หลังเลือกตั้งและ “พรรคเพื่อไทย” เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลร่วมกับขั้วอำนาจเดิม ถีบ “ก้าวไกล” เพื่อนร่วมอุดมการณ์ประชาธิปไตยก่อนหน้านั้นไปเป็นฝ่ายค้าน
บรรยากาศทางการเมืองคล้ายกับว่าถึง “ยุคประชาธิปไตยเบ่งบาน” อันเป็นธรรมดาที่ “อำนาจนิยมเบ็ดเสร็จ” จะต้องเป็นฝ่ายตั้งรับ และหาทางตีตื้นตอบโต้เพื่อกลับมายึดครองอำนาจอีกครั้ง อันเป็นปกติของประเทศไทยเราที่การต่อสู้ระหว่าง “ประชาธิปไตยเสรีนิยม” กับ “อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด” ยังเป็นคู่ต่อสู้ที่ยังไม่มีใครแพ้ใครชนะอย่างเด็ดขาด ขึ้นอยู่กับฝ่ายไหนจะยึดครองและสามารถควบคุม “โครงสร้างอำนาจ” ให้สืบทอดไปในทางที่เป็นประโยชน์กับตัวได้
ความเป็นปกติคือหลังเลือกตั้ง “ฝ่ายประชาธิปไตยเสรีนิยม” จะสร้างกลไกที่ส่งเสริมความต่อเนื่องของประชาธิปไตยขึ้นแล้ว และลดทอนเงื่อนไขที่จะทำให้ “ฝ่ายอำนาจนิยม” พลิกกลับมายึดครองการบริหารจัดการประเทศ
ดัชนีที่สะท้อนว่าระหว่าง 2 ระบบนี้ แนวโน้มฝ่ายไหนมีอิทธิพลมากกว่าคือ “ความเข้มแข็งหรือแข็งแกร่งของพรรคการเมือง”
ในยุคสมัยที่ประชาธิปไตยเบ่งบาน นักการเมืองที่เข้ามาบริหารอำนาจจะหาทางจัดการ “โครงสร้างอำนาจ” ให้ “พรรคการเมือง” มีความสง่างาม เข้มแข็ง อาจจะเลยไปถึงขบวนการที่จะประสานกัน “ยึดอำนาจ” อ่อนแอลง
วันนี้ควรจะเป็นเช่นนั้น “พรรคเพื่อไทย” ที่เป็นแกนนำรัฐบาล ได้ชื่อว่าเป็น “เสาหลักของฝ่ายประชาธิปไตยเสรีนิยม” กระบวนการที่จะฟื้นคืน “ความแข็งแกร่งให้พรรคการเมือง” มีความเป็นไปได้สูงที่จะต้องเกิดขึ้นในยุคสมัยที่ “ผู้แทนประชาชน” ขึ้นมามีอำนาจ
แต่รู้สึกหรือไม่ว่า การเมืองการปกครองประเทศจะดำเนินไปในแนวโน้มเช่นนั้น ไม่ใช่ความมั่นใจที่หนักแน่นสักเท่าไร
อย่างที่บอก ประชาธิปไตยจะพัฒนาไปในทางเบ่งบานเหนืออำนาจเผด็จการได้หรือไม่ มี “ความเข้มแข็งของพรรคการเมือง” เป็นดัชนีชี้วัด
สภาวะที่เกิดขึ้น เมื่อต้องตอบคำถามว่า “มีแนวโน้มว่าพรรคการเมืองจะเข้มแข็งขึ้นหรือไม่” ดูเหมือนว่าทุกคนที่ติดตามการเมืองอย่างใกล้ชิดต่างต้องมองหน้า สบตากันปริบๆ
“พรรคเพื่อไทย” แม้จะทระนงองอาจ ผงาดขึ้นมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลควบคุมอำนาจการบริหาร แต่ ณ ห้วงเวลานี้จะมีสักกี่คนที่เชื่อมั่นได้เต็มร้อยว่าเป็น “พรรคที่เข้มแข็ง” และเดินหน้าไปอย่างมีความหวังว่าจะแข็งแกร่ง เป็น “เสาหลัก” ให้ “ฝ่ายประชาธิปไตย” ยืนต้าน “อำนาจนิยม” ได้อย่างมีศักยภาพเพียงพอ
สำหรับพรรคอื่นๆ แทบไม่ต้องพูดถึง ความเป็นพรรคการเมืองเป็นเพียงเครื่องมือที่ใช้สำหรับเข้ามาแบ่งปันอำนาจเพื่อเป้าหมายบางอย่างของกลุ่มผู้ก่อตั้งพรรค โอนเอนไปได้ทุกทาง ไม่ได้เป็นความหวังอะไรให้ฝ่ายประชาธิปไตยพึ่งพาได้อยู่แล้ว
ก่อนหน้านั้นอาจจะมี “ประชาธิปัตย์” ที่หากเป็น “พรรคที่เข้มแข็ง” ขึ้นมา พอจะเป็นความหวังของ “อำนาจประชาชน” ได้บ้าง แม้ช่วงหลังอาจจะสร้างความไม่มั่นใจให้เกิดขึ้นบ้าง ก็ยังถือว่าเป็นสถาบันที่ยืนอยู่ในฟากอำนาจประชาชนมาเก่าแก่ที่สุด ทว่าวันนี้หากจะบอกว่า “หมดสภาพ” ไปแล้ว ที่จะเป็น “พรรคเข้มแข็ง” ด้วยว่าแค่จะจัดการอย่างไรให้ “พรรคมีผู้บริหาร” ขึ้นมา ยังทุลักทุเลเหมือนไม่มีทางที่จะเป็นไปได้ ความหวังในนิยาม “พรรคเข้มแข็ง” จึงริบหรี่เต็มทน
ในความเป็น “พรรคเข้มแข็ง” นั้น “พรรคก้าวไกล” น่าสนใจ ความเป็นพรรคที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ยืนหยัดชัดเจนในแนวทาง “ประชาธิปไตยเสรีนิยม” แข็งขันที่จะต่อต้านอำนาจเผด็จการผูกขาด ไม่มีประนีประนอมกับ “โครงสร้างอำนาจที่ไม่เอื้อต่อการพัฒนาประชาธิปไตย”
ถือว่ายืนอยู่ในนิยามของ “พรรคเข้มแข็ง” ได้
ทว่านั่นเป็นเพียง “ภาพที่ประชาชนรู้สึกได้” เท่านั้น หากสำรวจลงไปในความเป็นจริงที่เกิดขึ้นกับ “พรรคก้าวไกล” จะพบว่าการสรุปว่า “แข็งแกร่ง” นั้นยังห่างไกล
ความเปราะบางไม่ได้เกิดขึ้นจากพลังสนับสนุนของประชาชนไม่เพียงพอ และไม่ได้เกิดจากความเหลาะแหละของการบริหารพรรค
แม้ประชาชนจะสนับสนุนท่วมท้น การบริหารพรรคที่ยืนหยัดชัดเจนในอุดมการณ์ แต่เป็นเพราะศักยภาพที่จะยืนต้านพลังทำลายของฝ่ายอำนาจนิยมดูเหมือนจะยังไม่พอ
“โครงสร้างอำนาจ” ที่ออกแบบไว้เพื่อสืบทอด “เผด็จการเบ็ดเสร็จ” มีอิทธิพลที่จะทำให้ “พรรคก้าวไกล” ล่มสลายไปตามความต้องการได้ตลอดเวลา อย่างที่เห็นๆ และรับรู้กันอยู่
ดังนั้น หากจะสรุปว่า “ก้าวไกลเป็นพรรคที่แข็งแกร่ง” เพื่ออธิบายว่า ณ ขณะนี้เป็นห้วงเบ่งบานของ “ประชาธิปไตย” จึงสรุปเช่นนั้นไม่ได้
การเมืองการปกครองไทยยังอยู่ในสภาพ “พรรคการเมือง” ถูกทำให้ “อ่อนแอ” หนักขึ้นในทุกพรรค ทุกมิติ ดูจะเป็นบทสรุปที่สมเหตุสมผลกว่า
และนั่นหมายถึง “ดัชนีชี้วัดพัฒนาการประชาธิปไตยของไทย” พุ่งต่ำลงในทางไม่มีความหวัง
นี่เป็นโจทย์ใหญ่ว่า “ผู้นิยมประชาธิปไตย” จะจัดการอย่างไรกับสภาวะเช่นนี้
ขณะที่เกิดคำถามซ้อนขึ้นมาว่า “นักการเมืองประเทศไทย” และ “ผู้ขับเคลื่อนการเมืองในบทบาทต่างๆ” เหลือ “ผู้มั่นคงในประชาธิปไตย” สักกี่คน

