‘ธรรมนัส’ เปิดบ้านต้อนรับ ส.อ.ท. แท็กทีมร่วมตั้งคณะกรอ.กษ.ลุย เพิ่มมูลค่าสินค้าสู่เป้าหมาย

‘ธรรมนัส’ เปิดบ้านต้อนรับ ส.อ.ท. แท็กทีมร่วมตั้งคณะ กรอ.กษ.ลุยเพิ่มมูลค่าสินค้าสู่เป้าหมาย

เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน ที่ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังประชุมหารือร่วมระหว่างกระทรวงเกษตรกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เพื่อหารือแนวทางการจัดตั้งคณะกรรมการความร่วมมือภาครัฐและเอกชนด้านการเกษตร (กรอ.กษ.) ว่า การขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลและยกระดับภาคการเกษตรไทยให้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคเอกชนเป็นกำลังสำคัญ จึงมีแนวทางการจัดตั้ง กรอ.กษ. โดย ส.อ.ท.ถือเป็นกลไกที่มีบทบาทสำคัญอย่างมาก ต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรและแปรรูปสินค้าเกษตร วันนี้จึงได้เชิญสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเพื่อหารือและเข้าร่วมในคณะ กรอ.กษ. โดยก่อนหน้านี้ ได้มีการประสานหารือร่วมกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และส.อ.ท.

สำหรับประเด็นสำคัญที่ร่วมหารือกันในครั้งนี้ นอกจากแนวทางการจัดตั้งคณะ กรอ.กษ. ร่วมกันแล้ว กระทรวงเกษตรฯ ยังได้หารือร่วมในประเด็นการส่งเสริมอาชีพให้กับแรงงานเกษตรที่เดินทางกลับจากอิสราเอล ซึ่งได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลง (เอ็มโอยู) ร่วมกันเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ประกอบด้วย กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงแรงงาน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และส.อ.ท. เพื่อส่งเสริมความรู้ด้านเทคโนโลยีเกษตรจากแรงงานอิสราเอล สู่การพัฒนาการเกษตรสมัยใหม่

Advertisement

รวมทั้งเป็นการพัฒนาแรงงานเกษตรให้พร้อมเข้าสู่การจ้างงานภาคอุตสาหกรรมเกษตร หรือมีทักษะในการเป็นผู้ประกอบการธุรกิจเกษตร ยกระดับภาคการเกษตรด้วยความรู้ ประสบการณ์ และความชำนาญของแรงงานที่ได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่จากรัฐอิสราเอล ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญที่ทุกหน่วยงานจะร่วมมือกันอย่างเข้มแข็งในขณะนี้

“กระทรวงเกษตรฯ เชื่อมั่นว่าความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรฯ และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ในคณะ กรอ.กษ. ชุดนี้ จะเป็นอีกพลังที่เข้มแข็งในการพัฒนาความร่วมมือด้านการเกษตร ตลอดจนสนับสนุนนโยบายรัฐบาลให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามที่กำหนดไว้โดยใช้ ‘ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้’ ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ได้วางเป้าหมายเพื่อยกระดับภาคเกษตร และช่วยเหลือเกษตรกรไทย ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเหลือการแก้ไขปัญหา การพัฒนา ตลอดจนการส่งเสริมอาชีพ โดยเฉพาะการส่งเสริมให้กับแรงงานเกษตรที่เดินทางกลับจากอิสราเอลในขณะนี้ ตลอดจนการเสริมศักยภาพเกษตรกรและยกระดับสินค้าเกษตรมูลค่าสูง เพื่อให้เกษตรกรกินดีอยู่ดี มีคุณภาพชีวิตที่ดีและมั่นคง” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

นอกจากนี้ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ยังได้เสนอ 4 แนวทางเพื่อยกระดับภาคการเกษตรไทยร่วมกัน ได้แก่ 1.ยกระดับวัตถุดิบการเกษตร ใช้มาตรฐานของไทย อาทิ GAP และส่งเสริมการสร้างผู้ตรวจประเมินในระบบ Supplier Audit การรับรองไม้เศรษฐกิจ TFCC 2.ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ส่งเสริมเทคโนโลยีการสกัด เพิ่มมูลค่ากลุ่มสุขภาพและความงาม และเชื่อมโยงความต้องการของอุตสาหกรรม ด้วยโครงการ SAI (Smart Agriculture Industry)

3.การบริหารจัดการน้ำ และการนำวัสดุเหลือใช้ภาคการเกษตรกลับมาใช้ประโยชน์ในแนวทาง Circular Economy และ 4.การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคการเกษตร โดยสร้างและกำหนดมาตรฐานการปลูกสวนพืชเศรษฐกิจ ให้สามารถซื้อขายคาร์บอนเครดิต ส่งเสริมการใช้ Bio control, bio fertilization รวมทั้งสร้างและกำหนดมาตรฐานการปลูก ส่งเสริมการปลูกไม้พื้นเมืองดูดซับคาร์บอน ขยายการขายคาร์บอนเครดิต

อย่างไรก็ตาม ทาง ส.อ.ท. ยืนยันพร้อมสนับสนุนองค์ความรู้ และเทคโนโลยีการผลิต การแปรรูป และการบริหารจัดการสินค้าเกษตร เพื่อต่อยอดและขยายผลในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ในรูปแบบการรวมกลุ่มและความร่วมมือทางธุรกิจ ตลอดจนเครือข่ายธุรกิจเกษตรกระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาค ซึ่งจะช่วยผลักดันให้สินค้าเกษตรมีมูลค่าสูงตามนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ ต่อไปอีกด้วย

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image