หน้าแรก การเมือง ส่องนานาทรรศน...

ส่องนานาทรรศนะความเห็นนักการเมือง แจกเงินดิจิทัล 5 แสนล.

22.11.23 | 18:38 น.

ส่องนานาทรรศนะความเห็นนักการเมือง แจกเงินดิจิทัล 5 แสนล.

ดูเหมือนว่า จนถึงขณะนี้แรงถาโถมการคัดค้านการกู้เงิน 5 แสนล้าน เพื่อนำมาใช้ในโครงการดิจิทัลวอลเล็ต ของรัฐบาลยังเป็นกระแสแรง ที่หลายฝ่ายโดยเฉพาะฝ่ายการเมืองไม่เห็นด้วย ขณะที่ท่าทีของพรรคร่วมก็ยังแบ่งรับแบ่งสู้ พร้อมบอกว่าหากเป็นเรื่องถูกกฎหมายก็พร้อมที่สนับสนุน

แกนนำฝ่ายค้านขอความชัดเจน-มั่นใจกฤษฎีกาไม่เห็นด้วย

โดยในเรื่องนี้ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ได้ออกมาเรียกร้องให้ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ออกมาชี้แจงถึงแหล่งเงินที่จะใช้ เพราะมองว่า พ.ร.บ.กู้เงินไม่น่าจะผ่าน เพราะเชื่อว่าคณะกรรมการกฤษฎีกาไม่น่าจะเห็นด้วย เพราะกระทบในหลายๆเรื่อง อีกทั้งจนถึงตอนนี้รัฐบาลยังไม่มีคำตอบใดๆ ออกมาว่าเหตุใดจึงยังเดินหน้าโครงการต่อ เพราะการออก พ.ร.บ.เงินกู้ อาจขัดต่อ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง ทำไมพรรคเพื่อไทย (พท.) และรัฐบาลจึงคิดทำต่อ

“ขอให้รัฐบาลช่วยตอบให้ตรงประเด็นว่าทำไม พ.ร.บ.กู้เงิน จึงจะไม่ผิดกฎหมาย และควรจะเปิดความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา เปิดเผยรายงานการประชุมทั้งในชั้นคณะอนุกรรมการ และคณะกรรมการดิจิทัลวอลเล็ตชุดใหญ่ เพื่อให้รู้เหตุผลว่าทำไมถึงไม่ผิดกฎหมาย หากเปิดเรื่องก็จบ แต่รัฐบาลก็ยังไม่ยอมทำ และที่ระบุว่า ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เสนอให้ออก พ.ร.บ.เงินกู้ด้วย ก็ยิ่งต้องไปดูรายงานของคณะกรรมการชุดใหญ่ว่ามีมติอย่างไร ถึงให้ออก พ.ร.บ.เงินกู้ ส่วนเรื่องการชดใช้เงินกู้ให้หมดภายใน 4 ปี ปีแรกมาแล้วแสนกว่าล้านบาท ดอกเบี้ยอีกหมื่นล้านมาแน่นอน และในการพิจารณางบประมาณปี 2568 คิดว่าการใช้คืนหนี้สูงมาก มีทั้งดอกเบี้ยเดิมและดอกเบี้ยใหม่ ขณะที่รัฐจัดเก็บรายได้ได้เพียง 20% ทำให้จัดงบประมาณปี 2568 ได้ยากลำบาก รวมถึงรายได้ที่คิดว่าจะมาจากดิจิทัลวอลเล็ตก็จะไม่ทัน ประชาชนเดือดร้อนแน่ๆ” น.ส.ศิริกัญญากล่าว

Advertisement

พร้อมกันนี้ น.ส.ศิริกัญญา ได้เทียบกรณีดังกล่าวกับ พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล. ใน สมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่าผิดกฎหมาย ดังนั้นรัฐบาลปัจจุบันจึงไม่สามารถอ้างว่าไม่รู้ เพราะคำวินิจฉัยของศาลปี 2557 ก็เป็นกรณีแบบเดียวกัน ที่ผ่านมายังไม่มีการถกเถียงกันเลยว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนอย่างไร เรายังรออยู่ แต่ก็ไม่มีเสียงตอบรับใดๆ มีแต่บอกว่ารักประชาชน บริสุทธิ์ใจ มุ่งมั่น

ถามหาความเร่งด่วน วอนรัฐบาลอย่าบิดเบือน

“ที่รัฐบาลพยายามบอกว่าประเทศกำลังมีวิกฤตนั้น เห็นว่าเป็นวิกฤตที่เกิดขึ้นในระยะยาว เป็นปัญหาเรื้อรัง ซึ่งไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในการแก้ไขปัญหาด้วยการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นได้เลย นโยบายนี้ถูกคิดขึ้นมาตั้งแต่มีนาคม เมษายน ปีนี้จะถูกนำไปใช้จริงปีหน้า สรุปแล้ววิกฤตเกิดขึ้นตอนไหนกันแน่ แล้วเร่งด่วนจรงิหรือไม่ เพราะเรื่องนี้อาจใช้เวลาเป็นปี เพราะเมื่อเลือกที่จะออกร่าง พ.ร.บ.ยิ่งต้องใช้เวลาในสภา จึงถามว่าความจำเป็นเร่งด่วนอยู่ตรงไหน และขออย่าบิดเบือน”

และมองว่าไม่ใช่เรื่องของการเอาชนะ แต่น่าจะเป็นการรักษาคำพูด ซึ่งน่าจะเป็นจุดอ่อนของรัฐบาลชุดนี้ หลังจากที่ไม่ได้รักษาคำพูดมาแล้วครั้งหนึ่งตอนร่วมรัฐบาลและตั้งรัฐบาลมา จึงจำเป็นต้องฟื้นความเชื่อมั่นว่าต้องทำตามที่พูดที่ได้หาเสียงไว้ได้ ซึ่งเป็นบททดสอบที่สำคัญ อาจจะแพ้ไม่ได้เช่นเดียวกัน จึงเป็นปัญหาหนักใจเพราะตอนคิดโครงการคิดมาไม่ถี่ถ้วน โดยตอนคิดยังบอกว่าใช้เงินจากงบประมาณ ซึ่งเห็นว่าไม่มีทางเป็นไปได้ และพอหลังพิงฝาแล้วไม่มีทางออกจึงคิดเป็นอื่นไม่ได้ว่าไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากหาทางลง

เตือนอย่าฝันหวานระวังพายุหมุนแบบทำลายล้าง 

ขณะที่นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็ออกมาโพสต์เรื่องดังกล่าว ระบุว่า การที่ รมช.คลัง และทีมเศรษฐกิจเพื่อไทย ชี้แจงว่า จะทยอยให้ร้านค้าแลกคืนเงินดิจิทัล เป็นเงินสด เป็นรอบ ๆ โดยแบ่งเป็น 3 ปี ถึงปี 2570 ต้องชมว่า เป็นวิธีการคิดแบบธุรกิจที่แยบยลและเป็นผลดีต่อฐานะการเงินการคลังของประเทศ เพราะแม้รัฐบาลจะมี พ.ร.บ.เงินกู้ที่ผ่านสภา แต่เรื่องอะไรต้องรีบกู้ทั้งก้อนให้เสียดอกเบี้ยเป็นหลายหมื่นล้าน สู้ล็อกตัวเลขให้แลกคืนปีละ 100,000 – 200,000 ล้าน แล้วทยอยกู้ไม่ต้องแบกดอกไม่ดีกว่าหรือ รอบใช้จ่ายแรกของประชาชน 6 เดือน กว่าที่ร้านค้าในระบบภาษีจะรวบรวมเงินมาแลกก็น่าจะเป็นต้นปี 2568 และหากกำหนดโควตาให้แลกปีละเท่าโน้นเท่านี้ ตั้งงบประมาณแต่ละปีมาใช้คืนสบายมาก

แต่ในมุมของคนรับผิดชอบการเงินของประเทศ เช่น ธปท. ที่ดูแล พ.ร.บ.เงินตรา อาจคิดต่างว่า เมื่อจะแจกเงิน ก็ต้องมีเงินจริงอยู่เท่าที่แจก ไม่ใช่เงินในอากาศแล้วมากู้ภายหลัง และการที่กำหนดให้ร้านค้าทยอยแลกคืนในเวลา 3 ปีนั้น เชื่อว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะคงไม่มีใครอยากถือเงินดิจิทัล ดังนั้นเมื่อร้านค้ารับเงินดิจิทัลมาแล้วก็จะต้องรีบแลกคืนเป็นเงินบาทจริงแน่นอน และเชื่อว่าจะแลกคืนพร้อมกันในปีแรก และหากรัฐบาลไม่มีเงินบาทจริงมารองรับ จินตนาการภาพพายุหมุนแบบทำลายล้างรุนแรงได้เลย

นายกย้ำอย่าใช้ความตั้งใจที่บริสุทธิ์มาสร้างความสับสนให้ปชช.

เมื่อกระแสคัดค้านออกมาต่อเนื่อง นายกรัฐมนตรีก็อดรนทนไม่ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่าน X (ทวิตเตอร์) ว่า “อย่าเอามาตรฐานความคิดของตัวเองมาหวังว่าคนอื่นเขาจะเป็นเหมือนกัน อย่ามองความตั้งใจที่บริสุทธิ์ และความมุ่งมั่นของรัฐบาลที่จะยกระดับความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน มาเป็นมุมการเมืองที่สร้างความสับสนให้กับประชาชนเลยครับ”

ทีมเพื่อไทยปะฉะดะคนคัดค้าน

ขณะที่ ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่ากระทรวงพาณิชย์ หนึ่งในแกนนำสำคัญของพรรคเพื่อไทย ระบุว่า หากเสียงวิจารณ์โครงการดิจิทัลวอลเล็ตเป็นประโยชน์กับประเทศและประชาชน รัฐบาลยินดีรับฟัง แต่หากจะวิจารณ์แค่ว่าเราผิด หรือแค่หาทางลงนั้น ไม่อยากให้คิดแค่เพียงนำความได้เปรียบทางการเมืองมาดิสเครดิตรัฐบาล และบอกว่าได้นำเรื่องดังกล่าวส่งคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว รอคำตอบอยู่

นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ระบุว่ายืนยันว่าเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาไม่ได้บอกว่าไม่เห็นด้วยแล้วขอให้บันทึกการประชุม แต่พูดตอนท้ายการประชุมว่ามีหน้าที่ดูแลทุกอย่างให้ถูกต้องตามกฎหมาย และปกป้องทุกคนในที่ประชุม โดยจะนำเรื่องไปหารือในคณะกรรมการกฤษฎีกา

วิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกรัฐมนตรี ในฐานะคณะกรรมการกฤษฎีกา หากส่งเรื่องนี้มาที่กฤษฎีกาก็ต้องไปที่คณะอื่นไม่ใช่คณะที่ตนนั่งอยู่ ส่วนสอบถามความเห็นว่าหากว่าออกเป็น พ.ร.บ.กู้เงิน ก็ทำได้ แต่จะผ่านสภาหรือไม่ หรือว่าอาจมีคนขอส่งศาลรัฐธรรมนูญตอนหลังก็ทำได้ เหมือนการออกกฎหมายทั่วไป

กฤษฎีกายังไม่ได้รับหนังสือสอบถาม

และจากการที่ฝ่ายรัฐบาลบอกว่าเรื่องนี้อยู่ที่คณะกรรมการกฤษฎีกาแล้วนั้น ทำให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตกเป็นเป้าถูกกระตีว่าทำงานล่าช้า ไม่ตอบคำถามรัฐบาลซะทีว่าสามารถกู้เงินมาแจกได้หรือไม่ จนทำให้ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ถึงกับออกโรงชี้แจงเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวว่า คณะกรรมการกฤษฎีกายังไม่ได้เรื่องจากทางรัฐบาลเลย โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 21 พ.ย.ที่ผ่านมา ได้สอบถาม นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังไปแล้ว ซึ่งนายจุลพันธ์บอกว่ากำลังดูอยู่ ยังไม่ได้ส่งให้ พร้อมกันนี้ นายปกรณ์ อธิบายขั้นตอนว่า เมื่อคณะกรรมการดิจิทัลวอลเล็ตชุดใหญ่ มีมติให้กระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นฝ่ายเลขานุการ ถามมาที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาว่าจะสามารถกู้ได้หรือไม่ได้เท่านั้น โดยมติมีเพียงแค่นั้น ยังไม่ได้ไปถึงขั้นตอนการยกร่างกฏหมาย เมื่อกระทรวงการคลังส่งคำถามมาแล้วจะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา ตามปกติ ไม่ต้องตั้งคณะกรรมการชุดพิเศษแต่อย่างใด ทุกอย่างเป็นไปอย่างตรงไปตรงมา ถ้าเข้าเงื่อนไขก็สามารถทำได้ ถ้าไม่เข้าเงื่อนไขก็ทำไม่ได้ คำตอบมีเพียงเท่านั้น หากสามารถทำได้ก็จะเป็นการยกร่างกฏหมายอีกขั้นตอนหนึ่ง

“เมื่อเช้า (21 พ.ย.) ผมทวงถามจากรัฐมนตรีเรื่องนี้ เพราะผมถูกด่าว่าทำงานช้า ทั้งที่เรื่องยังไม่ส่งมาถึงผม ทางสภาพัฒน์ก็รอ เพราะนึกว่าเรื่องได้ส่งมาที่ผมแล้ว ทุกคนคิดแบบนี้ ” นายปกรณ์ กล่าว

กู้ได้หรือไม่ รบ. ต้องคิดเองกฤษฎีกาไม่มีหน้าที่ให้คำแนะนำ

ส่วนเรื่องเหตุผลจะกู้ได้ไม่ได้เป็นเรื่องของรัฐบาลที่ต้องคิด ไม่ใช่เรื่องของตน และคณะกรรมการกฤษฎีกา ให้คำแนะนำไม่ได้เพราะไม่ใช่นักการเมือง แต่เป็นนักกฏหมาย โดยกฎหมายที่จะนำมาพิจารณาประกอบพิจารณามีทั้งรัฐธรรมนูญ เรื่องการจ่ายเงินแผ่นดิน และยังมีกฏหมายหลายฉบับประกอบ เช่น กฎหมายงบประมาณ กฎหมายการเงินการคลัง กฎหมายหนี้สาธารณะ พ.ร.บ.เงินตรา จึงไม่สามารถตอบแทนได้ว่าวิกฤตหรือไม่วิกฤตเรื่องวิกฤตหรือไม่วิกฤตไม่ใช่หน้าที่ของกฤษฎีกา แต่เป็นหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีที่จะหาข้อมูลมาสนับสนุน ที่โต้เถียงกันก็ไม่รู้

เท่ากับว่า หากเรื่องถึงมือกฤษฎีกาแล้ว ผู้ที่ต้องทำการวินิจฉัยคือ คณะกรรมการกฤษฎีกา คณะที่ 12 เพราะ เป็นคณะที่รับผิดชอบด้านกฏหมายที่เกี่ยวกับการเงินการคลังโดยตรง โดยบอร์ดชุดนี้ จะประกอบด้วย “9 ผู้อาวุโส” โดยมี พนัส สิมะเสถียร อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในรัฐบาลอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธาน

ส่วนความเห็นจะออกมาเป็นเช่นไรนั้น ก็อยู่ที่รัฐบาลว่าจะสามารถนำเหตุผลมาประกอบคำอธิบายประกอบการออก พ.ร.บ.กู้เงิน ได้มากน้อยแค่ไหน แม้ว่าล่าสุด ตัวเลขการขยายตัวเศรษฐกิจ (จีดีพี) ไตรมาส 3 ปีนี้ ที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประกาศออกมาอยู่ที่ 1.5% ขณะที่ 9 เดือน (มกราคม-กันยายน 2566) ขยายตัวที่ 1.9% ทำให้ สศช.ปรับลดเป้าจีดีพีทั้งปี 2566 เหลือแค่ 2.5% จากเดิมประเมินว่า เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้อยู่ในกรอบ 2.5-3% นับว่าเป็นตัวเลขที่ต่ำกว่าปี 2565 ที่โต 2.6% และคาดการณ์จีดีพีปี 67 ขยายตัว 2.7-3.7%

และในเรื่องนี้ นายกรัฐมนตรี ระบุว่า “ทุกอย่างเลวร้ายกว่าที่คิดไว้เยอะ” และเมื่อตัวเลขบ่งบอกชัดเจน และจุดยืนของผมก็ชัดเจนว่า “วิกฤตและจำเป็นครับ”

ก็ต้องลุ้นกันว่าเหตุผลนี้จะหนักแน่นและชัดเจนเพียงพอ ที่จะทำให้คณะกรรมการกฤษฎีกาคณะที่ 12 ซึ่งล้วนเป็นมืออรหันต์ด้านการเงินการคลัง จะคล้อยตาม หรือเห็นถึงความจำเป็นที่ต้องออก พ.ร.บ.กู้เงิน 500,000 ล้านบาท มาแจกหรือไม่!

อ่านเพิ่มเติม:เปิดปูม 9 อรหันต์ ‘กฤษฎีกา คณะ 12’ ด่านแรกชี้ชะตา พ.ร.บ.เงินกู้ 5 แสนล้าน

เรื่องกู้ 5 แสนล. ยังไม่ถึงมือ ‘กฤษฎีกา’ โอด โดนถล่มเละ ถูกหาทำงานช้า