัมภ์ไม่สามารถทำแบบเดิมได้แล้ว เพราะสังคมไทยเปลี่ยนไป คนตื่นรู้เพราะโซเชียล เข้าถึงข้อมูล แต่จะไปต่อได้เมื่อ ‘ปฏิรูปเศรษฐกิจ’ ให้คนเข้าถึงปัจจัยการผลิต แหล่งทุน ที่ดิน การศึกษา ข้อมูลข่าวสาร และความยุติธรรมที่ดีขึ้น ถึงจะเปลี่ยนประเทศได้จริง ควรทำสิ่งนี้มากกว่ายาแก้ปวด ยาแก้ปวดไม่ได้ช่วยอะไร แต่ก็ต้องให้ ในทางการเมืองถ้าไม่ให้ก็ลำบาก

สิ่งสำคัญสุดคือ เราคงต้องประเมินสภาวะเศรษฐกิจก่อนว่าตอนนี้เศรษฐกิจฟื้นหรือยัง ถ้าฟื้นระดับหนึ่งก็ไม่จำเป็นต้องกู้เงินมาแจก แต่เราก็ต้องเข้าใจรัฐบาลว่า ‘เป็นนโยบายหาเสียง’ ในมิติรัฐศาสตร์ แต่ในมิติเศรษฐศาสตร์ผมมองว่าไม่จำเป็น ยกเว้นต้องการให้เศรษฐกิจโต 5% แต่ถ้าเศรษฐกิจโตภายในปีนี้ แล้วปีหน้าอาจจะเกิดภาวะความเสี่ยงทางการคลัง ก็ต้องพิจารณาควบคู่กันไปซึ่งการบริหารประเทศต้องดูระยะยาว 10-20 ปี แต่การกู้เงิน 500,000 ล้านบาท จะทำให้เกิดวิกฤตหนี้สาธารณะหรือไม่ ยังไม่เกิด เพราะเพดานยังไม่ทะลุ 70 ถ้ากระตุ้นแล้วเศรษฐกิจโต หนี้จะไม่เพิ่มเลย แต่จะน่าห่วง พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง หลายมาตราที่ต้องไปดูว่าจะขัดหรือไม่ รวมทั้ง พ.ร.บ.หนี้สาธารณะ และรัฐธรรมนูญ มาตรา 140 ด้วย ถ้ามองในเชิงนิติศาสตร์นี่จึงเป็นเหตุผลที่ในทางการเมืองรัฐบาลถึงออกเป็น พ.ร.บ.ในทางการเมือง ถ้าไม่ได้รัฐบาลก็ลอยตัว อาจจะติด ส.ว. หรือศาลรัฐธรรมนูญ พยายามแล้วแต่ทำไม่ได้ ดังนั้นวิธีแก้คือ ‘ลดขนาด’

ขณะเดียวกันต้องมีมาตรการควบคู่ ไม่ใช่ให้ 10,000 บาทเฉยๆ ต้องมีมาตรการเสริม ให้แปลงเป็นการลงทุน เป็นอุปกรณ์ประกอบอาชีพ แต่ส่วนใหญ่เอาไปบริโภค อาจจะรายเล็กในต่างจังหวัดที่เอาไปซื้อของมาขายต่อ ทำให้เขาอยู่ต่อในชุมชนได้ก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่กระบวนการนี้เราไม่อาจคาดเดาได้ว่าจะเกิดขึ้น เหมือนอย่างกองทุนหมู่บ้านที่จะหมุนเวียนได้ดีต่อเมื่อมีคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้าน แต่กรณีนี้ให้เชิงตัวบุคคล ย่อยลงไปอีก ในเชิงเศรษฐศาสตร์มหภาคไม่จำเป็นมาก แต่ถ้ารัฐบาลอยากจะทำก็ทำ เพราะถ้าดูจากเศรษฐกิจคือ 1.ดัชนีมีความเชื่อมั่นภาคบริโภคฟื้นตัว 2.การท่องเที่ยวขยายตัวต่อเนื่อง ปีนี้เทียบกับตอนโควิด โตขึ้นมา 200 กว่าเปอร์เซ็นต์แล้ว ยังไม่ฟื้นกลับไปเท่ากับปี 2562 แต่นักท่องเที่ยวก็เพิ่มขึ้นเยอะ การส่งออกมีสัญญาณบวก ภาคการท่องเที่ยวทยอยตื่นตัว ถ้ากระตุ้นก็อาจจะเพิ่มขึ้นไป 3-5 เปอร์เซ็นต์ แต่มีประเด็นมากมายที่คาดการณ์ยาก เช่น สงครามอิสราเอล-ฮามาสจะขยายหรือไม่ ราคาน้ำมันจะบีบขึ้นไปหรือไม่ อันนี้จำเป็นต้องมีเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งที่จริงจำเป็นต้องสำรองเงินเป็น
กระสุน หากเศรษฐกิจทรุดจะสามารถปั๊มขึ้นมาได้ เพราะล่าสุดเงินเฟ้อติดลบเริ่มเกิดขึ้นในประเทศในเอเชียแล้ว

จากผลจากการแตกตัวของโลกาภิวัตน์ Geo-Economic Fragmentation หรือ GEF คือแนวโน้มของโลก กล่าวคือ โลกใน 3-4 ทศวรรษที่ผ่านมา โลกาภิวัตน์เป็นหนึ่งเดียวมาโดยตลอด แต่หลังจากที่คนจำนวนหนึ่งได้รับผลกระทบจากโลกาภิวัตน์ พูดง่ายๆ คนบางกลุ่มได้ผลประโยชน์ไม่เท่าเทียม อีกกลุ่มได้รับผลกระทบ กลายเป็นกระแทกคนที่อยู่ข้างล่าง แล้วเกิดนักการเมืองประชาชนนิยมแบบโดนัลด์ ทรัมป์ อเมริกาเริ่มมีการแอนตี้ เกิดโลกาภิวัตน์แตกขั้ว แทนที่จะเป็นหนึ่งเดียวกับจีน เรื่องการค้าการลงทุน ห่วงโซ่การผลิตก็ไม่เหมือนเดิม ภาพใหญ่ที่จะกระทบกับคนทั่วไป จึงต้องทำให้คนส่วนใหญ่ตื่นรู้ว่าบางปัญหาไม่ใช่ปัญหาของท่าน แต่คือปัญหาระบบใหญ่ที่กระทบกับทุกคน

ผมเป็นคนที่อยากให้พรรคเพื่อไทยและก้าวไกลจับมือกันตั้งรัฐบาล แต่ภายใต้ความเป็นจริงทางการเมือง มีการแข่งขันกัน แต่มองภาพกว้างถ้าผมเป็นนายกรัฐมนตรี ผมจะปรับ ครม.เอาก้าวไกลเข้าร่วม เอาพรรคอื่นออก เพราะเมื่อมีฐานการเมืองจากระบบอุปถัมภ์ ดูง่ายๆ อย่างกระทรวงพลังงาน ไม่มีทางผ่าตัด หรือปฏิรูปอะไรได้ ไม่สามารถปฏิรูปกองทัพได้ สุดท้ายก็รอมชอม แต่ถ้าก้าวไกลเข้าไป พลังปฏิรูปจะขับเคลื่อนแรง ไม่ต้องสนใจว่าจะแข่งกันในการเลือกตั้งครั้งหน้า เพราะมองประเทศเป็นหลัก ประเทศจะเปลี่ยนเลย ดูง่ายๆ จากโพลที่ถามประชาชน ประชาชนมองบางอย่างเป็นปัญหาเฉพาะหน้าที่ซ่อนเรื่องโครงสร้างอยู่ ต้องอาศัยรัฐบาลและพรรคที่แก้ปัญหาในเชิงโครงสร้าง เช่น เพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ เป็นการตอบโจทย์ความไม่เป็นธรรมในเศรษฐกิจ แต่ถ้าขึ้นค่าแรงขั้นต่ำในรัฐบาลที่ไม่มีความคิดก้าวหน้า เขาก็ต้องชะลอให้ได้นานที่สุด ตอนนี้รัฐมนตรีแรงงานก็ไม่ใช่คนของเพื่อไทยด้วย ที่ตั้งความหวังไว้ 600 บาท/วัน ไม่มีทางเป็นไปได้ถ้าเป็นสภาพนี้ แต่ที่ไปไกลกว่าค่าแรงขั้นค่ำ คือการรับอนุสัญญา ILO 87 และ 98 เพราะนี่คือประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ เจ้าของกิจการบางคนอาจจะไม่ชอบ

แต่ถ้าบริหารองค์กรแบบประชาธิปไตยเขาต้องชอบ คืออนุสัญญา ILO 87 และ 98 เป็นสิ่งที่ขบวนการแรงงานรณรงค์เรียกร้องมา 30 กว่าปีแล้วไม่มีรัฐบาลไหนตอบสนองไม่ว่าจากการเลือกตั้งหรือไม่ ซึ่งจะทำให้เกิดประชาธิปไตยในสถานประกอบการ ความเหลื่อมล้ำในสถานประกอบการที่เยอะ เพราะแรงงานไม่มีปากเสียง ถ้ารับอนุสัญญานี้ลูกจ้างจะมีปากเสียงทันที จะมีการแบ่งปันอย่างเป็นธรรมในทุกอณูของระบอบเศรษฐกิจไทยอย่างอัตโนมัติ เพราะลูกจ้างจะเข้มแข็ง จะทรีตคนงาน-ลูกจ้างแบบเดิมไม่ได้ ทรีตแบบทุนนิยมจ๋าเหมือนยุคที่เราจะสร้างเศรษฐกิจตอนทศวรรษ 2520 ไม่ได้ เราต้องเปลี่ยนยุทธศาสตร์ใหม่หมด ไม่ใช่ใช้ยุทธศาสตร์ค่าแรงขั้นต่ำ แต่ต้องใช้ยุทธศาสตร์แรงงานคุณภาพผลิตภาพสูง ผลิตแรงงานและสินค้าที่มีมูลค่าสูง ไม่อย่างนั้นเราจะติดกับดักรายได้ปานกลางไปเรื่อยๆ อีก 10 ปีไทยก็ยังไม่ยืนแถวหน้าของเอเชีย แค่เรื่องรับอนุสัญญา ILO 87 และ 98 เรื่องเดียว ยังไม่ต้องพูดถึงระบบประกันสังคมที่ดีที่สุดตอนนี้ในการดูแลคนส่วนใหญ่ แต่มันไม่ครอบคลุม

แม้กระทั่งระบบประกันสังคมเองในกองทุนชราภาพ อีกไม่กี่ปี ในปี 2597 จะประสบปัญหาทางการเงิน ถ้าไม่ปฏิรูปเราไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่นๆ เอาง่ายๆ เรื่องแจกเงินดิจิทัล เราพยายามขีดเส้นว่าใครควรได้หรือไม่ควรได้รับแจก จะเห็นว่าคนส่วนใหญ่ 50 ล้าน มีเงินเดือนต่ำกว่า 50,000 บาท เงินฝากไม่ถึง 500,000 บาท เฉพาะเงินเดือนท่านทราบไหมว่าคนส่วนใหญ่มีเงินเท่าไหร่ 98.6% มีเงินฝากในธนาคารต่ำกว่า 1 ล้าน นั่นคือความเป็นจริงของประเทศไทย เราไม่สามารถแก้ได้ เราต้อง ‘แก้เชิงโครงสร้าง’ รัฐสวัสดิการจากโพลอยู่ที่อันดับ 5ซึ่งบางพรรคเสนอเรื่องรัฐสวัสดิการ

แต่ก็ต้องดูในความเป็นจริงว่าไกลเกินฝันหรือไม่ ถ้าไม่ปฏิรูประบบภาษี งบประมาณ