‘ปานปรีย์’ แย้มจ่อชงขึ้นเงินเดือน ขรก.เข้า ครม.28 พ.ย.นี้ ‘เอสเอ็มอี’ แนะสูตรแก้หนี้จ่ายครบ 15% แล้วโละดอกได้
เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) กล่าวถึงความคืบหน้าการพิจารณาแนวทางปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการ ตามข้อสั่งการนายกรัฐมนตรีว่า ใกล้แล้ว อีก 1-2 วัน น่าจะเสร็จ และคาดว่าจะนำเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ในวันที่ 28 พฤศจิกายนนี้
นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย กล่าวถึงนโยบายนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในการแก้หนี้ทั้งระบบว่า สมาพันธ์มีข้อเสนอการลดหนี้ทั้งระบบควรยกเป็นวาระแห่งชาติ เพื่อให้เกิดการบูรณาการและแก้หลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขที่เป็นอุปสรรค ควรมีกระบวนการอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ตั้งแต่ 1.ตรวจสอบรายละเอียดทุกด้านของระบบหนี้ของไทย แยกเป็น 4 ส่วนคือ หนี้ในระบบสถาบันการเงิน หนี้ในกองทุนในรูปแบบต่างๆ เช่น กองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีประชารัฐ เงินกู้ตามสหกรณ์ หนี้ฟิโกนาโน นาโนไฟแนนซ์ สถาบันการเงินที่ไม่ใช่แบงก์ และหนี้นอกระบบ เพื่อให้รู้ว่าหนี้ทั้งระบบเป็นอย่างไร 2.จากนั้นก็ให้ผู้เป็นหนี้นอกระบบขึ้นทะเบียน โดยรัฐบาลผลักดันกระบวนการไกล่เกลี่ยหนี้หรือจัดหาทนายช่วยไกล่เกลี่ยและประนอมหนี้ รวมถึงรัฐควรสร้างแรงจูงใจให้นายทุนปล่อยกู้ในท้องถิ่นด้วย
“ได้คุยกับเอสเอ็มอีในท้องถิ่นที่ต้องเข้ากู้เงินนอกระบบในช่วงหลังเกิดโควิดระบาดที่ประสบปัญหาขาดรายได้ ขาดสภาพคล่องการเงิน ไม่อาจเข้าถึงระบบกู้ในระบบได้ อยากให้มีระบบแสดงตนของหนี้นอกระบบ และเปิดไกล่เกลี่ยกับนายทุนปล่อยกู้ พร้อมกับปรับจากหนี้นอกระบบเป็นหนี้ในระบบ ที่มีมาตรฐานและลดการเหลื่อมล้ำ เช่น ตอนนี้รายเล็กแม้เป็นหนี้ในระบบก็ถูกคิดดอกเบี้ยสูงกว่ารายใหญ่และรายกลาง ที่มีช่องห่างกันถึง 7-8% ขณะที่ต่างประเทศมีช่วงห่างไม่ถึง 4-5% ค่าเฉลี่ยดอกเบี้ยของเอสเอ็มอีเกิน 10-15% หรืออาจถึง 20-22% แต่เอสเอ็มอีรับได้ไม่เกิน 8% ต่อปี แต่ผู้มีรายได้น้อยฝากเงินได้ดอกเบี้ยแค่ 0.3-2.5% เราเห็นว่าจะแก้ปัญหาหนี้ในระยะยาวและไม่ก่อหนี้ใหม่ คือ เจรจาให้สถาบันการเงินและเจ้าหนี้ที่ได้เงินต้นและดอกเบี้ยที่ต้องเสียเกิน 15% แล้ว ให้การผ่อนจากนี้เหลือแต่เงินต้นคงค้างอย่างเดียว เป็นการเพิ่มสภาพคล่องและเติมเงินเข้าระบบโดยอัตโนมัติ เพิ่มโอกาสรอดของเอสเอ็มอีและรายย่อยทั่วไป เพราะคนเป็นหนี้นอกระบบไม่ใช่แค่เกษตรกร เอสเอ็มอี แต่ขยายวงไปถึงภาคแรงงาน ข้าราชการ หรือรัฐวิสาหกิจด้วย” นายแสงชัยกล่าว
นายแสงชัยกล่าวต่อว่า 3.เมื่อไกล่เกลี่ยหนี้คงค้างได้แล้ว เพื่อลดการเป็นหนี้ใหม่ รัฐควรเน้นพัฒนาคน คือ รู้ใช้ดิจิทัลเทคโนโลยี รู้การจัดการบริหารการเงินรายวัน 4.ลดอุปสรรค เช่น ปรับระบบการค้า ทั้งเรื่องเครดิตเทอม ทุกวันนี้ผู้ประกอบการรายย่อยกว่าจะได้เงินต้องรอ 90 วัน จึงควรให้ชำระค่าสินค้าให้รายย่อยได้เร็วขึ้น ให้แพคเกจพิเศษลดภาระภาษีแวตกับรายย่อย นำระบบภาษีมาจูงใจ เป็นต้น

