ชูกองทุน ‘ทีอีเอสจี’ ลุ้นปั๊มตลาดหุ้นคึก
ภาคการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงและสินทรัพย์ปลอดภัยในปี 2566 ถือว่ามีความผันผวนแทบไม่ต่างกัน โดยเฉพาะสินทรัพย์เสี่ยงอย่างหุ้น ที่ถูกแรงกระแทกจากทั้งในและต่างประเทศ กระทบจนดัชนีไต่ระดับร่วงอย่างต่อเนื่อง จากระดับสูงสุดที่ 1,691.41 จุด เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2566 หลุดระดับ 1,400 จุด เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 20 ตุลาคมที่ผ่านมา อยู่ระดับ 1,399.35 จุดซึ่งถือเป็นระดับจิตวิทยาที่สำคัญ เพราะนับตั้งแต่การระบาดโควิด-19 คลายตัวลง ดัชนีหุ้นไทยก็ไม่เคยปรับลดลงหลุดระดับ 1,400 จุดเลย ก่อนที่จะทำจุดต่ำสุดในระดับ 1,371.22 จุด เมื่อวันที่ 26 ตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา
เท่ากับว่าตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน หุ้นไทยให้ผลตอบแทนลดลงกว่า 15.18% หากลงทุนเป็นเงิน 100 บาท นอกจากเงินจะไม่งอกเงยแล้ว ยังหดหายไปประมาณ 15 บาทกว่าด้วย ทำให้เกิดคำถามว่า ตลาดหุ้นไทยถูกปัจจัยอะไรกระทบจนดัชนีรูดร่วงเรื่อยๆ แบบนี้
เริ่มจากผลกระทบสะสมจากความเชื่อมั่น นับตั้งแต่เกิดกรณี บมจ.มอร์ รีเทิร์น (MORE) และ บมจ.สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น (STARK) ที่ทำให้นักลงทุนทั้งรายใหญ่และรายเล็ก เหมือนถูกหอบเงินหนีแบบซึ่งหน้ารวมถึงไม่สามารถแก้ไขอะไรได้เพิ่มเติมแล้ว ทำได้เพียงมองราคาหุ้นลดลงจนติดศูนย์เท่านั้น จึงเกิดคำถามถึงการรับมือของทั้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ที่ออกมาเคลื่อนไหวและรับมือกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นล่าช้าจนเกินไป ทำให้นักลงทุนได้รับความเสียหายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ต่อมาเป็นช่วงการเลือกตั้งที่มีความไม่แน่นอน ทำให้ดัชนีตอบรับเชิงลบ และลบมากขึ้นเมื่อเจอปัจจัยความเสี่ยงในต่างประเทศ นับตั้งแต่การล้มลงของธนาคารระดับยักษ์ในสหรัฐกว่า 3 ราย ภายใน 1 สัปดาห์ ปัญหาของธนาคารเครดิตสวิส ที่มองว่าเป็นผลจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างสหรัฐ
อีกทั้งเมื่อเกิดปัญหาความขัดแย้งของอิสราเอล-กลุ่มฮามาส ที่มาแบบไม่ทันตั้งตัวเมื่อบวกกับทิศทางดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่ยังมีความไม่แน่นอนในการปรับขึ้นหรือถึงจุดสูงสุดแล้ว ก็ทำให้ดัชนีตอบรับด้วยการไหลลงแบบไม่มีท่าทีว่าจะหยุด
ส่วนปัจจัยในประเทศ จากเรื่องหุ้นไทยถูกทุบด้วยโปรแกรมซื้อขายอัตโนมัติ หรือธุรกรรมชอร์ตเซล และการยืมหุ้นมาขายเพื่อลงทุนช่วงที่ราคาหุ้นปรับลดลง แต่ไม่มีหุ้นในมือ หรือ Naked Short ซึ่งถือเป็นการทุบหุ้นให้ราคาปรับลดลง ส่งผลกระทบให้นักลงทุนรายย่อยเสียเปรียบ จนเกิดกระแสการนัดกันหยุดซื้อขายของนักลงทุนรายย่อยในวันที่ 20 พฤศจิกายนนี้
“ภากร ปีตธวัชชัย” กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ตั้งโต๊ะแถลงว่า การปรับตัวลดลงของดัชนีหุ้นไทยเป็นไปในทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นภูมิภาค เพราะได้รับแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกประเทศเป็นหลัก ทั้งสงคราม ดอกเบี้ยขาขึ้น อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (บอนด์ยีลด์) 10 ปีของสหรัฐปรับตัวขึ้น เม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) ไหลออกจากหุ้นไทยต่อเนื่อง ขายสุทธิสะสมอยู่ที่ 180,448.79 ล้านบาท ทำให้ตลาดหุ้นไทยติดอันดับตลาดหุ้นที่แย่ที่สุดในโลก ภาพรวมมีการเทขายในตลาดหุ้นไทย และตลาดพันธบัตรหนักที่สุดในรอบ 8 ปี
“สำหรับกรณีความกังวลชอร์ตเซล และ Naked Short ขอยืนยันว่า ตลท.มีการตรวจสอบธุรกรรมดังกล่าวทั้งระบบแบบเรียลไทม์ ซึ่งไม่พบความผิดปกติในข้อมูลที่มี จึงอยากให้นักลงทุนมีความมั่นใจว่า ตลท.มีการตรวจสอบในเรื่องดังกล่าวอย่างต่อเนื่องเป็นรายวัน และเป็นเรียลไทม์ ซึ่งตลาดหลักทรัพย์มีระบบและขั้นตอนในการตรวจสอบอย่างเข้มข้น รวมถึง ตลท.ได้เปิดเผยข้อมูลรายวันโปรแกรมซื้อขาย (Program Trading) เพิ่มเติมจากการให้ข้อมูล Short Selling และ NVDR เริ่มตั้งแต่วันที่ 17 พฤศจิกายนนี้ด้วย” กรรมการและผู้จัดการ ตลท.แจกแจง
เมื่อมีแต่ปัจจัยเสี่ยงและความเชื่อมั่นที่ถูกกระทบจนหายไป สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (เฟทโก้) จึงส่งเสียงถึงรัฐบาล เพื่อหาทางแก้ไขภาวะตลาดหุ้นไทยที่กำลังเผชิญคลื่นลมแรง โดยได้เข้าหารือร่วมกับกระทรวงการคลังจนได้ข้อสรุปหลักเกณฑ์มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการจัดตั้งกองทุนไทยเพื่อความยั่งยืน (Thailand ESG Fund หรือทีอีเอสจี) โดยกำหนดระยะเวลาลงทุน 8 ปีปฏิทิน วงเงินลงทุนไม่เกิน 100,000 บาทต่อราย คาดว่าจะสามารถเริ่มขายได้ในวันที่ 1 ธันวาคมนี้ ซึ่งเป็นวงเงินเพิ่มเติมจากการลงทุนในกองทุนลดหย่อนภาษีอื่นๆ ที่ภาครัฐให้สิทธิภายใต้วงเงินรวมไม่เกิน 500,000 บาทต่อราย
วัตถุประสงค์ของกองทุนทีอีเอสจี เพื่อต้องการให้มีการออมผ่านการลงทุนในตลาดทุนมากขึ้น และสนับสนุนบริษัทในประเทศที่มีการดำเนินงานตามหลักอีเอสจี เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับธุรกิจ สังคม และนักลงทุน ซึ่งกระทรวงการคลัง ก.ล.ต. ตลท. และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องจะเร่งดำเนินงานผลักดันกองทุนทีอีเอสจีออกมา โดยให้เปิดเสนอขายให้กับผู้ลงทุนได้ภายในต้นเดือนธันวาคมนี้ ซึ่งผู้ลงทุนสามารถซื้อหน่วยลงทุนทีอีเอสจี และนำมาลดหย่อนภาษีงวดปี 2566 ได้ทันที
“กอบศักดิ์ ภูตระกูล” ประธานกรรมการเฟทโก้ ให้ข้อมูลว่า การจัดตั้งกองทุนทีอีเอสจี เป็นกองทุนที่สร้างทางเลือกในการออมให้กับคนในประเทศ โดยเฉพาะคนที่สนใจออมผ่านตลาดทุน และมองหาการลงทุนในธุรกิจที่ดำเนินงานตามหลักอีเอสจีที่เดินหน้าผลักดันธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน และสามารถสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนให้กับนักลงทุนได้ คาดว่าจะมีเม็ดเงินลงทุนไหลเข้าไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นล้านบาท เพราะจำกัดให้ลงทุนเฉพาะบริษัทในประเทศไทยเท่านั้น
ขณะที่ “ณัฐพล คำถาเครือ” ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) หยวนต้า (ประเทศไทย) เสริมว่า กองทุนทีอีเอสจีตอบโจทย์และดีกว่ากองทุนประหยัดภาษีที่มีอยู่ในตอนนี้ อาทิ กองทุนรวมเพื่อส่งเสริมการออมระยะยาว (เอสเอสเอฟ) ที่ไม่จำกัดการลงทุนในหุ้นไทยเท่านั้น ทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่เน้นลงทุนหุ้นต่างประเทศเป็นหลัก บวกกับการถือครองถึง 10 ปีเต็ม ทำให้อาจไม่จูงใจ
มากนัก โดยมองว่าไม่ได้ต่างจากแอลทีเอฟมากนัก เพราะหุ้นที่กำหนดให้ลงทุนเป็นหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯ 100 อันดับแรก หรือ 50 อันดับแรก (เซต 50-100) เป็นส่วนใหญ่มีประมาณ 193 ตัว กองทุนลงทุนประมาณ 40 ตัวแรกก็คิดเป็นสัดส่วนน้ำหนัก 80% ของตลาดรวมแล้ว ทำให้มองในแง่ความเพียงพอของหุ้น ถือว่าไม่ได้บริหารจัดการยาก
“ระยะเวลาการถือครองลงมาเหลือ 8 ปี ถือว่าตอบโจทย์และไม่ได้มากเกินไป เพราะสอดคล้องกับการลงทุนในหุ้นยั่งยืน ที่ต้องใช้ระยะเวลาการลงทุนที่นานพอสมควร ส่วนเวลาขายในเดือนธันวาคม 2566 เพียง 1 เดือน ก็อาจทำให้มีเม็ดเงินของกองทุนทีอีเอสจีเข้ามายังไม่มากเท่าที่ควร เพราะระยะเวลาขายไม่มากนัก” ณัฐพลระบุทิ้งท้าย
การผลักดันกองทุนทีอีเอสจี จะช่วยพลิกฟื้นตลาดหุ้นไทยที่ทรุดหนัก ให้กลับมาคึกคักแค่ไหน…คำตอบรออยู่ข้างหน้า

