‘เศรษฐา’ เตรียมแถลงแก้หนี้นอกระบบ 28 พ.ย.นี้ ส่วนในระบบ รอ 12 ธ.ค. พร้อมออกมาตรการหนุนท่องเที่ยวแพคใหญ่ ชี้แถลงตัวเลขศก.สภาพัฒน์ หายไป 0.5% ถือว่าสูง สัญญาณว่าต้องมีมาตรการกระตุ้นเร่งด่วน
เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 19 พฤศจิกายน ที่กระทรวงการคลัง นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังการร่วมหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่กระทรวง ว่า เรื่องใหญ่ที่มาคุยวันนี้คือการแก้ไขปัญหาหนี้สินโดยรวมทั้งหมด โดยแบ่งออกเป็นสองส่วนคือหนี้นอกระบบ และหนี้ในระบบ ซึ่งเรื่องของหนี้นอกระบบตนจะแถลงในวันที่ 28 พ.ย. นี้ ซึ่งจะเป็นการแก้ไขหนี้นอกระบบอย่างบูรณาการ
นายเศรษฐากล่าวว่า สำหรับหนี้ในระบบซึ่งถือเป็นหนี้ใหญ่ จะมีแถลงอีกครั้งหนึ่งในวันที่ 12 ธันวาคม เวลา 14.00 น. ซึ่งจะแถลงครบทั้งแพคเกจในการแก้ไขหนี้ในระบบ นอกจากนี้ยังได้ให้การบ้านให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ไปทำด้วย
นายเศรษฐากล่าวว่า นอกจากนี้ยังได้มีการหารือมาตรการสนับสนุนการท่องเที่ยว ซึ่งจะออกมาเป็นแพคเกจใหญ่ อาทิ มาตรการสนับสนุนทางภาษีระยะยาว ที่จะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายใน 1-2 สัปดาห์หน้า ซึ่งหากชัดเจนแล้วจะมีการแถลงให้ทราบต่อไป
นายเศรษฐากล่าวว่า ส่วนกรณีที่เรื่องที่มีกลุ่มคน และประชาชนไม่เห็นด้วยเรื่อง การแจกเงินดิจิทัลและออกพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กู้เงิน 5 แสนล้านบาทนั้น ก็เป็นการสะท้อนความคิดเห็นที่เกิดขึ้นได้ ซึ่งรัฐบาลก็ได้แถลงไปเรียบร้อยแล้ว และเรื่องการไปอยู่ในมือของกฤษฎีกาแล้ว ซึ่งอย่างที่กล่าวไปว่า ตัวเลขเศรษฐกิจไทย จาก สภาการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ รายงานว่ายไตรมาส 3 ของปี 2566 ที่ขยายตัวได้ 1.5% ต่อปี ซึ่งต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน อย่างมาเลเซียที่เศรษฐกิจโตต่ำสุดที่ 3.3%ต่อปี
“ตำแหน่งผู้นำประเทศ เป็นความรับผิดชอบที่สูง มีหลายภาคส่วนที่ต้องดูแล ดังนั้นก็ที่จะมาเสียสมาธิหรือ กำลังใจ จากที่คนค้านเรื่องเงินดิจิทัลคงไม่มี หรือไม่มีสิทธิจะมาเสียสมาธิหรือเสียกำลัง คงเป็นข้ออ้างไม่ได้ ที่จะไม่ทำงาน เพราะยังไงก็ต้องทำงานต่อไป ดังนั้นจึงไม่เสียกำลังใจ และเสียสมาธิแน่นอน” นายเศรษฐา กล่าว
นายเศรษฐา กล่าวว่า สำหรับนโยบายดิจิทัลวอลเล็ต นโยบายกระตุ้นท่องเที่ยว นโยบายซอฟต์ เพาเวอร์ และนโยบายการแก้ไขหนี้ทั้งระบบ ต่างก็เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ซึ่งแต่ละเรื่องก็อาจทำได้ทันทีก็ทำเลย หรือบางเรื่องต้องมีกระบวนการบ้าง ดังนั้นรัฐบาลถือว่ามีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง
“รัฐบาลยังคงทำงานอย่างเต็มที่ และภาคส่วนไหนพร้อมช่วยเหลือก็เราก็พร้อมร่วมงานทันที และเราก็ยังเข้าใจความลำบากของประชาชน เราเลยพยายามลดค่าใช้จ่ายของประชาชน ในการประชุมครม.ทุกนัดก็จะเห็นว่ามีมาตรการออกมาเรื่อยๆ ทุกครั้ง ส่วนตัวเลขสภาพัฒน์แถลงนั้น ไม่ได้พลาดแค่ 0.1-0.2% และที่บอกว่าจะเห็น 2% ก็คืออย่างน้อยต้องได้ 2.0% แต่ตัวเลขที่หายไปคือ 0.5% ถือว่าสูงมาก เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความจำเป็นเร่งด่วนแล้วหรือเปล่า เป็นการยืนยันว่าสิ่งที่เราเป็นจริง”นายเศรษฐา กล่าว
นายเศรษฐา กล่าวอีกว่า สำหรับโครงการอี-รีฟันด์ (e-Refund) กับโครงการดิจิทัลวอลเล็ตนั้น ประชาชนสามารถเข้าร่วมได้ทั้งสองโครงการ โดยใครที่มีรายได้ถึงเกณฑ์ภาษีก็สามารถเข้าร่วมโครงการอี-รีฟันด์ และหากรายได้ไม่เกิน 7 หมื่นบาท และหรือเงินฝากม่เกิน 5 แสนบาท ก็สามารถรอเข้าร่วมโครงการดิจิทัล วอลเล็ตได้

