กมธ.การเงิน สภา เชิญ ‘จุลพันธ์’ เข้าแจงปมกู้เงินแจกดิจิทัลวอลเล็ต ‘ก้าวไกล’ จ่อซักช่องทางกฎหมาย-เงื่อนไข กู้ได้จริงหรือไม่
เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน สภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายณัฐพงษ์ สุปริยศิลป์ ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย (พท.) เป็นประธาน กมธ. ได้นัดพิจารณาการดำเนินนโยบายดิจิทัลวอลเล็ต ในวันที่ 15 พฤศจิกายน เวลา 09.30 น. ซึ่งมีการเชิญ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เข้าให้ข้อมูลกับ กมธ.
นายวรภพ วิริยะโรจน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ในฐานะรองประธาน กมธ.คนที่สอง ให้สัมภาษณ์ว่า มีประเด็นที่ กมธ.ต้องขอคำชี้แจง อาทิ การออกร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กู้เงิน เพื่อนำมาใช้ในนโยบายดังกล่าวสามารถทำได้หรือไม่ เพราะมีรัฐธรรมนูญ และ พ.ร.บ.ว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐกำกับอยู่ โดยเฉพาะเงื่อนไขที่ระบุว่า การกู้เงินนั้นต้องจำเป็นเร่งด่วน โดยในรายละเอียดนั้น ต้องรอฟังคำชี้แจงว่าจะดำเนินการอย่างไร ส่วนข้อท้วงติงทางกฎหมายอื่นๆ หากพบว่ามีข้อจำกัดทางกฎหมายแล้วจะดำเนินการอย่างไร ทั้งนี้ ตนไม่เห็นด้วยที่จะใช้ช่องทางของศาลรัฐธรรมนูญเพื่อตีความ และต้องการให้ฝ่ายการเมืองรับผิดรับชอบทางการเมืองมากกว่า
นายวรภพกล่าวต่อว่า ในกรณีที่ติดเงื่อนไขในกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังเรื่องความจำเป็นเร่งด่วน รัฐบาลควรแก้ไขกฎหมายวินัยการเงินการคลังก่อน เพราะรัฐบาลคุมเสียงข้างมาก จึงมีช่องทางให้ทำได้ นอกจากนั้นคือหลักเกณฑ์ เงื่อนไขต่างๆ ที่พบข้อกังวลของผู้ค้ารายย่อยที่เมื่อประชาชนจ่ายเงินดิจิทัลแล้วไม่สามารถแลกเป็นเงินสดได้ ต้องนำไปซื้อสินค้าต่อ ซึ่งประเด็นที่พบความกังวลคือ ไม่สามารถนำไปซื้อวัตถุดิบในร้านค้ารายย่อยที่ไม่อยู่ในระบบภาษีได้ และมีข้อจำกัดให้ซื้อวัตถุดิบหรือสินค้าในห้างค้าปลีกขนาดใหญ่เท่านั้น โดยหากเป็นเช่นนั้นอาจไม่ตอบโจทย์การกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริง
“ผมเตรียมข้อเสนอแนะเรื่องร้านค้ารายย่อยที่ต้องนำเงินดิจิทัลไปซื้อของในร้านที่อยู่ในระบบภาษีต่อ เพราะถือว่ากีดกันผู้ค้ารายเล็กในตลาดไม่ให้เข้าร่วมได้ เช่น กรณีผู้ค้าขายข้าวมันไก่ เมื่อได้รับเงินจากประชาชนต้องนำเงินดิจิทัลซื้อไก่ ซื้อข้าวต่อ แต่ไม่สามารถซื้อจากตลาดทั่วไปได้ ต้องนำไปซื้อในร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ เพราะถือว่าอยู่ในระบบภาษี เท่ากับบีบร้านค้ารายย่อย และมีเพียงร้านค้าปลีกขนาดใหญ่เท่านั้นที่เงินจะหมุนบรรจบ ซึ่งเป็นร้านของเจ้าสัว หากทำแบบนั้นเท่ากับไม่ตอบโจทย์การกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก” นายวรภพกล่าว

