หน้าแรก การเมือง ธนาธร เปิดเวท...

ธนาธร เปิดเวทีโชว์ 5 เรื่อง ยกเครื่องศก. ทำอย่างประเทศเจริญแล้ว ใช้งบไม่ถึง 5 แสนล้าน

17.11.23 | 17:19 น.

‘ธนาธร’ บรรยายสาธาณะเรื่อง “ประเทศไทยควรได้อะไร หากต้องใช้ 5 แสนล้าน” แฟนคลับแห่ฟังแน่นห้อง ชี้ งบฯ 5 แสนล้านสามารถพัฒนาระบบสาธารณูปโภคได้ทั้ง 5 ด้าน พนันอีก 20 ปีทั่วโลกเปลี่ยนระบบมิเตอร์น้ำเป็นสมาร์ทมิเตอร์-บ่อขยะ 80% ไม่ได้มาตรฐาน ลั่น ต้องไม่ให้นักการเมืองหากินกับขยะได้ สรุปรวมใช้งบ 4.56 แสนล้านบาทพัฒนา 5 ด้าน

เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 17 พฤศจิกายน ที่พรรคก้าวไกล (ก.ก.) นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ได้จัดบรรยายสาธารณะในหัวข้อ “ประเทศไทยควรได้อะไร หากต้องใช้ 5 แสนล้าน” โดยมีประชาชนให้ความสนใจลงทะเบียน เพื่อร่วมฟังบรรยายเป็นจำนวนมากจนเต็มพื้นที่บริเวณชั้น 7 ซึ่งเป็นพื้นที่จัดกิจกรรม ทำให้ประชาชนบางส่วนต้องรับฟังการบรรยายที่บริเวณชั้น 2 แทน

นายธนาธรกล่าวในช่วงต้นว่า สิบปีที่แล้ว หากเทียบจีดีพีกับประเทศเพื่อนบ้านจะเห็นว่าจีดีพีประเทศไทยถดถอยลง ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ถามว่าประเทศไทยเผชิญวิกฤติเศรษฐกิจหรือไม่ แต่จีดีพียังคงเติบโตบ้างในช่วงวิกฤติโควิด ซึ่งตนไม่คิดว่าเป็นวิกฤติเศรษฐกิจ แต่สิ่งที่ปรากฏในกราฟสะท้อนให้เห็นว่า ประเทศไทยแข่งขันกับโลกไม่ได้มากกว่า คำถามคือ ทำไมจีดีพีขึ้นช้า ตนมองว่าวันนี้เราไม่มีขีดความสามารถมากเพียงพอในการแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านและนานาชาติ เพื่อที่จะพาประเทศไทยแข่งขันได้ ขณะเดียวกันต้องแก้ไขปัญหาใหญ่ คือประชาชนไม่มีงานทำ เวลาตนเดินทางไปต่างจังหวัดจะเห็นว่า คนต่างจังหวัดส่วนใหญ่ไม่มีงานที่มั่นคงทำ อย่างงานรับจ้างทางการเกษตรและรับจ้างก่อสร้าง เมื่อคนไม่มีงานที่มั่นคงทำ ซึ่งโจทย์หลักตอนนี้อยู่ที่ขีดความสามารถในการพัฒนาประเทศ และการสร้างงานให้ประชาชนมีงานที่มั่นคง

นายธนาธรกล่าวต่อว่า หากตนมีงบ 5 แสนล้านบาท ตนอยากพัฒนาในด้านการคมนาคม สาธารณสุข น้ำประปา การศึกษา และสิ่งแวดล้อม ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถือว่าเป็นความฝันที่ทะเยอทะยาน ในการที่จะพัฒนาให้เหมือนอย่างประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งต้องตอบโจทย์กับการสร้างอาชีพให้ประชาชน และประเทศไทยสามารถแข่งขันกับนานาชาติได้

Advertisement

ด้านแรก สาธารณสุข สร้างระบบแพทย์ทางไกลทั่วประเทศ หลายคนประสบปัญหาในการเดินทางไปโรงพยาบาล โดยใช้เวลานานพอสมควรในการรอพบแพทย์ ซึ่งหากดูอย่างประเทศเดนมาร์ก ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่มีระบบสาธารณสุขดีที่สุดในโลกอีกแห่ง ประเทศเดนมาร์กแบ่งการปกครองเป็น 3 ระดับ ได้แก่ 1. State รัฐบาลส่วนกลาง โรงพยาบาลในประเทศเดนมาร์กไม่ได้บริหารโดยรัฐบาลส่วนกลาง ซึ่งส่วนกลางทำหน้าที่เพียงออกกฎหมาย นโยบายด้านสาธารณสุขต่างๆ 2. Regions ระดับจังหวัด เปรียบได้กับองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เป็นนผู้บริหารโรงพยาบาล และ 3. Municipalities ระดับท้องถิ่น ดูแลสาธารณสุขเบื้องต้นอย่างใกล้ชิดกับประชาชน แตกต่างกับไทยที่ส่วนกลางจะเป็นผู้บริหารโรงพยาบาล

นายธนาธรกล่าวว่า ตนมีโอกาสร่วมงานกับนายกเทศบาล ต.หนองแคน อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร โดยนำเครื่อง Telemedicine ไปใช้ โดยสามารถเสียบบัตรประชาชน สามารถระบุตัวตนได้ ไม่ต้องกรอกบัตรเพื่อลงทะเบียน เครื่อง Telemedicine สามารถตรวจวัดสัญญาณชีพที่สำคัญ อย่าง น้ำตาลในเลือด ค่าออกซิเจน และความดันโลหิต เมื่อตรวจแล้วข้อมูลจะถูกส่งจัดเก็บในระบบคลาวด์ และส่งให้แพทย์ที่โรงพยาบาล ซึ่งเราได้ร่วมงานกับทาง ต.หนองแคน เป็นเวลา 1 ปี สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ผู้ป่วยและผู้สูงอายุไม่ต้องเดินทางไปโรงพยาบาล เว้นแต่หากเก็บข้อมูลแล้วพบว่ามีความผิดปกติจากเดิม ค่อยเดินทางไปโรงพยาบาล เมื่อตรวจเสร็จก็สามารถพบแพทย์ที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ได้ทันที

การทำโครงการนี้เป็นการเชื่อมโยงกันระหว่างเทศบาล ผู้ป่วย/ผู้สูงอายุ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และ รพ.สต. ซึ่งข้อมูลทุกอย่างจะถูกจัดเก็บในระบบคลาวด์ และประมวลผลให้ รพ.สต. และเจ้าหน้าที่เทศบาลต่อไป ซึ่งอนาคตต่อไปต้องใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยดูแลประชาชนเบื้องต้นทั้งหมด หากจะทำโครงการนี้ให้เกิดขึ้นจริง ต้องใช้งบประมาณ 66,000 ล้านบาท เช่น การติดตั้งอุปกรณ์ Telemedicine 4,900 ล้านบาท ทุกหมู่บ้าน เป็นการสร้างอาชีพให้กับกลุ่ม อสม. เป็นผู้ให้บริการ

หากดำเนินการสำเร็จ จะช่วยลดความแออัดของโรงพยาบาลได้ ซึ่งเห็นได้ชัดจากการดำเนินโครงการที่ต.หนองแคน จะเป็นการช่วยลดภาระงานของบุคคลากร รวมถึงลดต้นทุนให้กับประชาชน ด้านประชาชน ทุกคนจะสามารถตรวจดูข้อมูลสุขภาพผ่านมือถือได้ สำหรับประเทศ จะได้การจ้างงานเพิ่ม 70,000 ตำแหน่ง มีข้อมูลสาธารณสุขขนาดใหญ่ และเกิดเทคโนโลยีในประเทศมากขึ้น

ด้านที่สอง การคมนาคม สิ่งที่เรานำเข้ามากที่สุดในประเทศคือ พลังงาน เฉลี่ยแล้วเรานำเข้าพลังงาน เสียค่านำเข้าพลังงานปีละ 1.2 ล้านล้านบาท ซึ่งการใช้รถยนต์ส่วนตัวก็เป็นการใช้พลังงานเยอะ และส่งผลให้เกิดการจราจรติดขัดเพิ่ม หากเราทำระบบขนส่งสาธารณะและชักจูงให้ประชาชนหันมาใช้ พลังงานที่เราต้องใช้ในการเดินทางจะลดลง ซึ่งจะเป็นการลดงบประมาณในการนำเข้าพลังงานในขณะที่การส่งออกเท่าเดิม ทำให้ดุลการค้าและฐานะการคลังจะเข้มแข็งขึ้น

โดยงบประมาณในการลงทุนระบบขนส่งสาธสารณะ แบ่งเป็น 1. งบลงทุนรถเมล์ไฟฟ้า EV 62,300 ล้านบาท 2. งบลงทุนจุดจอดรถและป้ายรถเมล์ 4,450 ล้านบาท 3. งบดำเนินการสนับสนุนค่าโดยสารและบำรุงรักษา 21,000 ล้านบาท รวมเป็น 88,000 ล้านบาท อุตสาหกรรมรถเมล์ไฟฟ้ามีห่วงโซ่อุปทาน (Supply chain) ที่ยาวมาก หากเราสามารถทำได้จะทำให้เกิดการสร้างงานได้เป็นจำนวนมาก และด้านเศรษฐกิจรถเมล์ไฟฟ้าประกอบด้วย 1. การสร้างเศรษฐกิจสองข้างทาง เช่น การค้าขายข้างทาง การท่องเที่ยว 2. การพัฒนาอุตสาหกรรมรถเมล์ เช่น การพัฒนาเทคโนโลยี การสร้างอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง การจ้างงานและมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ และ 3. คุณภาพชีวิตที่เท่าเทียมของประชาชน

นายธนาธร กล่าวต่อว่า สำหรับหัวข้อเรื่องน้ำประปาที่ในหลายจังหวัดยังมีลักษณะขุ่นข้นอยู่ ซึ่งมีการทำผลสำรวจไว้ว่าคนในแต่ละประเทศทำงานกี่นาทีจะสามารถซื้อน้ำ 2 ลิตรได้ โดยประเทศเดนมาร์กทำงาน 7 นาที ขณะที่ประเทศไทยต้องทำงาน 27 นาที อย่างไรก็ตาม เราสามารถทำน้ำประปาดื่มได้สำเร็จแล้วเมื่อปี 2564 ที่อ.อาจสามารถ และปีนี้ก็ทำสำเร็จอีกที่คือจ.กาฬสินธ์ ซึ่งในไตรมาส 1 ปีหน้าตนคิดว่าจะทำสำเร็จได้อีก 2 ที่ หากทำสำเร็จได้ 4 ที่เราไม่ได้ฟลุ๊กแล้ว แต่เป็นฝีมือแล้ว ย้ำอีกครั้งว่าน้ำประปาดื่มได้ไม่ได้เป็นความรู้สึก แต่เป็นวิทยาศาสตร์ที่มีการตรวจวัดด้วยเครื่องมือคุณภาพทุกวัน ทั้งนี้ เรื่องน้ำประปาดื่มได้ที่ใช้งบประมาณ 66,755 ล้านบาทสามารถพัฒนาแหล่งน้ำได้ 1,050 แห่ง ใช้งบแห่งละ 15.6 ล้านบาท คิดเป็น 16,380 ล้านบาท หรือสามารถใช้เป็นงบประมาณในการจัดการระบบผลิตน้ำ 3,250 แห่งแห่งละ 15 ล้านบาท คิดเป็น 48,750 ล้านบาท หรือใช้ปรับปรุงระบบผลิตน้ำ 3,250 แห่งแห่งละ 500,000 ล้านบาท คิดเป็น 1,625 ล้านบาท โดยประเทศไทยสามารถทำได้

“นอกจากนี้ ยังสามารถต่อยอดให้เกิดการจ้างงานได้ เช่น ที่อาจสามารถเราสามารถเปลี่ยนมิเตอร์ที่เดิมทีต้องมีคนมานั่งจดมิเตอร์ค่าน้ำทุกเดือนเป็นสมาร์ทมิเตอร์ได้ โดยส่งค่าน้ำเข้าสู่ระบบคราวด์ไปสู่ระบบประมวลผลของเทศบาล เมื่อเราปรับปรุงระบบเช่นนี้แล้ว คนที่จะต้องมานั่งจดมิเตอร์ก็สามารถเปลี่ยนไปควบคุมคุณภาพของน้ำได้ ซึ่งเกิดประโยชน์มากกว่า ถือเป็นการส่งเสริมอุตสาหกรรม สร้างเทคโนโลยี ผมกล้าพนันว่าอีก 20 ปีต่อจากนี้ทั่วโลกในประเทศที่พัฒนาแล้วและประเทศที่กำลังพัฒนา จะเปลี่ยนระบบมิเตอร์น้ำเป็นสมาร์ทมิเตอร์หมด อย่างไรก็ตาม หากจะทำโครงการนี้ ทุกอย่างสามารถจัดซื้อจัดจ้างในประเทศได้ ไม่ต้องซื้อมาจากต่างประเทศ” นายธนาธร กล่าว

นายธนาธร กล่าวด้วยว่า สำหรับหัวข้อด้านสิ่งแวดล้อม ในการจัดการขยะอย่างถูกสุขลักษณะทั่วประเทศ จำนวน 120,000 ล้านบาท ว่า จากการที่ตนไปสำรวจบ่อขยะกว่า 60 ที่ทั่วประเทศ ตนกล้าพนันว่ามีมากกว่า 80% เป็นบ่อขยะที่ไม่ได้ตามมาตรฐานสุขอนามัย ส่วนตัวคิดว่าเราลงทุนกับขยะน้อยที่สุดในการสร้างบริการสาธารณะ องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) หลายที่ในต่างจังหวัดไม่มีการเก็บขยะ ประชาชนต้องเก็บขยะเอง ทำให้มีขยะข้างทางในหลายพื้นที่ จะโทษประชาชน ก็โทษได้ไม่เต็มปาก เนื่องจากไม่มีใครไปจัดการขยะ ยกตัวอย่างกรณีที่ทำสำเร็จ ของ ต.หนองพอก จ.ร้อยเอ็ด นายกองค์การบริหารส่วนเทศบาล ต.หนองพอก เอาจริงเอาจังในการทำงานกับคณะก้าวหน้า เพื่อรณรงค์ให้กับประชาชน ทำการเก็บขยะ โดยการแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง แยกวัน แยกประเภท โครงการนี้เริ่มตั้งแต่ในช่วงเดือน ก.พ. 2566 จากเดิมในปี 2564 มีจำนวนขยะในพื้นที่ประมาณ 3.41 ตันต่อวัน ขณะนี้เหลือเพียง 2.14 ตัวต่อวัน หรือลดลง 38% เราทำให้เห็นแล้วว่า การแยกขยะที่ต้นทางสามารถเป็นไปได้

นายธนาธร กล่าวต่อว่า จากนโยบายรัฐบาลของกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น ที่วาดฝันไว้ว่าจะจัดให้มีการรวมกลุ่ม (clusters) จากหลายๆ ตำบลเข้าด้วยกัน ซึ่งแบ่งได้เป็น 262 คลัสเตอร์นั้น แต่ในจำนวนนี้ ยังมีบ่อขยะที่ยังไม่ได้มาตรฐานอยู่เป็นจำนวนมาก หากอยากให้มีบ่อขยะถูกสุขลักษณะ และมีการกำจัดขยะอย่างถูกหลักวิชาการดีขึ้น จำเป็นต้องลงทุน ทั้งในส่วนของบ่อขยะ โรงขยะ รถขยะ รวมถึงอุปกรณ์อื่นๆ ส่วนเรื่องโรงเผาขยะที่แม้ในอดีตจะเคยมีหลายกลุ่มออกมาต่อต้านการก่อสร้างโรงเผาขยะ แต่คงหลีกเลี่ยงเรื่องนี้ไม่ได้ เนื่องจากหากใช้วิธีการฝังขยะไปเรื่อยๆ จะไม่มีพื้นที่เพียงพอ และท้ายที่สุดก็จะต้องวนกลับมาเผาอยู่ดี เพราะเมื่อแยกขยะที่สามารถรีไซเคิลออกไปแล้วๅ ก็มีเพียงทางเลือกในการฝังหรือเผา ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ ไม่ได้มีการเอาวิทยาศาสตร์เข้ามาจัดการการเผาจริงๆ ทำให้เกิดมลภาวะ ที่ทำให้ประชาชนไม่ไว้วางใจ ไปสร้างที่ไหน ก็ไม่มีใครเอา หากเราอยากสร้างโรงเผาขยะที่มีประสิทธิภาพ คุณภาพ และอยู่ร่วมกับคนได้ เหมือนกับต่างประเทศ เราก็ควรให้ประเทศต่างๆ ที่มีความรู้ในเรื่องนี้เข้ามาร่วมลงทุน ทั้งการสร้าง บริหาร และจัดการ อย่างไรก็ตาม สำหรับโรงขยะที่เกิดขึ้นต้องไม่ใช่เครื่องมือให้นักการเมืองเข้าไปหากินกับขยะได้

นายธนาธร กล่าวต่อว่า หัวข้อสุดท้ายคือเรื่องการศึกษา ต่อไปในอนาคตจะมีการนำระบบอัตโนมัติเข้ามาใช้ในโรงงาน และเทคโนโลยีเหล่านี้จะถูกลงเรื่อยๆ การประยุกต์ใช้ระบบออโตเมชั่นในโรงงานจะแพร่หลายมากยิ่งขึ้นแม้จะเป็นโรงงานขนาดเล็ก แต่คำถามคือเรามีระบบการศึกษาที่จะรองรับสำหรับโลกใบใหม่แล้วหรือไม่ ซึ่งระบบเหล่านี้เราต้องการช่างเทคนิกมาทำ ที่ผ่านมาคนมักจะคิดว่าคนที่เรียนอาชีวะมีสถานะต่ำต้อยกว่าวิศวกร ซึ่งไม่เป็นความจริง เพราะในหลายประเทศการเป็นช่างมีศักดิ์ศรีมากเนื่องจากเป็นคนที่มีความสามารถเฉพาะทาง บ้านเราไม่ได้พัฒนาและลงทุนสร้างทักษะคนให้ทันต่อสถานะของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป แม้ว่าคนจะมีความสนใจที่หลากหลาย เราจึงต้องการให้โรงเรียนมีอุปกรณ์การเรียนการสอนที่ครบครันเพื่อรองรับการแสวงหาความรู้ของเด็กๆ ที่มีแตกต่างหลากหลายได้ และที่บอกว่าเราเรียนฟรีนั้นไม่จริง มีการเปิดเผยข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติว่าหากเป็นชั้นอนุบาลต้องจ่ายเพิ่ม 2,058 บาท ชั้นประถมศึกษาต้องจ่ายเพิ่ม 2,721 บาท ชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นต้องจ่ายเพิ่ม 4,615 บาท และชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายต้องจ่ายเพิ่ม 6,034 บาท จึงทำให้มีนักเรียนบาทส่วนต้องหลุดออกจากการศึกษา เพราะผู้ปกครองไม่สามารถรับผิดชอบเรื่องค่าเล่าเรียนได้ไหว

นายธนาธร กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ สำหรับการลงทุนเรื่องการศึกษา ที่ไม่ว่าจะเป็นคนรวยหรือคนจน ลูกหลานเราก็ควรได้เข้าถึงคุณภาพการศึกษาที่เท่ากันเพื่อจบออกไปแล้วเขาจะได้ไปแข่งขันกันอย่างยุติธรรม จึงมีข้อเสนอถึง้เรื่องงบประมาณที่ต้องจะใช้ในการยกระดับการศึกษาดังนี้ ระดับอาชีวะ จำนวน 430 แห่ง ใช้แห่งละ 20 ล้านบาท คิดเป็น 8,600 ล้านบาท ระดับโรงเรียนพื้นฐาน จำนวน 33,281 โรง โรงละ 3 ล้านบาท คิดเป็น 99,843 ล้านบาท และโรงเรียนขนาดเล็กจำนวน 15,874 โรง โรงละ 0.5 ล้านบาท คิดเป็น 7,937 โรง และเงินสำหรับสนับสนุนกองทุนเพื่อความเสมอภาคด้านการศึกษา 4,500 ล้านบาท รวมทั้งสิ้น 120,880 ล้านบาท ทั้งนี้ สำหรับงบประมาณที่เราจะใช้ในด้านต่างๆ ทั้ง 5 ด้านที่กล่าวมา ไม่ว่าจะเป็นด้านคมนาคมในการพัฒนารถเมล์ไฟฟ้าทุกจังหวัด ที่จะใช้งบประมาณ 88,000 ล้านบาท ด้านสาธารณสุข ที่จะสร้างระบบแพทย์ทางไกลทั่วประเทศใช้งบประมาณ 60,000 ล้านบาท ด้านน้ำประปาดื่มได้ทั่วประเทศ จะใช้งบ 67,000 ล้านบาท ด้านสิ่งแวดล้อมด้านการจัดการขยะอย่างถูกสุขลักษณะทั่วประเทศ 120,000 ล้านบาท และด้านการศึกษา ในการลงทุนเพิ่มศักยภาพโรงเรียน จำนวน 121,000 ล้านบาท จะใช้งบประมาณรวมทั้งสิ้น 456,000 ล้านบาท