‘ปานเทพ’ เบิกความปากสุดท้าย คดีพันธมิตรปิดสนามบิน ปี’51 ศาลนัดพร้อมจำเลยทุกคน 20 ธ.ค.

‘ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์’ เบิกความปากสุดท้าย คดีพันธมิตรชุดสองปิดสนามบิน ศาลนัดพร้อมจำเลยทุกคนวันที่ 20 ธ.ค. จ่อกำหนดนัดฟังพิพากษา

เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน ที่ศาลอาญา ถรรรัชดาภิเษก ศาลนัดสืบพยานจำเลยปากสุดท้าย คดีหมายเลขอ.1083/2556 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 9 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายสุริยันต์ ทองหนูเอียด กับพวก รวม 67 คน เป็นจำเลย ใน คดีพันธมิตรบุกชุมนุมสนามบินดอนเมืองและสนามบินสุวรรณภูมิ เมื่อปี 2551

ความผิดฐานร่วมกันทำให้ปรากฏแก่ประชานด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีอื่นใด อันไม่ใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ เพี่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในแผ่นดินหรือรัฐบาล โดยใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อให้เกิดความปั่นป่วน กระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน, ร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อให้เกิความวุ่นวายในบ้านเมืองโดยมีอาวุธ, ร่วมกันเข้าไปรบกวนการครอบครอง เข้าไปซ่อนตัวในอาคารสำนักงานของผู้อื่นและไม่ยอมออกไปจากสถานที่นั้น โดยใช้กำลงประทุษร้าย, ร่วมกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปฝ่าฝืนคำสั่งของหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินตาม พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548

โดยวันนี้ นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ จำเลยที่ 18 และทนายความ เดินทางมาศาลเพื่อเบิกความเป็นพยานปากสุดท้าย

Advertisement

นายปานเทพกล่าวว่า มาเบิกความในฐานะจำเลยที่ 18 คดีพันธมิตรชุดที่สองชุมนุมในสนามบินท่าอากาศยานดอนเมืองและท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เมื่อปี 2551 ที่ผ่านมาก็มีโอกาสซักค้านพนักงานสอบสวน ซึ่งพยานฝ่ายโจทก์ที่พาดพิงถึงตนเองไปแล้ว และแม้ว่าจะไม่ได้เป็นแกนนำพันมิตรฯในช่วงนั้น แต่ในวันนี้จะได้นำพยานหลักฐานที่รวบรวมมาหลายปีในฐานะนักวิชาการและสื่อมวลชน ซึ่งเพียงพอที่จะทำให้เห็นภาพรวมว่าเกิดอะไรขึ้นเพื่อจะแถลงต่อศาลไว้ จำนวน 100 หน้า

นายปานเทพกล่าวว่า ทำให้มั่นใจว่าการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรไม่ได้เป็นผู้กระทำความผิด ส่วนจะไม่กระทำผิดอย่างไรก็จะขอเบิกความในชั้นศาล ส่วนคดีแกนนำพันมิตรชุมนุมบุกสนามบินชุดแรก มีจำเลย 36 คน ศาลนัดฟังคำพิพากษาวันที่ 18 ธ.ค.นี้ เวลา 09.00 น.

นายปานเทพกล่าวต่อว่า การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรเป็นการใช้สิทธิต่อต้านการได้มาซึ่งอำนาจโดยมิชอบตามรัฐธรรมนูญของรัฐบาลในยุคนั้น ที่ทำให้มีการยุบพรรคพลังประชาชน 2 ธ.ค.2551 และหยุดยั้งการพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้างคดีทุจริตคอร์รัปชั่น ยกเลิกคดียุบพรรคการเมืองหลังจากที่ผ่านการเลือกตั้งไปแล้ว ส่วนการชุมนุมในเหตุการณ์นั้นจะเป็นอย่างไรก็จะมีรายละเอียดในคำเบิกความ แต่การชุมนุมในช่วงนั้นประสบความสำเร็จเป็นที่มีมาของการทำให้คดีทุจริตคอร์รัปชั่นเดินหน้าไปได้ จนยุติไปแล้ว 12 คดีมีผู้ถูกจำคุกหลายคน รวมทั้ง นายทักษิณ ชินวัตร ด้วย

นายปานเทพกล่าวว่า เราจึงเชื่อด้วยความบริสุทธิ์ใจว่าทำหน้าที่ต่อต้านการได้มาซึ่งอำนาจโดยมิชอบตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ขณะเดียวกันก็ต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น เราเชื่อและมั่นใจว่าสิ่งที่เราทำไม่ได้เป็นเพียงเสรีภาพการชุมนุม แต่เป็นการทำหน้าที่รักษาประโยชน์ของชาติ ซึ่งเป็นหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ

ภายหลังยื่นคำเบิกความแล้ว นายปานเทพกล่าวว่า ได้ยื่นคำเบิกความซึ่งวันนี้พนักงานอัยการได้อ่านและมีการซักค้านเป็นที่เรียบร้อย โดยศาลนัดพร้อมจำเลยทุกคนในวันที่ 20 ธ.ค.นี้ เพื่อจะกำหนดนัดฟังพิพากษาคาดว่าจะเป็นช่วงเดือนมีนาคมปีหน้า สำหรับรายละเอียดคำเบิกความเป็นลายลักษณ์อักษรที่ยื่นต่อศาลในวันนี้เป็นเอกสาร จำนวน 100 กว่าหน้า แบ่งเป็น 10 ข้อ

ข้อแรกคือ การต่อต้านของกลุ่มพันธมิตรเป็นการต่อต้านพรรคพลังประชาชนที่สืบทอดอำนาจจากพรรคไทยรักไทย เพราะมีการทุจริตคอร์รัปชั่น ซึ่งมีคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวข้องกับนายทักษิณ กับพวก รวม 12 คดี มูลค่านับเกือบ 1 แสนล้านบาท ฉะนั้น การที่พันธมิตรคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 309 ยกเลิกอำนาจ คตส.ที่เคยตรวจสอบเอาไว้ จึงเท่ากับพันธมิตรคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อล้างความผิดให้กับนายทักษิณ เท่ากับว่าพันธมิตรฯทำหน้าที่ของประชาชนชาวไทย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 71

ข้อที่ 2 การที่พันธมิตรต่อต้านทั้งสองพรรคดังกล่าว เพราะได้อำนาจโดยไม่เป็นไปตามวิธีการที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ กลุ่มพันธมิตรจึงอาศัยสิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญตามมาตรา 69 ต่อต้านผู้ได้อำนาจมาจากการโกงเลือกตั้ง ซึ่งมีคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญให้ยุบพรรคพลังประชาชน และก่อนหน้านั้นก็ยุบพรรคไทยรักไทยด้วยข้อหาเดียวกัน

ข้อที่ 3 กลุ่มพันธมิตรต่อต้านรัฐบาลเป็นไปโดยสุจริตและเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งเคยมีคำพิพากษาศาลฎีกา คดีที่นายทักษิณยื่นฟ้องพันธมิตร 2 คดี เมื่อปี 2551 ซึ่งเราชนะทั้งสองคดี โดยคำพิพากษาระบุว่าสิ่งที่เราได้แถลงไม่เกินเลยจากความเป็นจริง นอกจากนี้ ยังมีคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ให้พันธมิตรชนะคดีการสลายการชุมนุม 7 ตุลา 2551 และคดีที่อัยการฟ้องพันธมิตรฯชุมนุมที่รัฐสภา ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นยกฟ้อง

ข้อที่ 4 กลุ่มพันธมิตรชุมนุมโดยมีเนื้อหาปกป้อง 3 สถาบันหลัก เช่น การปกป้องอธิปไตยของชาติโดยการแถลงคัดค้านแถลงการร่วมไทย-กัมพูชา เมื่อปี 2551 ที่กระทำโดยมิชอบ สุ่มเสี่ยงต่อการสูญเสียอาณาเขต คดีนี้ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินว่าเป็นการกระทำขัดต่อรัฐธรรมนูญ แปลว่าเราทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ

ข้อที่ 5 การใช้สิทธิในการต่อต้านรัฐบาล เราใช้เครื่องมือด้วยการชุมนุมสาธารณะเมื่อปี 2551 ที่ยังไม่มี พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ รัฐธรรมนูญกำหนดว่าถ้าไม่มีกฎหมายเฉพาะกาล และจะอาศัยกฎหมายฉบับอื่นมาลงโทษ เพราะไม่มี พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะจะกระทำไม่ได้

ข้อที่ 6 มีใช้อำนาจบิดเบือน แทรกแซงกระบวนการยุติธรรม เช่น แก้ไขรัฐธรรมนูญ ฟ้องกลุ่มพันธมิตรโยกย้ายอธิบดีดีเอสไอ ข้าราชการตำรวจ และคดีถุงขนมละเมิดอำนาจศาล และคดีปลอดแปลงเอกสาร ก.ก.ต.หวังช่วยคดีซื้อเสียง การที่พันธมิตรชุมนุมและแถลงการณ์จึงสมควรแก่เหตุ

ข้อที่ 7 กลุ่มพันธมิตรทำตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งแถลงการณ์ 29 ฉบับของพันธมิตรยึดสันติวิธี ปราศจากอาวุธและเรียกร้องให้ตำรวจจับกุมผู้กระทำความผิด

ข้อที่ 8 กลุ่มพันธมิตรไม่ได้ความคุ้มครองสิทธิและความปลอดภัยในการชุมนุม เนื่องมีระเบิดเอ็ม 79 และยิงปืนอาก้า ทำร้ายผู้ชุมนุมบาดเจ็บ แขน ขาขาด และเสียชีวิตจำนวนมาก

ข้อที่ 9 การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรไม่เป็นเหตุผลที่แท้จริงของการปิดสนามบินทั้งทางกายภาพในการใช้พื้นที่ทั้งสนามบินดอนเมืองและสุวรรณภูมิ เป็นพื้นที่จราจรหน้าอาคารผู้โดยสาร ไม่กระทบต่อการบิน รวมถึงมีหนังสือของ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ขอให้มีการเปิดสนามบิน เพราะพื้นที่การชุมนุมไม่กระทบต่อการบิน ดังนั้น เราได้พบว่าหลังจากนั้นก็ยังมีการใช้พื้นที่เดียวกันชุมนุมอีก 5 ครั้ง แต่ไม่เคยมีการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

ข้อที่ 10 พนักงานสอบสวนไม่ได้รวบรวมพยานหลักฐานรอบด้าน รวมถึงมีการเปลี่ยนหัวหน้าพนักงานสอบสวนที่เห็นว่าการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรไม่ได้กระทำผิด จากการซักค้านเรายังได้พบอีกว่า พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ไม่ได้ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาภายใน 48 ชั่วโมง ฉะนั้น จะมาเอาผิดผู้ชุมนุมตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินได้อย่างไร

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image