สุทิน รุกปรับโฉมกองทัพ ชู ‘5ทันสมัย’ ชนะใจปชช.
บทบาท “สนามไชย 1” ที่ต้องกุมบังเหียน “กองทัพ” ในฐานะพลเรือนคนแรกในรอบเกือบ 9 ปี ของ “บิ๊กทิน” สุทิน คลังแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (กห.) ถูกจับตามองจากหลายฝ่ายกับภารกิจการเข้ามาดูแลกองทัพ
ในโอกาสที่ครบ 2 เดือนของรัฐบาลชุดปัจจุบัน สุทิน คลังแสง เปิดใจ “มติชน” ถึงการขับเคลื่อนงานของกระทรวงกลาโหม รวมทั้งเป้าหมายการปฏิรูปและยกเครื่องกองทัพว่า
1.ความทันสมัยเรื่องศักยภาพของกองทัพ คือ ต้องแข็งแกร่ง มีศักยภาพคุ้มกันประเทศ
2.ความทันสมัยในเรื่องขนาด ปรับโครงสร้างให้เล็กลง ขนาดกำลังพลเหมาะกับโครงสร้าง คือ ไม่เทอะทะ ไม่ใหญ่ ต้องกระชับ
3.ความทันสมัยด้านเทคโนโลยี กองทัพต้องนำเทคโนโลยีเข้ามาบริหารทั้ง กระทรวง สำนักงาน ดิจิทัลออฟฟิศ เรื่องการรบ คือ ยุทธการต้องมีอาวุธที่ทันสมัย เห็นต่างประเทศก้าวไปไกลวันนี้ก็ต้องมี ผมคาดหวังว่าอนาคตต้องมีกองทัพใหม่ขึ้นมา เช่น กองทัพไซเบอร์
4.ความทันสมัยในเรื่องภารกิจ ซึ่งภารกิจเดิมกองทัพอาจคิดว่าแค่ความมั่นคงทางทหาร แต่ภารกิจที่ทันสมัยคือต้องต่อสู้กับภัยคุกคามใหม่ ดังนั้น จะไม่ใช่แค่ทางทหารอย่างเดียว หมายถึง สิ่งแวดล้อมเป็นพิษ อาชญากรข้ามชาติ คอลเซ็นเตอร์ การโจรกรรมข้อมูล ความยากจน โรคระบาด ยาเสพติด ภารกิจของกองทัพต้องปรับเปลี่ยน ให้พร้อมที่จะต่อสู้กับภัยความมั่นคงใหม่ ที่สำคัญหลายเรื่องที่ไม่ใช่ภารกิจต้องกลับมาสู่ที่ตั้งทำภารกิจหลัก
5.ต้องได้ใจประชาชน กองทัพต้องอยู่กับประชาชน และประชาชนต้องอยู่กับกองทัพ ต้องไม่มีใครมาแยกกองทัพกับประชาชนออกจากกัน นี่คือสิ่งที่ช่วงผมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จะทำให้เกิดความทันสมัย
การบริหาร กห.ช่วง 2 เดือนที่ผ่านมานั้น สนามไชย 1 เล่าว่า หากถามว่ายากไหมรู้สึกว่าไม่ยาก ที่คิดว่าจะยากก็ผิดคาด แต่ไม่ได้บอกว่าหมูหรือสบายๆ แต่จะอธิบายว่าจากที่คิดว่าจะยากก็เห็นโอกาสว่าทำได้ เรื่องใหญ่ที่ต้องทำคือสร้างการยอมรับก่อน จะเป็นพื้นฐานของการทำงาน โดยวันนี้เกินเป้า นโยบายที่เตรียมมาวันนี้เห็นการตอบสนองของกองทัพด้วยดี บางอย่างจบไม่จบ 100% เป็นปัจจัยที่ทุกคนยอมรับร่วมกันได้
ส่วนนโยบายการปฏิรูปกองทัพเมื่อผมเข้ามาต้องทำ เช่น ความทันสมัยที่พูดมา 5 ด้านนี่คือการปฏิรูปกองทัพ เพียงแต่ไม่ตั้งกรรมการปฏิรูปกองทัพแบบคนอื่นแนะนำ เพราะวิธีการแบบนี้ไม่ค่อยดี กระทบขวัญกำลังใจ ด้วยความทันสมัยที่พูดมา 5 ด้านเชื่อว่า 4 ปีจะเห็นการปฏิรูปกองทัพที่ชัดเจน
ส่วนหนองวัวซอโมเดล จ.อุดรธานี คือ 1 ในนโยบายปฏิรูป คือเอาทรัพยากรกองทัพมาใช้ประโยชน์ แต่ละกองทัพไปแอ๊กชั่น นำที่กองทัพมาใช้ โดยทำร่วมกับธนารักษ์ ท้องถิ่น หลายองค์กร จึงทดลองที่หนองวัวซอ พบว่าประชาชนตอบรับ ให้ความร่วมมือจนประบความสำเร็จ วันนี้ขยายต่อไปที่ จ.กาญจนบุรี จ.นครสวรรค์ กองทัพเรือพื้นที่ป้อมพระจุล จ.สมุทรปราการ กองทัพอากาศ (ทอ.) พื้นที่ จ.นครพนม เมื่อขยายผลหากสำเร็จจะเป็นตัวเชื่อมกองทัพกับประชาชน
สำหรับหลักคิดในการบริหารงบประมาณของ กห. ในการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ บิ๊กทินอธิบายว่า ซื้อเท่าที่จำเป็น ให้สอดคล้องกับสภาพประเทศ ซื้อโดยมีเหตุผลที่สังคมยอมรับได้
วันนี้หากซื้ออะไรจะมีคณะกรรมการจริยธรรมหรือคุณธรรม เพื่อความร่วมมือในการป้องกันการทุจริต โดยมีคณะกรรมการความร่วมมือป้องกันการทุจริต (คปท.) โดยกรมบัญชีกลางเข้ามาร่วมสังเกตการณ์
“ผมได้บอกกับกองทัพ หากจะซื้ออาวุธอะไรก็แล้วแต่ให้ผ่านกรรมการชุดนี้ เพื่อพิจารณาความจำเป็นและเหมาะสมหรือไม่ อยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงหรือไม่ หมายความว่า กระทรวง ทบวง กรม อาจจะตั้งงบแพงไป เว่อร์ไป เชื่อว่าจะเป็นหลักประกันให้สังคมมั่นใจได้อย่างหนึ่งว่า อยากได้อะไรแล้วขอต้องมีคณะกรรมการกลั่นกรองให้
อีกทั้งให้นโยบายไปว่า ยุทโธปกรณ์อะไรซื้อในประเทศได้ให้ซื้อ เรามีอุตสาหกรรมภายในประเทศเยอะที่พัฒนาแล้ว หากจำเป็นจริงๆ เช่นเทคโนโลยีก็สามารถซื้อจากต่างประเทศได้ แต่ขอว่าต้องซื้อชิ้นส่วน อะไหล่จากไทย แนวนโยบายอาวุธจะเป็นแบบนี้ โดยเฉพาะเรื่องความโปร่งใส ตรวจสอบได้” บิ๊กทินระบุ
ส่วนการพัฒนากองทัพ รมต.สุทินโชว์ไอเดียว่า เริ่มต้นคือเอาพลเรือนมาเป็นรัฐมนตรี ก็เป็นสัญญาณให้เห็นว่าพลเรือนเข้ามาเสนอนโยบาย กำกับกองทัพ เพราะฉะนั้น โมเดลนี้จะขยายไปสู่หมู่บ้านชุมชน สภาผู้แทนราษฎร ฝ่ายการเมือง เสนอแนะ มีส่วนร่วมในการคิดยุทธศาสตร์กองทัพ พลเรือน ชาวบ้านส่งเสริมให้มีการทำงานร่วมกัน มีโมเดลที่ จ.อุดรธานี มีที่ทหารส่วนหนึ่งให้ชาวบ้านใช้โดยตรง อีกส่วนให้ชุมชนกับครอบครัวทหารจดวิสาหกิจชุมชนร่วมกัน ทำธุรกิจบนที่ดินกองทัพร่วมกันปลูกกล้วยหอมส่งออกต่างประเทศ ยังมีฟาร์มโคนม กำลังมีแหล่งท่องเที่ยว ทั้งหลายอย่างนี่คือการมีส่วนร่วม
เมื่อถามว่าทำอย่างไรจะทำให้ประชาชนอยากเป็นทหารมากขึ้น บิ๊กทินตอบว่า ต้องปรับความคิดทั้งกองทัพและประชาชน โดยเฉพาะด่านแรก เรื่องทหารเกณฑ์ มีทัศนคติว่าลูกมาเป็นทหาร 2 ปี เป็นความสูญเสียโอกาส 2 ปีของการล่มสลาย จบเลยอนาคต เรียน ทำงานอยู่ดีๆ ติดทหารปุ๊บ จบ ขณะที่ผู้ปกครองขาดคนดูแล 2 ปี ดังนั้น ต้องเปลี่ยนใหม่
ด้านกองทัพที่มีทัศนคติ 2 ปีเอาเขามาฝึก ต้องรบ ต่อไปนี้คิดใหม่ว่า เป็น 2 ปีแห่งโอกาส เพิ่มโอกาส เพิ่มศักยภาพชีวิต กองทัพต้องบอกว่า 2 ปีแห่งการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
“เรื่องการศึกษา ทำไมเวลามาเป็นทหารต้องหยุด ผมจะคุยกับกระทรวงศึกษาธิการ หลายสถาบัน หากเรียนมหาวิทยาลัยอยู่ปี 2 มาเป็นทหารเกณฑ์ปั๊บต่อปี 3 ได้เลยในค่าย วันนี้รูปแบบการเรียนเปลี่ยนไปเยอะ เรียนออนไลน์ อี-เลิร์นนิ่ง (e-Learning) มีระบบเก็บหน่วยกิต วันนี้มีสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ ไม่ต้องเรียน มาตีค่าได้ ประเมิน เทสต์ เช่น มีฝีมือในงานช่างเชื่อมสามารถออกใบรับรองได้ ดังนั้น 2 ปีที่มาอยู่ในกองทัพจะได้มากกว่าเสีย ดีกว่าอยู่ข้างนอก สมัยก่อนรายได้ต่ำ ถูกหัก ต่อไปนี้สังคมมั่นใจได้ว่า 1 หมื่นบาท ไม่ต่ำไม่หัก” บิ๊กทินยืนยัน
ขณะเดียวกัน อนาคตการทำงาน เมื่อมาเป็นทหารเกณฑ์ 2 ปี มีโอกาสต่อนายสิบเหล่า ทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ และตำรวจ สมัยก่อนให้โควต้า 5-10 % ต่อไปนี้ 30% ไปถึง 50 % กำลังคุยกันว่า ผมจะขอ 100% ด้วยซ้ำไป ก็ถามเหล่าทัพว่า 100% มีปัญหาอะไร 1.เขาก็ตอบว่าไม่เคยทำ 2.ไปปิดกั้นลูกชาวบ้าน ผมก็บอกให้ลูกชาวบ้านมาสมัครทหารเกณฑ์สิจะได้เดินเส้นทางนี้ยาวไปเลย เชื่อว่าโอกาสเขาจะมากกว่าเดิมแน่นอน หากใครติดยา มาเป็นทหารปรับให้เขาเลิกยา กลับมาเป็นผู้เป็นคน ดังนั้น หากทำแพคเกจการสร้างแรงจูงใจ ชาวบ้านก็จะมีความคิดต่อทหารที่เปลี่ยนไป
ส่วนการทำงานกับคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การทหาร และ กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ ที่พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ดูแลมีวิธีการอย่างไร บิ๊กทินชี้แจงว่า ให้ความร่วมมือ เพราะรู้ว่าหากสุจริตจะเป็นเกราะกำบัง ไม่กังวล จะใช้เป็นเครื่องมือในการอธิบายเรื่องต่างๆ ต่อสังคมด้วย การที่ชาวบ้านไม่เข้าใจทหารเรื่องอะไร ใช้ กมธ.ทั้ง 2 คณะอธิบาย เราให้เกียรติในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ เขาทำหน้าที่ตรวจสอบ เรามองเป็นบวก ใช้ชี้แจงประชาชน ใช้ประโยชน์การบริหารงานในการทำงานกับกองทัพ
เป็นส่วนหนึ่งในแนวนโยบายของ รมว.กลาโหมที่ชื่อ “สุทิน คลังแสง”

