เสริมศักดิ์ พงษ์พานิช
ปักธง…ดันซอฟต์เพาเวอร์
⦁กว่า 2 เดือนที่รับตำแหน่ง การทำงานเข้าที่เข้าทางหรือยัง?
ได้เข้ามาดูภารกิจต่างๆ ของ วธ.แต่ละส่วนมีหน้าที่อะไร เรื่องใดที่เป็นจุดเด่น และเรื่องใดที่จะเข้ามาทำต่อเนื่องให้ดี และสิ่งสำคัญคือ การได้รู้จัก รู้ใจคน ทั้งทีมงาน และข้าราชการใน วธ.เวลาลงพื้นที่ก็จะได้เจอวัฒนธรรมจังหวัด (วธจ.) และข้าราชการมาพูดคุย ผมให้ความสำคัญกับทุกคน เพราะจะได้รับทราบปัญหา การทำงานต่างๆ ในพื้นที่ ขณะเดียวกันการลงพื้นที่ ยังทำให้มีโอกาสได้เจอกับผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ซึ่งทุกคนรู้จักผมเป็นฐานอยู่แล้ว เพราะผมเคยเป็นผู้ว่าฯ เป็นปลัดกระทรวงมหาดไทย (มท.) รวมถึง เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการ มท.หรือ มท.2 ทำให้มีโอกาสได้ฝากงานด้านวัฒนธรรม ทำให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดี เป็นพลังที่สำคัญในการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
⦁ภารกิจที่ได้ขับเคลื่อนในรอบ2เดือนที่ผ่านมา?
ได้ขับเคลื่อนหลายเรื่อง อย่างเรื่องของซอฟต์เพาเวอร์ที่ได้รับโจทย์มาจากนายกรัฐมนตรี ในส่วนของวธ. มีการตั้งคณะทำงานเข้ามาช่วยดำเนินการ มีการดึงเครือข่ายสภาวัฒนธรรมเข้ามาร่วม เพื่อจะดูว่างานตรงนี้ฐานเดิมมีแล้วหรือยัง และจะทำต่อเนื่องอย่างไร หลายเรื่องก็มีความคืบหน้า เช่น การผลักดันแก้ไขร่างพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. ให้มีความทันสมัย และสอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนแปลงไป โดยมุ่งเน้นให้รัฐเป็นผู้สนับสนุนและผลักดันอุตสาหกรรมภาพยนตร์ให้สามารถสร้างรายได้และสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศ รวมถึงอำนวยความสะดวกและส่งเสริมให้เอกชนมีส่วนร่วมมากขึ้น เป็นหนึ่งในนโยบาย ซอฟต์เพาเวอร์ และช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ความเป็นไทยไปสู่นานาชาติได้ดียิ่งขึ้น
⦁เรื่องใดของ วธ.ที่จะเป็นจุดเด่นที่จะพัฒนาขึ้นมาใน 1-2 ปีนี้?
สิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการคือ การขับเคลื่อนนโยบายซอฟต์เพาเวอร์ทั้ง 11 อุตสาหกรรม ได้แก่ 1.แฟชั่น 2.หนังสือ 3.ภาพยนตร์ ละครและซีรีส์ 4.เฟสติวัล 5.อาหาร 6.ออกแบบ 7.ท่องเที่ยว 8.เกม 9.ดนตรี 10.ศิลปะ และ 11.กีฬา ต่อยอดทำให้ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้น โดยปี 2567 จะเปิดให้ประชาชนเข้ามาลงทะเบียนผ่านแอพพลิเคชั่นของกองทุนหมู่บ้าน แล้ว วธ.จะจัดอบรมให้ประชาชนโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งตั้งเป้าหมายผู้เข้าอบรมที่มีศักยภาพไม่น้อยกว่า 20,000 คน โดยจะจัดอบรมในจังหวัดที่มีศักยภาพด้วยเช่นกัน อาทิ ด้านออกแบบ จัดอบรมที่กรุงเทพฯ และ จ.เชียงราย ซึ่งยูเนสโกประกาศให้เป็นเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ด้านการออกแบบ เมื่อปี 2562 และปี 2566 ตามลำดับ
ส่วนด้านภาพยนตร์ จัดอบรมที่ จ.ชลบุรี และ จ.กาญจนบุรี ซึ่ง วธ.กำลังผลักดันให้เป็นเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ด้านภาพยนตร์จากยูเนสโกในโอกาสต่อไป โดยกิจกรรมนี้จะเป็นส่วนช่วยส่งเสริม และผลักดันเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ตามแนวทางของยูเนสโกอีกด้วย คาดว่าจะใช้เวลา 4-5 เดือน โดยเมื่อจัดอบรมเสร็จเรียบร้อยแล้ว วธ.จะบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อจัดงานให้ผู้เข้าอบรมทั้ง 11 อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ และผู้ประกอบการมาพบกัน ซึ่งเป็นการสร้างงาน สร้างรายได้ให้แก่ประชาชนตามเป้าหมายของรัฐบาล
ตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา วธ.ได้เร่งขับเคลื่อนงานนโยบายงานด้านวัฒนธรรม ที่สำคัญไปบางส่วนแล้ว อาทิ การรับฟังทุกฝ่ายเพื่อปรับกฎหมายเกี่ยวกับภาพยนตร์และวีดิทัศน์ ขับเคลื่อนงานเทศกาลประเพณีในงาน Thailand Winter Festivals ในช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2566 อาทิ ชวนนักท่องเที่ยวไปเยี่ยมยล ชมวัง สักการะศาสนสถาน และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ลอยกระทงสืบสานประเพณีวัฒนธรรมไทย ท่องเที่ยวโบราณสถานและพิพิธภัณฑ์ยามค่ำคืน (Night Heritage)
ร่วมขับเคลื่อนงานมหกรรมศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยนานาชาติ จ.เชียงราย ที่จะจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 9 ธันวาคม 2566-30 เมษายน 2567 จากศิลปินที่มีชื่อเสียงระดับโลก ทั้งในและต่างประเทศกว่า 60 คน ในงานไทยแลนด์ เบียนนาเล่ 2023 รวมถึงได้ส่งเสริมการท่องเที่ยวชมศิลปวัฒนธรรม และแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมตลอดทั้งปี เช่น งาน 76 จังหวัด 76 เทศกาลประเพณี แหล่งท่องเที่ยว ชุมชน ยลวิถี แหล่งท่องเที่ยว “ตลาดบก ตลาดน้ำ เส้นทางท่องเที่ยวแห่งศรัทธา ตามรอยพระเถราจารย์ และตำนานความเชื่อพญานาคลุ่มน้ำโขง
ในช่วงปีใหม่นี้ ได้มอบหมายให้กรมศิลปากรดำเนินการเตรียมสร้างสิ่งก่อสร้างพื้นฐาน เช่น ห้องน้ำ ร้านขายของที่ระลึก การจัดระเบียบของผู้ที่จะเข้ามาค้าขายต่างๆ ที่เมืองโบราณศรีเทพ มรดกโลกยูเนสโก โดยต้องคำนึงถึงที่ตั้งที่เหมาะสม และรูปแบบที่ไม่กระทบต่อการเป็นแหล่งที่องค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก โดยคาดการณ์ว่าในช่วงปีใหม่นี้ จะมียอดนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ทางกรมศิลปากรจึงเตรียมพร้อมในการรองรับนักท่องเที่ยวในฐานะมรดกโลก รวมถึงได้มอบหมายให้สำนักช่างสิบหมู่ เข้าไปอบรมการจัดทำของที่ระลึกกับชาวบ้าน เพื่อต่อยอดในการนำต้นทุนมรดกทางวัฒนธรรมสร้างเป็นมูลค่า ถือเป็น Soft Power อีกอย่างหนึ่ง ซึ่งจากนี้ไปก็จะมีการขับเคลื่อนงานที่เกี่ยวข้องกับ 11 อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ต่อเนื่องต่อไป
⦁การส่งเสริมภาพยนตร์ หรือซีรีส์ไทย เป็นซอฟต์เพาเวอร์ มีแนวทางจะดำเนินการอย่างไร?
เปิดกว้างให้ทางเอกชนเข้ามาร่วมแสดงความคิดเห็น และจะปรับแก้กฎหมายที่เป็นอุปสรรคที่จะไปขัดขว้างการสร้างสรรค์ผลงาน เพื่อเอื้ออำนวยให้มากที่สุด ลดขั้นตอนการขออนุญาตลง และให้ภาคธุรกิจเป็นคนกำหนดการจัดเรตติ้งด้วยตัวเอง แต่จะต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย และไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดี เชื่อว่าหากปรับแก้เรื่องนี้ได้แล้ว จะทำให้มีนักธุรกิจกล้ามาลงทุนมากขึ้น ส่วนงบประมาณที่จะดำเนินการนั้น จะพิจารณาในส่วนที่เหมาะสม โดยขอให้ดูงบประจำก่อน หากไม่เพียงพอก็อาจจะเสนอของบประมาณกลางเพื่อสนับสนุนต่อไป ขณะเดียวกันยังได้ลงนามในสัญญาการผลิตภาพยนตร์ร่วมกับจีน ซึ่งจะให้ความร่วมมือทั้งการขอให้พื้นที่ และการเผยแพร่ ให้มีตลาดรองรับอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งนอกจากจีนแล้ว ยังมีอีกหลายประเทศสนใจทำความร่วมมือเช่นเดียวกัน
นอกจากนี้ ยังทำความร่วมมือด้านศิลปวัฒนธรรมทั้งในส่วนของจีน และ สปป.ลาว ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ ได้ลงนามความร่วมมือแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมฉบับแรก โดยไทยและลาวมีศิลปวัฒนธรรมร่วมกัน ทั้งเรื่องการตักบาตร สวดมนต์ข้ามปี การแข่งเรือยาว ฯลฯ อาจจะรวบรวมและเสนอยูเนสโกขอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ว่าจะเป็นไทย ลาว พม่า กัมพูชา ที่มีศิลปวัฒนธรรมใกล้เคียงกัน ต่อยอด
ไปถึงสันติภาพ ทำให้เกิดความรักสามัคคี เหมือนญาติพี่น้อง เช่นเดียวกับมิติด้านศาสนา ที่จะช่วยสานสัมพันธ์ได้เป็นอย่างดี
⦁การส่งเสริมการขึ้นทะเบียนมรดกโลก?
อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ ถูกประกาศขึ้นทะเบียนมรดกทางวัฒนธรรมแห่งที่ 4 ของไทย หลังจากเว้นว่างไปถึง 31 ปี โดยก่อนหน้านี้เคยมีการขึ้นทะเบียนมรดกโลกไว้ 3 แหล่ง ได้แก่ อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2534 อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ศรีสัชนาลัย และกำแพงเพชร เป็นมรดกโลก เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2534 และแหล่งโบราณคดีบ้านเชียง จ.อุดรธานี ซึ่งได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลก เมื่อปี 2535
ทั้งนี้ ไทยมีแหล่งมรดกวัฒนธรรมที่อยู่ในบัญชีรายชื่อเบื้องต้น (Tentative List) เพื่อพิจารณาขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในอนาคต จำนวน 5 แห่ง
ได้แก่ 1.อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท จ.อุดรธานี ขึ้นบัญชีในปี 2547 2.วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จ.นครศรีธรรมราช ขึ้นบัญชีในปี 2555 3.อนุสรณ์สถานแห่งต่างๆ และภูมิทัศน์วัฒนธรรมของเชียงใหม่ นครหลวงแห่งล้านนา ขึ้นบัญชีในปี 2558 4.พระธาตุพนม และสิ่งก่อสร้างทางประวัติศาสตร์และภูมิทัศน์ที่เกี่ยวข้อง ขึ้นบัญชีในปี 2560 และ 5.แหล่งมรดกวัฒนธรรมปราสาทพนมรุ้ง ปราสาทเมืองต่ำ และปราสาทปลายบัด ขึ้นบัญชีในปี 2562
ขณะเดียวกันยังเสนอขึ้นทะเบียนสงกรานต์ในประเทศไทย เป็นรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติโดย วธ.ได้ดำเนินการยื่นเอกสารขอขึ้นทะเบียนรายการ สงกรานต์ในประเทศไทย (Songkran in Thailand, traditional Thai New Year festival) ต่อยูเนสโกตั้งแต่ปี 2563 ผ่านขั้นตอนในประเทศ ตั้งแต่กระบวนการจัดทำเอกสารขอขึ้นทะเบียนร่วมกับชุมชน ผู้ถือครอง และผู้ปฏิบัติ ตลอดจนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน และได้รับความยินยอมจากชุมชนไทยทุกภูมิภาคทั่วประเทศ และคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2563 เห็นชอบให้เสนอขอขึ้นทะเบียน สงกรานต์ในประเทศไทย เป็นรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ ต่อยูเนสโก ซึ่งเป็นการเสนอขอขึ้นทะเบียนรายการโดยประเทศเดียว (national nomination)
ซึ่งยูเนสโกได้กำหนดจัดประชุมคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ระหว่างวันที่ 4-9 ธันวาคม 2566 ที่เมืองคาซาเน (Kasane) สาธารณรัฐบอตสวานา โดยการประชุมครั้งนี้ มีวาระการพิจารณาประกาศขึ้นทะเบียนรายการ “สงกรานต์ในประเทศไทย” เป็นรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ กำหนดวันการพิจารณาระหว่างวันที่ 5-6 ธันวาคม 2566 เชื่อว่าไม่น่าจะมีปัญหา
⦁วางเป้าหมายปรับแนวทางการทำงาน วธ.เป็นกระทรวงสังคมกึ่งเศรษฐกิจ?
ที่ผ่านมา สังคมรับรู้ว่า วธ.เป็นกระทรวงด้านสังคม แต่ยุคนี้รัฐบาลมีนโยบายซอฟต์เพาเวอร์ จึงค่อนข้างชัดเจนว่า วธ.ต้องเข้าไปสนับสนุนการทำงาน เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนมีรายได้ การดำเนินงานเชิงเศรษฐกิจจะมากยิ่งขึ้น โดยมีวิสัยทัศน์คือ วัฒนธรรม และความคิดสร้างสรรค์ มีบทบาทนำในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมไทย ภายใต้กรอบแนวคิด วัฒนธรรมนำเศรษฐกิจ และมีเป้าหมายในมิติสังคม และเศรษฐกิจ โดยเน้นถึงความสำคัญของสถาบันครอบครัว อันเป็นเบ้าหลอมปลูกฝังค่านิยมที่ดีให้แก่เด็กและเยาวชน, เยาวชนคนรุ่นใหม่รู้เท่าทันสื่อ โดยเฉพาะสื่อโซเชียลมีเดีย, การอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขในสังคมพหุวัฒนธรรม, สนับสนุนกองทุนช่วยเหลือศิลปิน บุคลากรทางด้านศิลปวัฒนธรรม ให้ได้รับสวัสดิการที่ดี เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนและสืบสานวัฒนธรรม และสนับสนุน ส่งเสริม กิจกรรมทางศาสนา เพื่อสืบสานขนบธรรมเนียม และวัฒนธรรมไทยที่ดีงาม
เป้าหมายในมิติเศรษฐกิจ ประกอบด้วย การขับเคลื่อนนโยบายด้านศิลปวัฒนธรรม เพื่อรองรับการจัดตั้งและดำเนินงานของ Thailand Creative Content Agency (THACCA) ซึ่งเป็นนโยบายหลักของรัฐบาลที่จะยกระดับซอฟต์เพาเวอร์ของไทยด้วยอุตสาหกรรมวัฒนธรรม และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และการขับเคลื่อนซอฟต์เพาเวอร์ ด้วย “เสน่ห์วิถีไทย ครองใจคนทั้งโลก” โดยใช้ทุนทางวัฒนธรรมและความเป็นไทย สร้างอัตลักษณ์แก่สินค้าและบริการทางวัฒนธรรมไทยสู่ระดับโลก
⦁รู้สึกอย่างไร ที่ได้มาอยู่ วธ.?
“รู้สึกยินดี เพราะผมเองพอเข้าใจในนโยบาย และหลายคนบอกว่า วธ.จะเป็นกระทรวงหลักในการผลักดันนโยบายซอฟต์เพาเวอร์ เป็นกระทรวงหลักในการแก้ปัญหาความยากจน พัฒนางานด้านวัฒนธรรม ประกอบกับที่ผมทำงานมาหลายกระทรวง ทั้งกระทรวงศึกษาธิการ และ มท.เอง ทำให้ได้รับความร่วมมือจากข้าราชการในพื้นที่ทุกภาคส่วน ทำให้รู้สึกภูมิใจ”
⦁ใช้ประสบการณ์จาก มท.ช่วยส่งเสริมงาน วธ.?
มีส่วนอย่างมาก เพราะผมเป็นคน มท.ตั้งแต่เป็นปลัดอำเภอ กระทั่งเป็นปลัด มท.จนมาเป็น มท.2 ทำให้รู้จักทีมข้าราชการจำนวนมาก แม้ส่วนใหญ่จะเกษียณอายุราชการไปแล้ว แต่ก็ยังมีรุ่นน้องที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาตามลำดับ เป็นความผูกพันในสายเลือด มท.เมื่อมาอยู่ วธ.จะช่วยส่งเสริมกันได้ ทั้งเรื่องการทำงาน และงบประมาณซึ่งบางเรื่องจังหวัดสามารถเข้ามาช่วยดำเนินการได้ เราก็เข้าไปทำให้เกิดความร่วมมือกันมากขึ้น ส่วนแนวทางการทำงานนั้นผมยึดหลักการทำงานเป็นทีม ไม่ใช่ผู้บังคับบัญชาเก่งอย่างเดียว ผู้นำจะต้องทำตัวให้เป็นที่รัก และเคารพของข้าราชการในกระทรวง ผมเองคิดว่า ที่ผมประสบความสำเร็จในการทำงาน อย่างหนึ่งคือผมมีความสามารถในการใช้คน ประกอบกับผมมีลูกน้องที่เป็นคนดี คนเก่ง ทำให้ผมทำงานได้ดีมีผลงาน เพราะฉะนั้น การจะเป็นผู้บังคับบัญชาที่ดี จะต้องนั่งอยู่ในใจคน ที่สำคัญ ต้องทั้งรู้จัก และรู้ใจ เก่งคนเดียวทำงานไม่ได้
⦁เด็กรุ่นใหม่ที่อยู่ในยุคของโซเชียลมีเดีย จะส่งเสริมอย่างไรไม่ให้ไม่ลืมรากเหง้าความเป็นไทย?
“ให้เป็นนโยบายเน้นส่งเสริมสถาบันครอบครัวให้เข้มแข็ง เพราะเด็กเปรียบเหมือนต้นกล้า พ่อแม่ ครูอาจารย์ เป็นเบ้าหลอม เรื่องนี้สำคัญ ถ้าไม่มีจุดยึดโยง ก็จะไม่มีที่ยึดเหนียว ทั้งนี้ อยากส่งเสริมให้เด็กใช้โซเชียลให้เป็น รู้จักคิดวิเคราะห์ เพื่อให้เด็กใช้โซเชียลในระดับที่เหมาะสม โดยจะต้องมีการยืดหยุ่น”

