หน้าแรก การเมือง โรม อัดภูมิธร...

โรม อัดภูมิธรรม เบี่ยงปมร้อน ฝากตร. ขอบคุณเศรษฐา ชี้เบาะแสชัด ระบบอุปถัมภ์ยังอยู่

24.11.23 | 20:41 น.

“โรม“ ยัน ‘ตั๋วการเมือง’ มีแน่ ถามหาสปิริต “เศรษฐา” ปม หลุดปากแต่งตั้งผู้กำกับกลางที่ประชุม ส.ส.เพื่อไทย เผย เชิญเข้าชี้แจง กมธ.ความมั่นคง 7 ธ.ค.นี้

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 24 พฤศจิกายน 2566 ที่พรรคก้าวไกล นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล กล่าวถึงกรณีตั๋วเพื่อไทย ภายหลัง นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในที่ประชุม ส.ส.พรรคเพื่อไทย เรื่องการขอแต่งตั้งตำรวจระดับผู้กำกับการว่า ถ้าฟังจากนายเศรษฐาทั้งหมด ที่ตอนนี้ใช้วิธีการเงียบ ขณะนี้ข้อมูลที่ตนได้รับจากนาตาชา ทั้งหลายค่อนข้างยืนยันไปในทิศทางเดียวกันว่า ตั๋วการเมืองมีแน่ แต่มีมากน้อยแค่ไหน เดี๋ยวเราคงจะได้เห็นกัน หลังจากโผออกมา ตนไม่ได้เป็นคนเห็นโผ จึงยังตอบไม่ได้ว่าสุดท้ายจะจบแบบไหน แต่ถ้าโผออก คงจะเห็นความชัดเจน

นายรังสิมันต์กล่าวต่อว่า แต่ถ้าตอบคำถามว่า ตั๋วเพื่อไทย จะเป็นไซซ์ไหน ตนขอจัดตั๋วเอาไว้ 5 ประเภท คือ ตั๋วช้าง, ตั๋ว สร.1 หรือตั๋วนายกฯ, ตั๋ว ผบ.ตร., ตั๋วนาย และตั๋วอื่นๆ ที่ยังไม่สามารถจัดประเภทชัดเจนได้ ประเด็นคือ ตั๋ว สร.1 มากแค่ไหน ก็เกือบจะที่สุด เนื่องจากโดยมากแล้ว เป็นสิ่งที่ถ้าขอก็มักจะได้ ขึ้น อยู่กับว่า สร.1 จะเอาแค่ไหน บางครั้งอาจจะจดว่า คนนี้ต้องได้ บางครั้งก็อาจจะจดว่า คนนี้ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ซึ่งตนก็ไม่รู้ว่าตั๋วเพื่อไทยในรอบนี้นายกฯทำแบบไหน คงต้องติดตามกัน ในวันที่ 7 ธันวาคมนี้ ที่จะถึงนี้ ซึ่งจะมีการเชิญนายกฯเข้ามาชี้แจงต่อ กมธ.ความมั่นคงฯ

เมื่อถามถึงลักษณะการตรวจสอบ ระหว่าง ‘ตั๋ว สร.1’ และ ‘ตั๋วเพื่อไทย’ จะมีการเฉพาะเจาะจงไปในพื้นที่ของ ส.ส.พรรคเพื่อไทยหรือไม่ นายรังสิมันต์กล่าวย้ำว่า รอดูโผก่อนดีกว่า ตนรอฟังจากแหล่งข่าวภายใน ยังไม่อยากสรุป แล้วจึงค่อยนำมาเทียบกัน ถ้ามีคำชี้แนะจากนาตาชาทั้งหลายที่อยู่ตามองค์กรตำรวจมาเป็นแนวทางว่า ควรจะดูที่ตรงไหน ก็จะช่วยให้เราตรวจสอบ และทำงานได้เร็วขึ้น

เมื่อถามว่า การแสดงท่าทีของนายกฯ ควรมีมาตรฐานอย่างไรบ้าง เนื่องจากการชี้แจงที่ผ่านมายังไม่มีความชัดเจน และทำให้บางฝ่ายเรียกร้องให้มีการลาออก นายรังสิมันต์มองว่า คำพูดของนายกฯชัดเจนว่า หมายถึงเรื่องตั๋ว และตนเองก็เกี่ยวข้องกับการฝากตั๋ว โดยที่มาก็อาจจะมาจาก ส.ส.ของพรรคตัวเอง แบ่งได้สองทางคือ 1.คำพูดของนายกฯน่าเชื่อถือ เป็นไปตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ซึ่งตนก็มองไปในทิศทางนี้ว่า นายกฯคงจะรู้ว่าใครสมหวัง หรือไม่สมหวัง จึงสามารถพูดได้ และหากเป็นเช่นนั้นจริง ก็คงเป็นไปตามกระบวนการของกฎหมาย 2.ถ้านายกฯประกาศต่อสังคมว่าโกหก ตนเองไม่น่าเชื่อถือ ต้องการแค่อวดรู้ พูดส่งเดชไปอย่างนั้น เราก็อาจเอาผิดนายกฯไม่ได้

Advertisement

“ถ้านายกฯบอกว่า ผมเป็นคนน่าเชื่อถือ ผมพูดอะไรมา ผมต้องมีข้อเท็จจริงก่อน ผมมีสติสัมปชัญญะในการพูด เราไม่ได้มีคนวิกลจริตเป็นนายกฯ ถ้าเป็นในลักษณะแบบนั้น นายกฯก็ต้องรับผิดชอบ เพราะคำพูดของนายกฯ คือหลักฐานที่มัดตัวนายกฯเอง ซึ่งแน่นอนว่าก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย” นายรังสิมันต์กล่าว

นายรังสิมันต์กล่าวอีกว่า คำถามคือ คุณใช้มาตรฐานไหน ความผิดที่ชัดเจนแบบนี้ ถ้าเป็นปกติของประเทศที่มีอารยะ ถ้าเจออะไรที่เป็นความผิดมาก นายกฯก็จะมีความรับผิดชอบทางการเมืองหน่อย บางประเทศก็อาจจะลาออก ผิดกฎหมายหรือเปล่าไม่รู้ แต่กรณีนี้หนักที่เป็นกรณีของระบบอุปถัมภ์ เป็นกรณีที่ขัดแย้งต่อสิ่งที่นายกฯได้หาเสียงเอาไว้ตอนหาเสียง แล้วผิดกฎหมายด้วย คำถามคือ นายกฯยังมีสปิริต และแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองที่จะลาออกไหม เป็นเรื่องของนายกฯที่ต้องตัดสินใจ และเป็นสิ่งที่เราจะต้องใช้เป็นตัววัดคุณภาพของนายกฯคนนี้

“นายกฯจะเดินต่อไปก็ได้ ในแง่กระบวนการทางกฎหมาย รอฝ่ายค้านหารือหลัง กมธ.ความมั่นคงฯเรียกนายกฯเข้ามาก่อน แล้วจึงตัดสินใจว่าจะเดินไปอย่างไร แน่นอนว่าช่องทางการตรวจสอบตรงนี้ ไม่ได้มีเฉพาะในส่วนของฝ่ายค้าน ตนเข้าใจว่า ก็มีบางคนไปร้องต่อองค์กรอิสระต่างๆ แล้ว แต่ก็ต้องไปดูว่ากระบวนการตรวจสอบจะใช้กับนายกฯคนนี้ได้หรือไม่” นายรังสิมันต์กล่าว

เมื่อถามถึงคำคาดหวังส่วนตัว ต่อการแสดงความรับผิดชอบของนายกฯ นายรังสิมันต์กล่าวว่า ทุกวันนี้ยังใช้วิธีการเงียบอยู่เลย ตนไม่เห็นถึงความรู้สึกผิดต่อการพูดเรื่องนี้เลย ถ้าพูดถึงผู้นำประเทศแล้วคุณรู้เห็นกับระบบอุปถัมภ์ ที่มันทำร้ายคนเยอะมากขณะนี้ ซึ่งคุณปล่อยผ่านไป แล้วพูดอย่างหน้าชื่นตาบาน ถ้าผมมาดูตัวเองในวิดีโอแบบนี้ ผมคงรู้สึกผิด แต่ผมไม่รู้ว่านายกฯผู้นี้ยังไง

นายรังสิมันต์กล่าวต่อว่า เพราะในวันถัดมา ก็เป็นการไปชี้แจงข้างๆ คูๆ ไปพูดถึงเรื่องความบ้าง ไม่ใช่เรื่องคน ทั้งๆ ที่เป็นแค่ข้อแก้ตัวที่ฟังไม่ขึ้น สิ่งเดียวที่นายกฯอาจจะพอพูดได้แล้วฟังขึ้น คือพูดออกมาเลยว่า “ผมเป็นคนไม่น่าเชื่อถือ ผมพูดโกหก ผมต้องการโชว์ เพื่อจะเอาใจ ส.ส.เพื่อไทย” สังคมจะได้รู้ว่าคนคนนี้ เป็นคนที่พูดอะไรแล้วสังคมไม่ควรจะให้คุณค่า จะเอาแบบนั้นหรือไม่

นายรังสิมันต์กล่าวถึงความรู้สึกตัวเองว่า สำหรับตนค่อนข้างผิดหวัง ในฐานะที่ติดตามเรื่องนี้ เพราะทุกครั้งที่ตนสัมผัสกับตำรวจชั้นผู้น้อย ตนรู้ดีว่าพวกเขามีความรู้สึกเจ็บปวดอย่างไร เขาไม่ได้อยากทำ เขาอยู่ในระบบที่มันแย่ขนาดไหน ซึ่งเมื่อตนเข้ามาเป็นนักการเมือง ตนก็มีโอกาสที่จะสามารถพูดแทนพวกเขา แล้วมันน่าผิดหวังกับรัฐบาลพลเรือนขนาดไหน แม้ตำรวจหลายท่านอาจจะไม่ได้มีโอกาส ไม่ได้เลือกนายเศรษฐามาเป็นนายกฯ แต่เขาก็มีความหวังเล็กๆ ว่า มันน่าจะดีกว่ารอบที่แล้ว สุดท้ายรอบนี้กลับโฉ่งฉ่างกว่าเดิมด้วยซ้ำ ทั้งๆ ที่เรามี พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ตำรวจฉบับใหม่ ที่พยายามแก้ปัญหาที่ผ่านมา แต่ก็เหมือนจะพิสูจน์ได้ว่านายกฯยังสามารถเข้ามาแทรกแซงได้

เมื่อถามถึงกรณีที่ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ออกมาระบุว่า ฝ่ายค้านพยายามเชื่อมโยงเรื่องนี้กับการเมือง เพื่อหวังคะแนนนิยม นายรังสิมันต์กล่าวว่า เรายังไม่เห็นสัญญาณการเลือกตั้งใหม่ในเร็วๆ นี้ สิ่งที่นายภูมิธรรมพูดคือการเบี่ยงประเด็น ข้อเท็จจริงคือ ตกลงแล้ว นายกฯมีตั๋ว สร.1 หรือไม่ ฝากโดย ส.ส.เพื่อไทยใช่หรือไม่ เราไปสืบสวนสอบสวนกันจริงๆ แล้วพบว่า มีการฝากกันจริง ส.ส.เพื่อไทยกี่คน ละลายทั้งพรรคหรือเปล่า ผิด ม.185 กันกี่คน นายกฯผิด ม.186 หรือไม่

“อย่าบอกว่ามาโยงเรื่องการเมือง หรือเรื่องอะไรทั้งสิ้น มันอยู่ที่ข้อเท็จจริง เราเป็นนักการเมือง เรามีหน้าที่ตรวจสอบ เมื่อนายกฯพูดเรื่องนี้ คุณจะให้ฝ่ายค้านเงียบหรือ พอตรวจสอบไปแล้ว พูดไปแล้ว จะให้หยุดพูดหรือ ถ้าหยุดพูดแล้ว กระบวนการยุติธรรม จะเป็นธรรมใช่ไหม” นายรังสิมันต์กล่าว

“ที่เรื่องทั้งหมดมาถึงขนาดนี้ คนที่ชี้เบาะแส ออกมาเปิดโปงเรื่องนี้ คือนายกฯที่ชื่อเศรษฐา ทวีสิน ขอบคุณคุณเศรษฐา ที่ช่วยยืนยันว่าวันนี้ระบบอุปถัมภ์ยังมีอยู่” นายรังสิมันต์กล่าว