หน้าแรก การเมือง กมธ.มั่นคงฯ ม...

กมธ.มั่นคงฯ มีมติจี้รัฐบาล เร่งตั้งวอร์รูม ช่วยคนไทยในเมียนมา ชี้สถานการณ์รุนแรงน่าห่วง

16.11.23 | 14:09 น.

“กมธ.มั่นคงฯ” มีมติส่งผลหารือช่วยคนไทยในเล้าก์ก่าย ให้รัฐบาลเร่งรัดช้วยเหลือ “โรม”เปรียบเหมือนข้างบ้านไฟไหม้ คนในบ้านเราติดอยู่ข้างใน เราก็ต้องช่วย

เมื่อเวลา 12.45 น.วันที่ 16 พฤศจิกายน 2566 ที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดน ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร แถลงผลประชุมการช่วยเหลือคนไทยที่เมืองเล้าก์ก่าย ประเทศเมียนมา ว่า มีตัวแทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าชี้แจง ได้แก่ อธิบดีกรมการกงสุล เป็นตัวแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ, รองผู้บังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ เป็นตัวแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และเจ้ากรมยุทธการทหารบก ตัวแทนผู้บัญชาการกองทัพบก (ทบ.) โดยข้อมูลที่ได้รับจากรายงานที่ชี้แจงตรงกันว่า จำนวนคนไทยที่รอคอยความช่วยเหลือ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มที่ยังอยู่ในเล้าก์ก่าย 254 คน ซึ่งในนี้อยู่กับทางการภายใต้การควบคุมของทหารเมียนมา 165 คน และ กลุ่มที่ 2 ที่จะเดินทางมาไทย 41 คน ซึ่งต้องรอกระบวนการ

นายรังสิมันต์ กล่าวว่า กมธ.ได้ฝากไปถึงกระทรวงการต่างประเทศว่า 41 คนที่เดินทางมา ตอนนี้พอทราบอุปสรรคบางอย่างแล้ว ขอให้เร่งรัดการช่วยเหลือ เพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีในการช่วยเหลือในส่วนอื่นๆ ต่อไป ทั้งนี้ยอมรับว่าในการช่วยเหลือเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและไม่ใช่เรื่องง่าย วันนี้เราเองก็ตั้งใจฟังและเห็นความพยายาม โดยเฉพาะ ทบ. แม้เราจะเห็นถึงความตั้งใจ แต่ต้องยอมรับว่าความตั้งใจอย่างเดียวยังไม่พอ กมธ.ฯจึงมีมติที่จะส่งเรื่องนี้ไปที่รัฐบาล โดยให้รัฐบาลเร่งรัดเรื่องการแก้ปัญหาช่วยเหลือคนไทยที่ติดที่เล้าก์ก่ายออกมาอย่างเร่งด่วนที่สุด รวมถึงตั้งวอร์รูมเพื่อช่วยเหลือคนไทยได้แล้ว

“สถานการณ์ในเมียนมาวันนี้ จากข้อมูลที่ทุกฝ่ายให้กับเรามา ตรงกันว่า เป็นสถานการณ์ที่รุนแรง และน่ากังวลอย่างที่สุด ถ้าเราไม่เร่งที่จะทำอะไร จะไม่ใช่แค่คนไทยที่อยู่ที่เล้าก์ก่าย แต่ยังมีอีกมาก วันนี้เป็นบทพิสูจน์ว่า ถ้าช่วยคนที่เล้าก์ก่ายไม่ได้ เราจะไม่สามารถที่จะช่วยเหลือคนในพื้นที่อื่นได้ เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ วันนี้ถ้าเทียบเคียงเป็นบ้าน แล้วบ้านข้างๆ เราไฟไหม้ และมีคนในครอบครัวของเราติดอยู่ในบ้านหลังนั้น หน้าที่ของเราต้องช่วยเหลือเขา” นายรังสิมันต์ กล่าว