‘พีระพันธ์’ เดือด บอกน้ำมันไม่ใช่หุ้น เหตุเบนซินขึ้น หลังรบ.ปรับลด ชี้ ถ้าปล่อยการค้าเสรีอย่างเดียว อย่ามีรัฐดีกว่า ลั่น ต้องสร้างระบบใหม่ ไม่ให้ประชาชนแบก
เมื่อเวลา 12.55 น.วันที่ 16 พฤศจิกายน 2566 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวถึงราคาน้ำมันเบนซิน ที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง 2 วัน หลังรัฐบาลประกาศลด 2 บาทต่อลิตรว่า ขณะนี้ รัฐบาลเพิ่งประกาศปรับลดว่า เราต้องเข้าใจผู้ประกอบการ ขณะเดียวกันผู้ประกอบการ ก็ต้องเข้าใจประชาชน และรัฐบาล ตนคิดว่าราคาน้ำมัน ไม่ใช่หุ้น ที่จะขึ้นลงทุกนาที และทุกวัน ราคาพลังงานโลกก็แบบเดียวกัน ขึ้นลงตามสถานการณ์ แต่จะให้ประชาชนมารับภาระวิ่งขึ้นวิ่งลง ตนว่า ไม่ถูกต้อง ควรจะต้องวางระบบ เพื่อรักษาเสถียรภาพ ราคาน้ำมัน ที่ขายให้กับประชาชน การขึ้นลงเป็นเรื่องระหว่าง ผู้ประกอบการ และภาครัฐ ต้องมาว่ากันว่า จะแก้ไขปัญหาอย่างไร หากราคาน้ำมันวิ่งขึ้นวิ่งลงแบบนี้ รัฐคำนวณไม่ได้ และควบคุมไม่ได้ มองว่า เป็นระบบที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งตนกำลังศึกษาแนวทางแก้ไขปัญหาเรื่องนี้อยู่
เมื่อถามว่า จะวางแนวทางอย่างไรนั้น นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า ก็ต้องดูว่า จะทำอย่างไรให้ราคาซื้อขายน้ำมัน ที่ประชาชนซื้อจากปั๊มมีเสถียรภาพ คือมีราคาที่แน่นอน เพื่อไม่ให้ประชาชนมาแบกรับแบบทุกวันนี้ โดยจะต้องศึกษาเรื่องโครงสร้างกันใหม่หมด เพราะโครงสร้างเดิมที่ใช้กันมา นาน 20 ถึง 30 ปี ถึงเวลาที่จะต้องปรับปรุง “เพราะมันถึงเวลาที่จะต้องปรับปรุง อย่างอื่นยังปรับปรุง แล้วทำไมเรื่องนี้ถึงไม่ปรับปรุงเอะอะก็อ้างเรื่องเสรี การค้าเสรี แต่ประชาชนมีปัญหา ผมว่า ไม่ถูกต้อง” นายพีระพันธุ์กล่าว
เมื่อถามว่า ผู้ประกอบการก็บอกว่าราคาน้ำมันโลกปรับขึ้น จึงขึ้นราคาตาม นายพีระพันธุ์ กล่าวย้ำว่า เป็นเรื่องระหว่างผู้ประกอบการกับภาครัฐ ที่ต้องหาทาง ให้เกิดความเหมาะสม ไม่ใช่เรื่องผู้ประกอบการกับประชาชน แล้วภาครัฐไม่ทำอะไร อย่างนี้ก็อย่ามีรัฐดีกว่า ตนคิดว่า ควรมานั่งคิดกันว่า จะวางระบบอย่างไร ให้ประชาชนเดือดร้อนน้อยลง ซึ่งจะพยายามทำให้เร็วที่สุด เพราะยังไม่เคยมีใครมาทำ มีตนคิดครั้งแรกการที่เราจะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงรูปแบบไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ดีกว่าไม่คิดใช่หรือไม่
เมื่อถามว่าต้องไปรื้อกฏหมาย หรือไม่นั้น นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า ทั้งหมด มันเป็นเรื่องของกฎหมาย นโยบาย โครงสร้าง การบริหาร ซึ่งตนมีคณะทำงาน ที่จะแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน และได้รายงานให้นายกรัฐมนตรี ทราบเป็นระยะ ว่ามีปัญหาใดที่ต้องแก้ไข ซึ่งนายกรัฐมนตรีก็สนับสนุนตน ทุกเรื่อง เพราะที่ตนทำนั้น ก็ทำเพื่อประชาชน ซึ่งนโยบาย ก็ตรงกับนายกรัฐมนตรีอยู่แล้ว ทุกอย่างต้องคิดด้วยความรอบคอบ ไม่ใช่คิดปั๊บทำปุ๊บ เพราะผลกระทบเยอะ ผู้ประกอบการ ทำระบบนี้มานาน รัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็เคยชินกับระบบแบบนี้ เมื่อเราจะเปลี่ยนแปลงปรับปรุงก็ต้อง ค่อยค่อยดูรูปแบบว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรให้มีผลกระทบน้อยที่สุด ตนคิดว่าเมื่อตนเป็นรัฐมนตรี จะนั่งเฉยแบบนี้ไม่ได้

